กบร.จังหวัดเพชรบุรี ถกเครียด แก้ไขข้อพิพาท พื้นที่เขต อช.แก่งฯ ทับซ้อนชาวบ้าน กะเหรี่ยงท่าเสลา-พุน้ำร้อน กว่า 100 คน แห่กดดัน

กบร.จังหวัดเพชรบุรี ถกเครียด แก้ไขข้อพิพาท

พื้นที่เขต อช.แก่งฯ ทับซ้อนชาวบ้าน กะเหรี่ยงท่าเสลา-พุน้ำร้อน กว่า 100 คน แห่กดดัน


          เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 26 กันยายน 2561 ณ ห้องประชุมที่ทำการปกครองจังหวัดเพชรบุรี นายณัฐวุฒิ เพ็ชรพรหมศร รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐจังหวัดเพชรบุรี ครั้งที่ 2 เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทและที่ดินทำกินของชาวกะเหรี่ยงบริเวณหมู่ 4 บ้านท่าเสลา และหมู่ 5 บ้านพุน้ำร้อน อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ทับซ้อนพื้นที่ทำกินของราษฎร์ โดยมีนายมานะ เพิ่มผล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน นายนิธิ อาจสมรรถ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี นายบุญเกื้อ เจี้ยมดี ผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินป่าไม้สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่ 10 สาขาเพชรบุรี นางวิพร แววศรีผ่อง นายอำเภอหนองหญ้าปล้อง นายพีรศักดิ์ กาฬดิษฐ์ นายก อบต.ยางน้ำกลัดใต้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมชี้แจง โดยมีชาวกะเหรี่ยงบ้านท่าเสลา และ บ้านพุน้ำร้อน ที่ได้รับความเดือนร้อนกว่า 100 คน นำโดยนายจีระพันธ์ จัดพล กำนันตำบลยางน้ำกลัดเหนือ นายสยามภูงาม ผู้ใหญ่บ้านท่าเสลา เดินทางถือป้ายข้อความมาชุมนุมเพื่อรอรับฟังมติที่ประชุมอยู่ที่บริเวณหน้าศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเพชรบุรี



          นายพีรศักดิ์ กล่าวว่า บ้านท่าเสลา และบ้านพุน้ำร้อน ต.ยางน้ำกลัดเหนือ อ.หนองหญ้าปล้อง เป็นชุมชนดั้งเดิมก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2460 ต่อมามีการออกกฎหมายป่าสงวนแห่งชาติปี 2508 และได้มีหน่วยงานรัฐดำเนินการสำรวจแนวเขตหรือทำแผนที่ และกันพื้นที่ที่ชาวบ้านอยู่ก่อนการประกาศเขตป่าสงวน ออกตามวงกันตามแผนที่ท้ายกฎกระทรวง พ.ศ.2508 และได้ทำการออกโฉนดที่ดิน นส. 3 ก. ในพื้นที่บ้านท่าเสลาและบ้านพุน้ำร้อน ประมาณ 208 แปลง ต่อมาได้มีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ตามพระราชกฤษฎีกาปี 2524 กำหนดบริเวณพื้นที่ป่ายางน้ำกลัดเหนือ และป่ายางน้ำกลัดใต้ กิ่งอำเภอหนองหญ้าปล้อง อำเภอเขาย้อย และตำบลสองพี่น้อง ตำบลแก่งกระจาน อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ก็ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด กระทั้งต่อมาในปี 2558 อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้ขยายแนวเขตพื้นที่เดิม ในมาตาราส่วน 1:4,000 (ONE MAP) ตั้งแต่หมู่บ้านโปร่งลึก-บางกลอย ถึงหมู่บ้านลิ้นช้าง ตำบลยางน้ำกลัดเหนือ ระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตรโดยอ้างอิงตามพระราชกฤษฎีกาปี 2524 ทำให้แนวเขตขยายวงกว้างทับซ้อนพื้นที่ทำกิน และพื้นที่โฉนด น.ส. 3 ก. ของราษฎร รวมทั้งพื้นที่สาธารณประโยชน์ ของทั้งสองหมู่บ้าน โดยเฉพาะพื้นที่บ้านพุน้ำร้อนซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทำให้ขาดโอกาสในการพัฒนาพื้นที่

