กรรมการฯ

ว่าที่ ร.อ. จิตร์ ศิรธรานนท์ กรรมการกิตติมศักดิ์หอการค้าไทย เปิดเผย “เพชรภูมิ” ว่า ภาพรวมของสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก ณ วันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา ติดเชื้อสะสมแล้วกว่า 157 ล้านคน เสียชีวิต 3.3 ล้านคน ยังมีอัตราเพิ่มวันละ 7-8 แสนคน โดยเฉพาะประเทศอินเดียติดเชื้อเพิ่มบางวันทะลุ 4 แสนคน คนตายวันละกว่า 4 พันคน จนหาที่เผาศพไม่ได้ เศรษฐกิจอินเดียกำลังล่มสลายคนป่วยหนักต้องนอนรอหน้าห้องไอซียู รอในรถเข็น ฯลฯ เป็นภาพที่น่าอเนจอนาถยิ่งนัก สาธารณสุขอินเดียกำลังล่มสลาย หากประเทศไทยไม่ช่วยกันทุกคนก็อาจจะเกิดสถานการณ์แบบอินเดียได้

                “สำหรับตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมของไทยขณะนี้กว่า 8.6 หมื่นคน ติดเชื้อเพิ่มบางวันกว่า 2 พันคนติดต่อกัน เสียชีวิตรวมแล้วกว่า 300 ราย อาการหนักกว่า 1,200 ราย อยู่ไอซียูประมาณ 400 ราย ปีที่แล้วเรายังดีใจว่ายอดติดเชื้อเราเอาอยู่เหมือนน้ำกำลังจะท่วมโลกแล้ว แต่ไทยเราสามารถได้ขึ้นมาอยู่บนตลิ่งเฝ้าดูคนอื่นเขาว่ายน้ำเพื่อยื้อชีวิตด้วยการไขว่คว้าหาวัคซีนกันจ้าละหวั่น ตอนนั้นเรารู้สึกเฉย ๆ ไม่เดือดร้อนอะไร

วัคซีนจะได้กี่โดสก็ไม่กระตือรือร้น ชะล่าใจปล่อยให้การ์ดตกในที่สุด ตลิ่งที่เรายืนอยู่กลับพังทลายลงด้วยการระบาดระลอก 2 และ 3 จะเกิดจากฝ่ายความมั่นคงหย่อนยานหรือการทุจริตคอร์รัปชั่นรับสวยเปิดบ่อน ปล่อยแรงงานต่างด้าว หรือไม่กวดขันผับบาร์ตลอดจนสนามมวยก็สุดแล้วแต่ การแพร่ระบาดรอบนี้ จึงหนักหนาสาหัสเกินกว่าจะตั้งรับได้ทัน กรรมเลยตกมาสู่ประชาชนคนเดินดินหาเข้ากินค่ำ คลัสเตอร์ต่าง ฯ ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ผลพวงนี้หลายคนชี้ไปที่การบริหารราชการแผ่นดินที่บกพร่องในหลายองค์กรภาครัฐที่ผู้นำสวมวิญญาณจ่าเฉยคือเฉยจนแทบไม่ทำอะไรเลย ปล่อยกันไปตามยะถากรรมซึ่งหากเป็นเช่นนี้สาธารณสุขซึ่งมีขีดจำกัดคงไม่ใช่แค่เตียงแต่เป็นบุคลากรทางการแพทย์อาจจะถึงคราววิบัติเหมือนอินเดียปัจจุบันยังไม่มีใครกล้าฟันธงว่า รอบ 4 รอบ 5 จะมีระบาดออกมาอีกหรือไม่”

