คนในชาติถ้าไม่มีวินัยจะรับมือกับโควิด-19 ไม่ไหว ไม่เคยมีใครตายเพราะอดข้าวประท้วงรัฐบาลเลยสักคน

ไวรัสโควิด-19 ระบาดคราวนี้ กระทบแรงที่สุดก็คงไม่พ้นปัญหาด้านเศรษฐกิจ เมื่อคนถูกห้ามออกจากบ้านหรือไม่กล้าออกไปนอกบ้าน การจับจ่ายใช้สอยเหมือนปกติก็ทำไม่ได้ เงินก็ไม่สะพัด

วันนี้รัฐบาลจำเป็นต้องเอาเงินที่จะใช้พัฒนาประเทศ มาช่วยเหลือประชาชนที่ตกงาน คนขาดรายได้ อันเนื่องจากได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น โครงการคนละครึ่ง, ทัวร์เที่ยวไทย, เราเที่ยวด้วยกัน, ช่วยเหลือเกษตรกร, ช่วยผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ช่วยกลุ่มผู้เปราะบาง ฯลฯ หมดไปนับหมื่นนับแสนล้านแล้ว

การพัฒนาประเทศหลายโครงการต้องถูกพับไป ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร สถานการณ์โรคระบาดมันเกิดขึ้นแล้วและสร้างปัญหาให้แก่ทุกประเทศทั่วโลก

เมืองไทยมีสถิติคนตายเพราะโควิด-19 น้อย ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกยอดผู้เสียชีวิตไม่ได้ลดลงเลย ในสหรัฐอเมริกา อินเดีย บราซิล อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ยังป่วย-ตายเพราะเชื้อไวรัสนี้ทุกวัน และนับวันจะทวีจำนวนมากขึ้น ล่าสุดอินเดียติดเชื้อวันละเกือบสองแสนคนนั่นแสดงว่าเอาไม่อยู่

แม้อินเดียจะผลิตวัคซีนเองส่วนหนึ่ง นำเข้าส่วนหนึ่ง ฉีดให้คนในประเทศ แต่ก็ยังฉีดได้จำนวนน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรที่มีมากหลายร้อยล้านคน

กระนั้นก็ตามชาวอินเดียส่วนหนึ่งก็ไม่ตระหนัก เมื่อวันก่อนในเทศกาลกุมภเมลา ซึ่งเป็นเทศกาลสำคัญที่สุดของศาสนาฮินดู โดยบรรดาศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาจะพากันลงไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายในแม่น้ำคงคาเพื่อเป็นการล้างบาปตามความเชื่อ โดยเฉพาะที่เมืองหริทวารในรัฐอุตตราขัณฑ์ ทางเหนือของอินเดีย จะจัดพิธีศักดิ์สิทธิ์นี้ทุก 12 ปี มีชาวฮินดูจำนวนมากเดินทางไปรวมตัวกันในเทศกาลนี้ ข่าวว่ามีผู้ติดเชื้อ โควิดเพิ่มมากขึ้นอย่างน่าตกใจในสภาวการณ์นี้ ถ้ามองด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก ก็ต้องมองไปที่สาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งถูกมองว่าได้เปรียบกว่าทุกประเทศ เพราะการจับจ่ายใช้สอยในจีนไม่ได้ลดลงเลย โดยเฉลี่ยแล้วทุกคนมีรายได้ดี ค่าจีดีพี.เพิ่มขึ้น ที่สำคัญจีนใช้มาตรการป้องกันโกวิด-19 ที่เรียกว่า “ปิดกั้นเด็ดขาด” โดยกำสั่งของอำนาจรัฐ ซึ่งคนจีนในประเทศกว่าพันล้านคนต้องปฏิบัติตาม

ผิดกับประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศประชาธิปไตยที่คนในประเทศอ้างสิทธิเสรีภาพไม่เชื่อฟังรัฐบาลในทุกเรื่องก็ได้ แต่ชาวจีนทำอย่างนั้นไม่ได้ผู้นำว่ายังไงก็ต้องยังงั้น บอกให้อยู่บ้านก็ต้องอยู่บ้าน ทุกคนมีวินัยและเชื่อผู้นำ ทั้งที่จีนเป็นประเทศแรก ๆ ที่มีการระบาดเริ่มจากเมืองอู่ฮั่นแต่จีนก็สามารถควบคุมการระบาดได้อย่างยอดเยี่ยม จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตมีจำนวนลดน้อยลงมาเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรของจีนที่มีมากกว่า 1,400 ล้านคน แสดงว่าเขาเอาอยู่จริงๆ

