กรมอุทยานฯ มอบ ฉก.พญาเสือ ติดตามคดีผู้บุกรุกป่าแก่งกระจาน หลังศาลปกครองสูงสุดพิพากษา ระบุหากไม่ดำเนินการเจ้าหน้าที่จะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

กรมอุทยานฯ มอบ ฉก.พญาเสือ ติดตามคดีผู้บุกรุกป่าแก่งกระจาน หลังศาลปกครองสูงสุดพิพากษา ระบุหากไม่ดำเนินการเจ้าหน้าที่จะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

          เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 25 ตุลาคม นายอรรพงษ์ เภาอ่อน พร้อม น.ส.เนตรนภา งามเนตร ผู้รับมอบอำนาจจากหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (พญาเสือ) เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.อรรถพร สุรฉัตร สารวัตรเวร สภ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เพื่อติดตามคดีที่ทางอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้แจ้งคดีมีผู้บุกรุกผืนป่าในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน


          นายอรรพงษ์ เปิดเผยว่า เมื่อปี พ.ศ.2554-2555 ในโครงการขยายผลการอพยพผลักดันหรือจับกุมชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติแกงกระจานตามแนวชายแดนไทย-สหภาพเมียนมาร์ มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ยุทธการตระนาวศรี” ซึ่งเจ้าหน้าที่เริ่มปฏิบัติการตามโครงการดังกล่าวตั้งแต่เดือนเมษายน 2553 เป็นต้นมา ซึ่งระหว่างนั้นได้มีการเข้าตรวจยึดพื้นที่และไม่พบตัวผู้กระทำความผิด โดยได้แจ้งคดีไว้ที่สภ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

          ต่อมาภายหลังพบว่ามีบุคคลรวม 6 คน ไปแสดงตัวและยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองว่า เจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานฯ ได้ไปทำลายบ้านและทรัพย์สินรวมทั้งเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย ต่อมาเมื่อวันที่ 11 ก.ค.2561 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อส77/2559 คดีหมายเลขแดงที่ อส.4/2561 ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธ์พืช ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายโคอิ มีมิ กับพวกรวม 6 คน เป็นเงินรวม 300.987 บาท โดยในคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ระบุว่า ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 เข้าไปบุกรุกพื้นที่ที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยไม่มีสิทธิในที่ดินหรือหลักฐานการได้รับอนุญาตจากทางราชการให้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการยึดถือหรือครอบครองที่ดินภายในเขตอุทยานแห่งชาติ ฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 16 (1) แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 เท่ากับว่า นายโคอิ มีมิ (เสียชีวิต)กับพวกรวม 6 คน เป็นผู้กระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ ตามผลแห่งคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด


          ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช จึงได้มอบหมายให้หน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (พญาเสือ) ดำเนินการเข้าพบพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรแก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ทราบตัวผู้กระทำความผิดในคดีดังกล่าว เพื่อให้ติดตาม สืบสวน สอบสวน ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 6 คน จากการยึดถือหรือครอบครองที่ดินภายในเขตอุทยานแห่งชาติ ผ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 16 (1) แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และนำตัวไปชี้จุดเกิดเหตุ เพื่อให้เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานประเมินค่าเสียหายทางแพ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต่อไป

          นายอรรพงษ์กล่าวว่า หลังจากที่มีผู้แสดงตัวว่า เป็นผู้เข้าไปบุกรุกแผ้วถางป่าในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ในการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง และศาลปกครองสูงสุด กระทั่งศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยและพิพากษาคดี กระทั่งผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 ได้รับค่าสินไหมเป็นการเยียวยาเครื่องอุปโภคและบริโภคที่เสียหายแล้ว ทางกรมอุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่าเองก็ต้องนำคำพิพากษาของทั้งศาลปกครองและศาลปกครองสูงสุดมาแจ้งให้พนักงานสอบสวน สภ.แก่งกระจาน ทราบว่าบัดนี้ทราบตัวผู้กระทำความผิดที่ทางอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้เคยแจ้งคดีบุกรุก แผ้วถาง และล่าสัตว์ป่า รวมทั้งทำลายให้ทรัพยากรเสื่อมสภาพไปตามหลักฐานที่ส่งคดีไว้ เพื่อให้พนักงานสอบสวนได้เชิญผู้ต้องหาทั้ง 6 นาย มาสอบสวนเพื่อพิจารณาส่งฟ้องคดีเพื่อรับโทษและชดใช้ในความเสียหายที่ก่อขึ้นต่อไป ไม่เช่นนั้น ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธ์พืชเอง จะถูกกล่าวหาว่า มีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เสียเอง เพราะมีการแสดงตัวว่าเป็นผู้กระทำความผิดอย่างชัดเจน และได้รับสินไหมการเยียวยาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย


          เบื้องต้นพ.ต.ท.อรรถพร ได้รับแจ้ง และจะดำเนินการติดตามผู้กระทำผิดคดีบุกรุกแผ้วถางป่าในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่ทางอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้แจ้งคดีไว้มาสอบสวน หากพบว่าเป็นผู้กระทำความผิดจริงก็จะต้องดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

 

http://https://www.youtube.com/watch?v=u5kgM11pLRI

ทีมข่าวเพชรภูมิ : รายงาน

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!