“ชอน พวงมาลัย” หมอเทวดาช่วยทุกข์แปดทิศ

ชอน พวงมาลัย”

หมอเทวดาช่วยทุกข์แปดทิศ

          ย้อนหลังไปเมื่อประมาณ ๖๐ ปีที่ผ่านมา ชื่อ หมอชอน พวงมาลัย” นับว่าโดดเด่นเป็นที่รู้จักของคนทุกระดับชั้นใน จ.เพชรบุรี และทั่วประเทศ มีผู้ตั้งฉายา หมอเทวดา รักษาทุกข์แปดทิศ” เนื่องจากเป็นหมอพื้นบ้านรักษาคนมาทั่วทุกสารทิศด้วยวิธีตรวจชีพจรหรือที่เรียกกันว่า แมะ” ตามแบบจีนผสมสานกับการแพทย์แผนไทย และเป็นนักเชิดหนังตะลุงยอดเยี่ยมหาผู้ใดเทียบเคียงได้ยาก

          เส้นทางชีวิต” ฉบับนี้ขอร้อยเรียงเรื่องราวประวัติ นายชอน พวงมาลัย บิดา นายธรรศ(มาโนช) พวงมาลัย แพทย์แผนไทย หมอฉัตร” น.ส.ฉัตรวนิช พวงมาลัย อดีตสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้ดำเนินกิจการโรงงานผลิตยาสมุนไพรและตรวจรักษาแพทย์แผนไทยบ้านหมอชอน, นางกนิษนันท์ พวงมาลัย, นายชนะ พวงมาลัย และนายสนั่น พวงมาลัย แพทย์ประจำตำบลท่าแร้ง อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี

          ผู้เขียนได้คัดย่อข้อมูลจาก บทกลอนกล่าวเล่าอดีต” ที่นายชอน พวงมาลัย เขียนบันทึกไว้และปรากฏในหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ หมอชอน พวงมาลัย”  ณ เมรุวัดบันไดทอง ต.บ้านกุ่ม อ.เมือง จ.เพชรบุรี เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๘

          นายชอน พวงมาลัย เกิดวันที่ ๒ มกราคม ๒๔๖๗ ที่บ้านปากคลอง หมู่ ๕ ต.ท่าแร้ง อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เป็นบุตร หมอเรือง” นายเรือง พวงมาลัย อดีตแพทย์พื้นบ้าน กับ นางเลี่ยม พวงมาลัย มีพี่น้องจำนวน ๕ คน

          “ตอนที่คุณแม่เลี่ยมคลอดหมอชอนนั้น มีชินแสจีนท่านหนึ่งแนะนำให้นำกระชอนช้อนปลามารองรับขณะคลอดบุตร เพื่อเป็นการแก้เคล็ดเนื่องจากคุณแม่เลี่ยมมักจะแท้งลูกอยู่บ่อยครั้ง เมื่อคลอดออกมาจึงตั้งชื่อตามภาชนะว่า กระชอน” และได้เรียกเพี้ยนเป็น บัญชร” กระทั่งเหลือแค่ชื่อ ชอน” ถึงปัจจุบัน

          ในวัยเยาว์ ด.ช.ชอน ขณะมีอายุ ๘ ขวบ เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดบันไดทอง(วิเศษศึกษา) ต.บ้านกุ่ม อ.เมือง จ.เพชรบุรี ได้ประมาณ ๑ ปี จากนั้นย้ายไปเรียนที่วัดกุฏิ ต.ท่าแร้ง อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี อยู่ประมาณ ๙ เดือน ก็ย้ายกลับมาเรียนที่โรงเรียนเดิมอีกครั้ง ด.ช.ชอนเป็นเด็กฉลาด กล้าหาญ ได้รับการยอมให้เป็นหัวหน้าทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน มักจะนำเพื่อน ๆ ปีนขึ้นไปนอนเล่นบนยอดวิหารวัดบันไดทองช่วงพักกลางวัน รวมทั้งชอบหนีเรียนไปในตัวเมืองเพชร เที่ยวเล่นซุกซนปีนป่ายไปถึงยอดสูงสุดของพระปรางค์ ๕ ยอด ที่วัดมหาธาตุวรวิหาร จ.เพชรบุรี จนถูก หลวงพ่อชิต”  พระครูสุวรรณมุนี เจ้าอาวาสฯ ใช้ไม้เรียวฟาดอยู่เป็นประจำ ด.ช.ชอนจะชอบคุยโอ้อวดว่า ผมเรียนสูงกว่าใครทั้งนั้น คนอื่นเขาเรียนชั้นสองชั้น แต่ผมเรียนสูงถึงยอดพระปรางค์วัดมหาธาตุ”

