กก.สิทธิฯ ลงทะเลบ้านแหลม รับเรื่องฟาร์มหมูปล่อยน้ำเสียทำหอยตาย ละเมิดสิทธิชุมชน

กก.สิทธิฯ ลงทะเลบ้านแหลม

รับเรื่องฟาร์มหมูปล่อยน้ำเสียทำหอยตาย ละเมิดสิทธิชุมชน

          เมื่อเวลา 9.00 น.วันที่ 8 กุมภาพันธ์ นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร พร้อมคณะฯ เดินทางมาที่หอประชุมเทศบาลตำบลบางตะบูน อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ร่วมประชุมรับฟังข้อเท็จจริง หลังจากได้รับการร้องเรียนจากเครือข่ายเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเกษตรกรและประชาชนผู้ใช้น้ำ 3 จังหวัด ประกอบด้วย จ.เพชรบุรี จ.ราชบุรี จ.สมุทรสงคราม เรื่องการก่อมลพิษทางน้ำโดยฟาร์มสุกรในเขตจังหวัดราชบุรีชาวบ้านผู้เลี้ยงหอยแครง หอยแมลงภู่ และสัตว์ทะเล โดยมี นายสมศักดิ์ พลายมาต ผอ.ส่วนควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 8 ร่วมรับฟัง ประชาชนเครือข่ายเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเกษตรกรและประชาชนผู้ใช้น้ำ 3 จังหวัด กว่า 70 คนร่วมชี้แจงข้อมูล

          นายเฉลิมเกียรติ ไกรจิตต์ ประธานกลุ่มผู้เลี้ยงหอยแครงบางตะบูน จ.เพชรบุรี ในฐานะตัวแทนเครือข่ายเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำฯ เปิดเผยว่า วิกฤตผลกระทบสัตว์น้ำเริ่มส่งผลชัดเจนตั้งแต่ ปี 2556 เกิดหอยและสัตว์น้ำตายจำนวนมากและต่อเนื่อง ปี 2558 องค์กรเครือข่าย จ.เพชรบุรี จ.สมุทรสาคร และ จ.ราชบุรี โดยการสนับสนุนภาพถ่ายทางอากาศจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ Gistda และมูลนิธิการพัฒนาอย่างยั่งยืน องค์กรเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สืบทราบถึงสาเหตุทราบว่าต้นเหตุหลักของมลพิษเกิดจากการลักลอบปล่อยน้ำจากการเลี้ยงหมู น้ำขี้หมู ลงในคูคลอง ในพื้นที่ อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ซึ่งลำคลองดังกล่าวมีเส้นทางส่วนใหญ่จะไหลมารวมลงที่ปากอ่าวบางตะบูนและ ลงสู่ทะเลในพื้นที่ปากอ่าวบางตะบูน อ.บ้านแหลม ซึ่งเป็นสาเหตุให้สภาพมลภาวะเป็นพิษทางทะเลที่เพิ่มมากขึ้น สัตว์น้ำและหอยตลอดเส้นทาง ตั้งแต่ปากท่อ-บางตะบูน ได้รับมลพิษจากสิ่งปนเปื้อนจำนวนมาก สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 8 จ.ราชบุรี มีการนำน้ำไปสุ่มตรวจจากพื้นที่ 8 จุดพบว่าสภาพสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมอย่างหนัก ค่าออกซิเจนในน้ำต่ำ แต่มีค่าแบคทีเรียในน้ำและ สารแขวนลอยปนเปื้อนอื่นๆ สูงกว่าปกติหลายเท่า และปัจจุบันมลภาวะเป็นพิษที่ไหลมาตามน้ำในช่วงหน้าฝน จากพื้นที่สูงลงสู่ปากอ่าวบางตะบูนทำให้เกิดปรากฏการณ์หอยตายก่อนถึงระยะเติมโตเต็มที่จำนวนมาก และเริ่มทยอยความรุนแรงมากขึ้นๆ

          นายเฉลิมเกียรติ กล่าวว่า ในช่วงฤดูอื่นซึ่งปริมาณน้ำในคลองน้อย น้ำขี้หมูซึ่งมีสารปนเปื้อนมากมายอาจตกตะกอนและสะสมในคลองต่างๆ จะส่งกระทบหอยตายบางส่วน แต่เมื่อถึงฤดูฝน ช่วง ต.ค.-ธ.ค.ปริมาณน้ำที่มากจะพัดนำน้ำขี้หมูและตะกอนมลพิษตามคลองต่างๆซึ่งมีจำนวนมหาศาลไหลลงสู่ทะเลอย่างรวดเร็วส่งผลให้เป็นช่วงที่น้ำทะเลเกิดมลภาวะเป็นพิษต่อหอย และสัตว์ทะเลมากที่สุด ทำให้หอยตายจำนวนมาก โดยเฉพาะเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมาฝนตกบ่อยนำน้ำจืดในคลองไหลลงทะเลมากเกิดน้ำเสียลงทะเลยาวนานถึง 5 เดือน ทำให้ค่าความเค็มลดต่ำ และยังพัดตะกอนมลพิษลงทะเลมามาก จึงมีปริมาณหอยตายสูงกว่าปกติ ผู้เลี้ยงหอยยิ่งเสียหายหนัก ที่ผ่านมาเคยร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่ง ทั้งระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับประเทศ แต่ถึงปัจจุบันปัญหาดังกล่าวก็ยังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

          “เครือข่ายเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเกษตรกรและประชาชนผู้ใช้น้ำ 3 จังหวัด ต้องการทวงถามสิทธิชุมชน เราประกอบอาชีพอยู่ แต่กลับถูกอีกอาชีพหนึ่งมาสร้างความเดือดร้อนความเสียหายให้ เราไม่ยอมที่จะให้สิทธิชุมชนของพวกเราโดนละเมิดขอต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิ์ตัวเองคืนมา จึงขอร้องเรียนประเด็นปัญหาดังกล่าวนี้ผ่าน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อนำไปสู่การพิจารณาแก้ไขขอให้หน่วยงานภาครัฐช่วยดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ปัญหาบรรเทาความเดือดร้อน ของประชาชน โดยเร็วแค่นี้ผู้เลี้ยงหอยบางตะบูนแทบจะหมดตัวแล้ว ”นายเฉลิมเกียรติ กล่าว

          จากนั้นคณะฯได้ลงเรือตรวจสอบพื้นที่จริงที่ฟาร์มเลี้ยงหอย บริเวณปากอ่าวบางตะบูน เบื้องต้นนางเตือนใจ รับจะนำข้อมูลทั้งหมดไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ถึงสาเหตุที่หน่วยงานเกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาล่าช้า และเสนอคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดำเนินการต่อไป

ทีมข่าวเพชรภูมิ : รายงาน