ส่วนสหรัฐอเมริกาก็ยัง “อเมริกันเฟิร์ส” ตามเดิม ประเทศฝรั่งแถวยุโรปก็เช่นกัน ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเต็มที่ ก็ไม่รู้จะคุมสิทธิเสรีภาพในการใช้ชีวิตกันยังไง เชื้อไวรัสจึงแพร่กระจายลามไปทั่ว คิดจะป้องกันตอนนี้ก็ป่วยและล้มตายกันนับแสนนับล้านคนแล้ว

ผลกระทบด้านเศรษฐกิจนี่แหละเป็นตัวยุ่งที่สุด จะเป็นเครื่องชี้ว่ารัฐบาลสามารถคุมอยู่หรือไม่ คุมไม่ได้รัฐบาลก็อาจมีอันเป็นไป เพราะไม่พ้นที่ประชาชนจะโทษรัฐบาลโดยไม่โทษโควิดหรือโทษตัวเองที่การ์ดตก ป้องกันไม่ดีพอ

วกมาสู่เรื่องการเมืองบ้าง กรณีการประกาศอดข้าวของ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ “เพนกวิน”แกนนำม็อบ 3 นิ้ว ที่อ้างว่าประท้วงกระบวนการยุติธรรมเนื่องจากไม่ได้รับการประกันตัวจากศาล

ตายประชดป่าช้าเปล่า ๆ

ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเท่าที่รู้ ไม่เคยมีใครตายเพราะอดข้าวประท้วงรัฐบาลเท่าที่จำได้ เรือตรี ฉลาด วรฉัตร อดีต ส.ส.ตราด พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตหนึ่งในแกนนำม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่ประชาธิปไตย (พมธ.) ก็อดข้าวประท้วงรัฐบาล ก็ไม่เห็นมีใครอดข้าวตายสักคน แม้แต่ มหาตมะ คานธี มหาบุรุษของอินเดีย ก็เคยต่อสู้แบบอหิงสา อดข้าวประท้วงรัฐบาลอังกฤษ ก็ไม่เห็นว่าจะตายเพราะอดข้าว

อดหนัก ๆ เข้า ทนหิวไม่ไหว ก็เลิกอดกันไปเอง !!

เพนกวินถูกจับและไม่ได้รับการประกันตัว ประกาศอดข้าวประท้วง กล่าวหาว่าศาลสองมาตรฐาน ไม่มีความยุติธรรม อ้างว่าพวก กปปส.ที่นำโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดและถูกลงโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ แต่ยังได้รับการประกันตัว ขณะที่เพนกวินกับพวก เช่น รุ้ง-น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล, แอมมี่-นายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์, ไผ่ดาวดิน-นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, นายสมยศ พฤษาเกษมสุข ฯลฯ เป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา อยู่ในขั้นตอนต่อสู้คดี ยังไม่ถูกศาลพิพากษาโทษ ทำไมไม่ได้รับการประกันตัว

เรื่องนี้มีนักกฎหมายออกมาอธิบายแล้วว่า คดี กปปส.เกิดขึ้นนานประมาณ 6-7 ปีมาแล้ว ศาลชั้นต้นก็พิพากษาแล้ว บรรดาแกนนำ กปปส.ก็ไม่สามารถไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานเพื่อ เบี่ยงเบนคดีได้ เพราะในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลจะพิจารณาตามสำนวนที่ส่งมาจากศาลชั้นต้นเท่านั้น ไม่สามารถจะเอาหลักฐานอะไรไปเพิ่มเพื่อหักล้างในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้

ที่สำกัญจำเลยในคดี กปปส.ไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนี ไปศาลตามนัดทุกครั้ง และไม่มีพฤติกรรมไม่เคารพศาล ไม่เคยไปกระทำผิดในความผิดเดิมซ้ำ ไม่เคยแสดงความอาฆาตมาดร้ายหรือดูหมิ่นศาล เคารพในขบวนการยุติธรรมมาโดยตลอด ผิดก็ก้มหน้ารับกรรม เพราะฉะนั้นพฤติการณ์แห่งคดีของ กปปส. กับม็อบ 3 นิ้วจึงไม่เหมือนกัน ไม่สามารถเอาคดีของม็อบ กปปส. ไปเปรียบเทียบกับกรณีของม็อบ 3 นิ้วได้ในประเด็นให้หรือไม่ให้ประกันตัว