          ด.ช.ชอนเรียนถึงชั้น ป.๔ บิดา-มารดาก็ให้ออกมาช่วยทำงาน โดยล่องเรือเอี้ยมจุ๊นบรรทุกถ่าน เหล้าขาว จากบ้านแหลมไปขายในตัวเมืองเพชรบุรี แต่ ด.ช.ชอนไม่ค่อยเอาใจใส่เรื่องการงาน ชอบเที่ยวเตร่ไปที่โน้นที่นี่ และหนีไปอาศัยอยู่กับ คุณตาหลง,คุณยายปุก ที่บ้านหัวกระถิน ช่วยหาบขนมจีนไปขายอยู่ประมาณ ๓ ปี ก็มาช่วยพี่ชายถือท้ายเรือขนสินค้าจากเพชรบุรีไปขายที่พระนครเป็นเวลา ๒ ปีก็กลับมาเพชรบุรี

          หลังจากกลับมาอยู่บ้าน นายเรืองได้บังคับให้นายชอนเรียนวิชา แมะ” ตามแบบจีนผสมผสานกับการแพทย์แผนไทย ที่นายเรืองได้รับการถ่ายทอดมาจาก เตี่ยแดง” ซึ่งเป็นหมอแมะมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ แต่นายชอนไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร กระทั่งมีเพื่อนบ้านชื่อ นายจอน” มาชวนไปหางานทำที่ จ.ชุมพร นายชอนจึงรีบตกลงและนั่งรถไฟจากสถานีรถไฟเพ็ชร์บุรีไปถึงชุมพรในทันที

            ทั้งคู่ลงรถไฟด้วยใจเหี่ยวห่อเพราะไม่รู้จักใคร แต่นายจอนนึกขึ้นมาได้ว่า พี่ขาว” ที่เคยอยู่บ้านปากคลองด้วยกันมามีครอบครัวอยู่ที่บ้านทุ่งคา ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟชุมพรไปอีก ๒ สถานี แต่มีเงินไม่พอที่จะขึ้นรถไฟ พอดีเห็นเจ๊กนั่งร้องด้วยอาการเจ็บปวดอยู่ในชานชาลา นายชอนจึงเข้าไปไถ่ถามและอาสาช่วยเหลือโดยใช้วิชาจับแมะที่บิดาเคยสอนมา จับที่เส้นข้อมือ ข้อเท้าตรวจดูจนรู้ว่าเป็นโรคป่วงลม นายชอนจึงบีบนวดจนลมอ่อนลงจนมีอาการดีขึ้น จากนั้นสอบถามเจ๊กทราบความว่าบ้านอยู่ทุ่งคาได้พายเรือมาขายปลาที่ชุมพร ขากลับนายชอนและเพื่อนจึงขออาศัยนั่งเรือเจ๊กไปบ้านพี่ขาวด้วย

          ขณะนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ นายชอนเริ่มทำอาชีพรับจ้างจับปลาในละมุหรือโป๊ะเล็ก ๆ ตามแนวชายทะเลใส่เรือไปขายในหมู่บ้านอยู่ได้ประมาณปีกว่า ๆ ได้มีทหารญี่ปุ่นเคลื่อนพลมาทางทะเลไปขึ้นที่ชุมพร นายชอนจึงเลิกอาชีพจับปลาและหันมาร่วมกับเพื่อนเป็นนายหน้าติดต่อหาหญิงในสถานบริการของ ผู้ใหญ่ปาน” นำไปส่งให้ทหารญี่ปุ่นที่พักอยู่ตามค่าย พอรุ่งเช้าก็ขับรถไปรับผู้หญิงกลับมาแล้วนำแบ่งเงินกันคนละครึ่ง ผู้หญิงเหล่านั้นเห็นว่านายชอนเป็นคนดีไม่เอาเปรียบเรื่องเงินกับพวกเขา และพร้อมใจกันที่จะออกมาร่วมงานกับนายชอน แต่เรื่องไปถึงหูผู้ใหญ่ปานเสี่ยก่อน แกโกรธมากจะเล่นงานเสียให้ตาย นายชอนจึงต้องเลิกทำและไปสมัครทำงานขนส่งบนรถไฟกับทหารญี่ปุ่น แต่ก็เกิดเหตุทหารญี่ปุ่นจับคนงานที่เข้าไปลักขโมยของในค่ายทั้งจอบ ตะปู เสื้อผ้า น้ำตาลทรายออกมาขาย แล้วฆ่าตายจำนวนหลายคน นายชอนจึงหนีออกจากสถานีรถไฟของญี่ปุ่นและกลับมาบ้านที่เพชรบุรี

          เมื่อกลับมาถึงบ้านเกิดนายชอนได้ออกหางานทำ กระทั่งมาเจอ เถ้าแก่เทียนไล้  ใหญ่กว่าวงษ์” ผู้กว้างขวางแห่งอำเภอบ้านแหลม เถ้าแก่เห็นใจ ได้ให้นายชอนร่วมลงหุ้นเปิดบ่อนที่บ้านของนายชอน มีทั้งไพ่ ไฮโล และโปถั่ว แต่เปิดอยู่ได้ไม่นานก็ต้องปิดบ่อน เนื่องจากหมอชอนมีนิสัยเป็นคนใจใหญ่ นักพนันคนไหนเล่นหมดตัว นายชอนก็จะนำเงินที่ได้จากค่าต๋งให้ยืมเล่นจนเงินค่าต๋งหมดทุกวัน พวกที่เข้ามาเล่นได้ตั้งฉายาให้ว่า ตะวันตกนกนอนหมอชอนแจก”

           นอกจากนี้นายชอนยังเป็นยอดนักดื่มสุรา รวมทั้งมีความสามารถเฉพาะตัวเรื่องการพนัน ฟันอ้อย” ไม่เคยมีผู้ใดสามารถชนะนายชอนได้เลย ทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังและไม่มีใครกล้าเล่นพนันด้วย กระทั่งต่อมานายชอนได้พบรักกับนางเหนิม และหันมาตั้งหน้าตั้งตาทำงานโดยไม่กลัวเกรงงานหนักหรืองานเบา อีกทั้งได้นำวิชาความรู้การเชิดหนังตะลุงที่ร่ำเรียนมาจาก ลุงพุด” ชาว อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ผู้ที่เคยแสดงหนังตะลุงต่อพระพักตร์ล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ เมื่อครั้งแปรพระราชฐานเสด็จฯมาประทับ ณ พระรามราชนิเวศน์(วังบ้านปืน) ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น “หมื่นเชิดชำนาญศิลป์” มาตั้งคณะหนังตะลุงชื่อ ช.เจริญศิลป์” ต่อมาเปลี่ยนเป็น ช.สากลศิลป์” ออกเชิดแสดงหาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งนายชอนสามารถเรียนรู้การเชิดหนังตะลุงได้ยอดเยี่ยม หาผู้ใดมาเทียบเคียงได้ โดยเฉพาะรูปยักษ์จะมีลีลาในการเชิดได้พลิ้วไหวเหมือนมีชีวิต ให้อารมณ์ที่เร้าใจ

          “มีอยู่ครั้งหนึ่งมีการจัดแข่งขันเชิดหนังตะลุงที่สนามดอนคาน (ปัจจุบันคือสนามกีฬากลางจังหวัดเพชรบุรี) จำนวน ๑๑ คณะ ปรากฏว่าโรงเชิดของนายชอนอยู่ในมุมอับ มีคนดูแค่ ๗ คน จึงปรึกษากับนายเจริญ ชาวบ้านลาด ศิษย์เดียวกัน เห็นควรจะเปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น “มือปืนบ้านลาด” ทำให้ได้รับความสนใจจากผู้คนแห่เข้ามาชมกันเป็นจำนวนมาก และคณะหนังตะลุงของนายชอนก็ได้รับรางวัลชนะเลิศ”