                ว่าที่ ร.อ. จิตร์ กล่าวต่อไปว่า สถานการณ์ของไทยเวลานี้เหมือนการแบ่งค่ายของผู้บริหารประเทศว่าจะเอาเศรษฐกิจหรือจะเอาสุขภาพประชาชน บทเรียนในการล็อกดาวน์ เมื่อระบาดครั้งแรกสร้างความโกลาหลให้แก่รัฐบาลเพราะเศรษฐกิจย่ำแย่ไปตาม ๆ กัน โดยเฉพาะภาคบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว แม้จะเข็นเม็ดเงินเยียวยาออกมาเยอะแยะ ก็ใช้ได้มั่งไม่ได้มั่ง แต่การประสบผลสำเร็จของโครงการบางโครงการเช่น “คนละครึ่ง” นำมาซึ่งความประมาทในการเตรียมการจัดหาวัคซีนเพราะคิดว่าจบแล้ว หลายคนคิดว่า “วัคซีน” คือคำตอบสุดท้ายที่จะทำให้ไทยรอด แต่หากพิจารณาดูให้ถ่องแท้ว่าตกลงซื้อวัคซีนวันนี้กี่ล้านโดสก็แล้วแต่กว่าจะได้ครบก็คงราวสิ้นปี ไหนจะต้องกระจายวัคซีนหาที่ฉีด หาคนฉีด และหากจะทำให้ทันสิ้นปีนี้จะต้องฉีดวันละ 3-4 แสนโดส จะทำให้เหมือนเมืองนอกเขาฉีดตามศูนย์การค้า ในร้านขายยา หรือข้างถนนประเทศนี้ทำไม่ได้อีก จะให้เอกชนสั่งเข้ามาเองก็ไม่ได้ต้องให้องค์การเภสัชกรรมเป็นผู้สั่งผ่านตัวแทนยาในไทยเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 2 ต่อ 7+7 ก็คือ 14% ต้องมีค่าธรรมเนียมต่างๆขององค์กรอีก 5 – 10% ตามระเบียบ เข้าใจว่าผู้เกี่ยวข้องลืมไปว่านี่มันภาวะสงครามเชื้อโรคไม่ใช่ภาวะปกติ ที่น่ากลัว สำหรับไวรัสตัวนี้คือมันกลายพันธ์ จากสายพันธุ์อู่ฮั่น เป็นสายพันธุ์อังกฤษ สายพันธุ์บราซิล สายพันธุ์อินเดีย สายพันธุ์อัฟริกาใต้ วัคซีนที่จะได้มายังไม่รู้ว่าจะสร้างภูมิคุ้มกันได้กับพวกหลายพันธุ์เกิดใหม่เหล่านี้หรือไม่ วัคซีนก็มีหลากหลายมีข้อจำกัดด้านการทดลองเพราะต้องรีบใช้จึงมีความเปราะบางค่อนข้างมาก คนไม่กล้าฉีดก็มาก

                “รัฐบาลจะต้องเลือกสุขภาพหรือสาธารณสุขก่อนเศรษฐกิจคนไทยกลัว ๆ กล้า ๆ ส่วนใหญ่ไม่กล้าออกเพราะกลัวออกไปแล้วอาจจะไม่ได้กลับมาต้องไปพักที่อื่น เศรษฐกิจก็แย่อยู่ดี ไม่ล็อกก็เหมือนล็อกดังนั้นต้องฟังหมอที่เกี่ยวกับการระวังป้องกันโดยตรง การจัดหาวัคซีนต้องหลากหลายไม่ใช่เจาะจงอยู่ไม่กี่ยี่ห้อ อิสราเอลนายกรัฐมนตรีของเขาโทรหาซีอีโอของไฟเซอร์ถึง 30 ครั้งกว่าจะได้วัคซีนมาโดยอ้างว่าคนอิสราเอลจะเป็นหนูทดลองให้จนปัจจุบันอิสราเอลเปิดหน้ากากไปมาหาสู่กันแล้ว เพราะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่แล้ว นิตยสารอีโคโนมิสต์คาดว่าประเทศไทยจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (สามารถเปิดหน้ากากอนามัยได้ เศรษฐกิจจะกลับมาดี) ก็ราวกลางปีหน้า การท่องเที่ยวซึ่งเป็นเสาหลักของภาคบริการในไทยจะกลับมาฟื้นตัวที่หลัง แต่การส่งออกจะไปได้ดีก่อนเนื่องจากประเทศในฝั่งยุโรป อเมริกาฉีดวัคซีนบริหารสถานการณ์ได้ดีกลับมาฟื้นตัว ก็จะสั่งสินค้าจากประเทศเล็ก ๆ อย่างเรามากขึ้น”

                ว่าที่ ร.อ. จิตร์ กล่าวในตอนท้ายว่า จากนี้ไปกว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวอย่างเร็วกลางปีหน้า กว่าจะกลับมาเหมือนปี 2562 คงอีก 3-4 ปี ช่วงนี้รัฐบาลจึงต้องหาทางเยียวยาอาจจะต้องกู้เงินเพิ่มเพราะหนี้สาธารณะของเราตอนนี้ยังต่ำอยู่แค่ 56% ของจีดีพี. อาจจะต้องแก้กฎหมายให้ผู้ได้เกิน 60% ซึ่งไม่น่ายาก หลายประเทศเกิน 100 ไปแล้วเช่นสหรัฐอเมริกา เป็นต้น แต่การกู้เงินมาใช้จะต้องพิจารณาว่าเป็นเงินจำนวนค่อนข้างมาก ใช้ให้ตรงเป้าหมาย ทำให้เร็ว โปร่งใส (ห้ามทุจริต) และทำชั่วคราวรัฐต้องคำนึงว่าจะให้ประชาชนที่ยากลำบากอยู่ สามารถลดค่าใช้จ่ายอะไรลงได้บ้าง ลดภาระหนี้ สร้างรายรับประการสำคัญสร้างงานและอาชีพรอสำหรับปัจจุบันและอนาคตหลังโควิดซึ่งโครงสร้างเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไปจากเดิมหน้ามือเป็นหลังมือ คิดแบบเก่าไม่ได้อีกแล้ว

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!