ขยายหนี้สาธารณะไทยเพิ่มเป็น 70% ประเทศจะถึงคราวล่มสลายหรือไม่?

กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานฯ เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา เห็นชอบให้ขยายกรอบเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งเดิมกำหนดไว้ที่ 60% ของ จีดีพี. เป็นไม่เกิน 70% ของ จีดีพี. โดยให้เหตุผลว่าเพื่อรองรับการกู้เงินจากพระราชกำหนดกู้เงินช่วยโควิด 1 ล้านล้านบาทส่วนที่เหลือทั้งหมด และพระราชกำหนดกู้เงินโควิดใหม่อีก 5 แสนล้านบาท 

สาเหตุหลักที่รัฐบาลตัดสินใจทำลายกรอบวินัยการคลังของประเทศครั้งนี้ เนื่องจากรายงานหนี้สาธารณะของประเทศไทยสิ้นเดือนกรกฎาคม 2564 มีหนี้อยู่ 8,909,063 ล้านบาท คิดเป็น 55.59% ของ จีดีพี.ไทย (ประมาณ 16 ล้านล้านบาท) และคาดว่าสิ้นปีงบประมาณ 2564 สัดส่วนน่าจะอยู่ที่ 58% ของ จีดีพี. ยังต้องกู้ปิดงบประมาณปี 2564 อีกราว 7 แสนล้านบาท กู้ให้เต็มตามพระราชกำหนด 2 ฉบับ  ยังไงก็เกินเพดานหนี้ที่กำหนด  จึงจำต้องขยายเพดานหนี้ดังกล่าว

การกู้เพิ่มเติมหากเป็นชาวบ้านธรรมดาย่อมไม่ดี เพราะไปก่อหนี้เพิ่มอันอาจนำไปสู่การเป็นหนี้สินล้นพ้นตัวในอนาคต  แต่สำหรับประเทศแล้วมันคนละเรื่อง จากประวัติศาสตร์ในโลกนี้ทุกประเทศล้วนแต่ก่อหนี้เพื่อพัฒนาประเทศให้เดินไปข้างหน้าทั้งนั้น

หนี้สาธารณะคือการกู้ยืมเงินของรัฐบาล เมื่อรัฐบาลไม่สามารถจะหารายได้ไม่ว่าจะการเก็บภาษีหรือส่วนอื่นก็ตามให้เพียงพอกับรายจ่าย โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยเรา  การกู้เงินของรัฐบาลทำได้ทั้งกู้ในประเทศและกู้จากต่างประเทศ กู้ในประเทศจากสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และประชาชนทั่วไป ฯลฯ  ในรูปของการขายพันธบัตรรัฐบาลซึ่งมีความมั่นคงจะเป็นระยะสั้นหรือยาวก็ว่ากันไป  ซึ่งการกู้จากเงินออมของประชาชนทั่วไปหรือในประเทศมีความเสี่ยงต่ำจากการผันผวนของค่าเงิน ส่วนการกู้จากต่างประเทศนั้นความเสี่ยงสูงจึงกำหนดไว้ ไม่เกิน10% ของ จีดีพี. หรือไม่เกิน 5% ของรายได้ส่งออก

การวิพากษ์วิจารณ์ผ่านสื่อต่าง ว่ารัฐบาลไม่ควรก่อหนี้สาธารณะ เพราะจะนำมาซึ่งความสูญเสียเสถียรภาพทางการคลังการเงินของประเทศ และท้ายสุดจะเกิดวิกฤติการเงินนั้นไม่จริงเสมอไป หากรัฐบาลบริหารจัดการการใช้เงินอย่างเหมาะสม การแพร่ระบาดของโรคโควิด19 ทำให้ทั้งโลกปั่นป่วนจำต้องกู้เงินเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูประเทศแทบจะเกือบทุกประเทศ 

รายงานของ Fiscal Monitor Reports โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เมื่อเมษายน 2564 หนี้สาธารณะโลกเมื่อสิ้นปี 2563 สูงถึง 97.3% ของ จีดีพี. (จีดีพี.โลกราว 87 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) ปี 2564 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 98.9% และ 99.5% ในปี 2565 เมื่อสิ้นปี 2563 ประเทศญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะ 256.2% ของ จีดีพี. สหรัฐฯ ราว 100% อิตาลี 133% เป็นต้น 

ดังนั้นหนี้สาธารณะไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหากเศรษฐกิจของประเทศนั้นใหญ่จริง เช่น เป็นประเทศพัฒนาแล้วและเอาเงินที่กู้มาสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ประเทศ การที่ จีดีพี.เติบโตขึ้นไปอีก เท่ากับเป็นการลดสัดส่วนหนี้ต่อ จีดีพี.โดยอัตโนมัติ และหากการกู้เพื่อลงทุน สร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในประเทศลดความเหลื่อมล้ำ รัฐก็จะเก็บภาษีกลับเข้ามาใช้ดอกเบี้ยและคืนต้นได้ 

ดังนั้นการเพิ่มหนี้สาธารณะขึ้นจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ หากต้องพิจารณาควบคู่ไปกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศและการนำเงินกู้ มาเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศได้จริงหรือไม่  ขณะเดียวกันปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยถือว่ายังต่ำอยู่  เห็นได้จากสหรัฐอเมริกา FED ไม่ยอมขึ้นดอกเบี้ยยังคงอยู่ที่ 0-0.25% ซึ่งถ้าดอกเบี้ยต่อกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นก็ถือเป็นการลดสัดส่วนหนี้ต่อ จีดีพี. ลงโดยอัตโนมัติเหมือนกัน  ประเด็นปัญหาของไทยซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนา ขยายเพดานหนี้ไปแล้ว กู้เงินมาแล้ว ใช้ถูกช่องถูกทางหรือใช้ไปเข้ากระเป๋าของใคร จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลและประชาชนทุกคนจะต้องร่วมกันสอดส่องไม่เช่นนั้นอาจจะต้องเพิ่มเพดานกันร่ำไป  คราวนี้จะเดือดร้อนกันถ้วนหน้าเพราะต้องเก็บภาษีมาใช้คืนทั้งต้นและดอกกันละครับ.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!