 

          นายพีรศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า เมื่อปี 2546 ชาวบ้านในพื้นที่ได้ร่วมกันพัฒนาพื้นที่บ่อพุน้ำร้อน ซึ่งเป็นพื้นที่มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง(น.ส.ล.) จำนวน 376 ไร่ ขณะนั้นสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 4 จังหวัดเพชรบุรี ได้บอกกับชาวบ้านว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ห่างจากเขตอุทยานฯ ประมาณ 400-500 เมตร แต่ปัจจุบันกรมอุทยานฯ กลับแจ้งว่าเป็นเขตพื้นที่ของกรมอุทยาน ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เกิดความสับสนและได้รับผลกระทบจากพื้นที่ทำกิน ถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม

          “การวางหมุดแสดงแนวเขตของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานโดยใช้ ONE MAP ตนเห็นว่าไม่สามารถทำได้ เพราะไม่ใช่กฎหมายการดำเนินการพิสูจน์ อุทยานะต้องอ้างอิงแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา ปี 2524 เพราะถือว่าเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน อีกทั้งจะต้องมีประชาชนในพื้นที่ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ร่วมพิสูจน์ในรูปแบบคณะกรรมการ ถ้าหากพบว่ามีการทับซ้อนกันระหว่างเขตอุทยานฯกับพื้นที่ของชาวบ้าน หรือพื้นที่สาธารณประโยชน์ ก็ให้ดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ระหว่างนี้ขอให้ยุติการดำเนินคดีกับชาวบ้านจนกว่าจะได้ผลการตรวจสอบพื้นที่อย่างชัดเจนก่อน” นายพีรศักดิ์กล่าว

 


          นายมานะ กล่าวว่า อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานมีพื้นที่ของชุมชนทับซ้อนเขตอุทยาน จำนวน 40 พื้นที่ มีราษฎรเข้าไปใช้ประโยชน์ประโยชน์ประมาณ 40,000 ไร่ ดำเนินแก้ไขไปแล้ว จำนวน 27,000 ไร่ และยังไม่ได้รับการแก้ไข จำนวน 13,000 ไร่ กรณีบ้านท่าเสลาและบ้านพุน้ำร้อนมีราษฎรจำนวน 12 ราย ยอมรับการสำรวจที่ดินทำกินที่อยู่ในพื้นที่อุทยาน ที่ผ่านมาตนได้ประชุมชี้แจงกับผู้นำชุมชนให้ทราบถึงข้อมูลบุคคลที่อยู่ในพื้นที่อุทยานเพื่อหาแนวทางแก้ไขมาโดยตลอด

          “การประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานบริเวณบ่อน้ำพุร้อน นายสามารถ ม่วงไหมทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแห่งกระจาน ขณะนั้น เป็นผู้จัดทำแผนที่และแนวเขตอุทยานแห่งชาติดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ เห็นควรเชิญมาชี้แจงว่าการประการแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา ปี 2524 หมายรวมถึงพื้นที่ของบ่อน้ำพุร้อยด้วยหรือไม่” นายมานะ กล่าว

 


          เบื้องต้นมติที่ประชุมได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบพื้นที่ทับซ้อน โดยใช้แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา 2524 กำหนดบริเวณพื้นที่ และให้ภาคประชาชน กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบร่วมกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง และนำข้อมูลการตรวจสอบเสนอต่อ กบร.จังหวัดเพชรบุรี เพื่อให้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

          ทั้งนี้หลังเสร็จสิ้นการประชุมนายพีรศักดิ์ ได้ออกไปชี้แจงผลสุรปที่ประชุมให้ชาวบ้านที่มาชุมนุมได้รับทราบ ซึ่งชาวบ้านต่างพอใจและได้แยกย้ายเดินทางกันกับบ้านโดยไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายแต่อย่างใด

 

ทีมข่าวเพชรภูมิ : รายงาน