เรื่องนี้ถ้าสื่อมวลชนไม่ให้ความสำคัญและไม่เอาไปลงข่าวเพื่อจุดเป็นประเด็นขายข่าว โดยศึกษาหาความจริงก่อนนำเสนอ ไม่ร่วมด้วยช่วยกระพือ พวกแกนนำ 3 นิ้วก็คงจะฝ่อกันไปเอง แต่สื่อบางค่ายสมัยนี้ชอบยุแหย่ให้เรื่องไม่เป็นเรื่อง เกิดเป็นเรื่องขึ้นมาจนได้ ตราบใดที่สื่อให้ความสนใจนำความเคลื่อนไหวของม็อบก่อกวนไปลงข่าวทุกวัน พวกนี้ก็จะแผลงฤทธิ์เรียกร้องความสนใจให้เป็นประเด็นข่าวได้ทุกวันเช่นกัน

ถ้าเพนกวินได้รับการประกันตัวเพราะอดอาหารกดดันศาล ต่อไปบรรดาผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศ ที่ยังไม่ได้รับการประกันตัว ก็อาจจะประกาศอดข้าวเพื่อขอให้ศาลอนุญาตให้ประกันตัวตามอย่างเพนกวินก็เป็นได้

เพนกวินเคยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวแล้วหลายครั้ง ออกไปก็ไปกระทำผิดแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แถมยังกล้าละเมิดอำนาจศาลด้วยการยืนบนเก้าอี้ในห้องพิจารณาอย่างอหังการ์ อ่านแถลงการณ์ของตัวเองต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ พฤติการณ์แบบนี้จะได้รับความปรานีจากศาลได้อย่างไร

ส่วนกรณี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ที่ช่วงนี้ ออกมาแสดงบทบาทค่ารัฐบาลร่วมกับบรรดาญาติวีรชนเดือนพฤษภาฯ 2535 และชักชวนให้คนเสื้อแดงจากหลายจังหวัด รวมถึงม็อบ 3 นิ้ว ให้มาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลด้วย เจาะจงไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าบริหารบ้านเมืองล้มเหลว ไม่ปฏิรูปประเทศดังที่เคยประกาศไว้ โดยนายจตุพรประกาศบนเวทีที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ ว่าต้องการขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้น ไม่ขอแตะต้องสถาบันเบื้องสูง

แต่พอ นายดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานญาติวีรชนเดือนพฤษภาฯ 35 ประกาศว่าขอให้ผู้มาชุมนุมอย่าชู 3 นิ้ว ก็สร้างความไม่พอใจให้แก่พวกม็อบ 3 นิ้วที่มาร่วมเป็นอย่างมาก ถึงกับด่าทอมีปากเสียงกับนายอดุลย์ และเดินออกจากที่ชุมนุมทันที

นั่นแสดงให้เห็นว่าเป้าหมายในการชุมนุมของกลุ่มการเมืองเก่าและใหม่ไม่เหมือนกันพวกม็อบ 3 นิ้วมีจุดประสงค์โจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นหลัก ขณะที่กลุ่มนายจตุพรต้องการขับไถ่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหลัก อย่างไรก็ตามม็อบที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯได้ประกาตยุติการชุมนุมแล้วเนื่องจากการคุกคามของโควิด-19

ถึงวันนี้มองได้ว่า ปัญหาทั้งหมดอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ คนเดียว เพราะทำตัวให้เป็นเป้าโจมตี ถ้าที่ผ่านมาทำอะไรเสียบ้าง มันก็คงจะไม่โดนต่อว่าทั้งในและนอกสภาอย่างนี้ เคยสัญญาว่าจะปฏิรูปประเทศเมื่อ 7 ปีก่อน แต่จนบัดนี้ก็ไม่ทำอะไรจริงจังสักอย่าง ไม่ว่าปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น ไม่ทำอะไรให้เห็นเป็นรูปธรรมเลย โยนไปโยนมา ทั้ง ๆ ที่การปฏิรูปประเทศเป็นหัวใจของการรัฐประหารเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557

ทำไมจึงไม่ทำ ทำไมจึงทำไม่ได้ ก็ควรบอกกล่าวแก่ประชาชนตรง ๆ ไม่งั้นก็ตกเป็นเป้าให้ถูกโจมตีกลายเป็นตำบลกระสุนตกทุกวัน.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!