          ในปี พ.ศ.๒๔๙๙ นายชอนเข้าอุปสมบทอยู่ที่วัดบันไดทอง ใฝ่หาความรู้ทางคาถาอาคมกับ หลวงพ่อสุข” พระครูสุตานุโยค เจ้าอาวาสวัดบันไดทอง และพระเกจิอาจารย์อีกหลายองค์  มีอยู่วันหนึ่งมีคนในหมู่บ้านวิ่งหน้าตื่นมาตามหลวงพ่อสุขให้ไปช่วยไล่ผี แต่หลวงพ่อไม่อยู่วัด พระภิกษุชอนจึงอาสาไปให้โดยนำไม้ตะพดของหลวงพ่อไปไล่ตีผีจนเผ่นออกจากร่าง จากนั้นก็มีชาวบ้านมาตามพระภิกษุชอนไปไล่ผีอยู่บ่อยครั้ง

          นายชอนบวชเรียนอยู่กับหลวงพ่อสุขอยู่ ๑ พรรษาก็ลาสิกขาออกมาศึกษาวิชาแพทย์แผนไทยกับนายเรืองผู้เป็นบิดาจนสามารถตรวจรักษาและวินิจฉัยโรคแทนได้ ต่อมานายเรืองไปบวชอยู่ที่วัดต้นสน อ.บ้านแหลม นายชอนจึงต้องรับหน้าที่เป็นหมอแทนบิดานับแต่นั้นมา

          เริ่มแรกหมอชอนต้องหิ้วกระเป๋าเดินเท้าออกไปรักษาชาวบ้านด้วยความยากลำบากอยู่นานนับปี ต่อมามีนายสมานได้ขายรถจักรยานยนต์ให้ในราคา ๒,๐๐๐ บาท เมื่อซื้อมาแล้วนายชอนได้เขียนข้อความติดไว้ข้างรถว่า ช่วยทุกข์แปดทิศ” และขี่ไปรักษาผู้คนทั่วไปทั้งไกลและใกล้ด้วยวิธีการรักษาจับแมะเส้นที่ข้อมือ ข้อเท้า ตามแบบไทยร่วมกับการใช้โหราศาสตร์ทางการแพทย์มาวิเคราะห์ เมื่อได้สมุฏฐานที่ลงตัวแล้วจะให้ผู้ป่วยใช้สมุนไพรในการดูแลตนเองพร้อมกับใช้การบีบนวดควบคู่ไปด้วย ซึ่งหมอชอนรักษาคนไข้ด้วยความเมตตาคิดค่ารักษาแต่พอควร บางครั้งก็รักษาให้ฟรี กระทั่งในปี ๒๕๑๖ได้รับการแต่งตั้งจากทางราชการให้เป็นแพทย์ประจำตำบลจังหวัดเพชรบุรี

          แม้หมอชอนจะตรวจรักษาคนไข้ตั้งแต่เช้าจรดเย็น แต่ก็ยังหาเวลาเล่นหนังตะลุงและสลักตัวหนังตะลุงด้วยตนเอง กระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๓๓ หมอชอนได้มีโอกาสเข้าร่วมประกวดหนังตะลุงระดับประเทศ ณ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแห่งชาติและได้รับรางวัลชนะเลิศ พร้อมทั้งได้รับพระราชทานพวงมาลัยจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี และได้รับรางวัลผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขาศิลปะ การช่าง ศิลปะและการช่างฝีมือจังหวัดเพชรบุรี จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๓๓

          ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หมอชอน พวงมาลัย ได้อุทิศแรงกายแรงใจ ใช้เวลาในการดูแลรักษาคนไข้ พร้อมทำงานด้านสาธารณกุศลมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ริเริ่มจัดตั้งโครงการอาหารกลางวันตามโรงเรียนสลับหมุนเวียนกันไป มอบทุนการศึกษาโครงการ ทุนหมอชอน พวงมาลัย ส่งเสริมการศึกษาจังหวัดเพชรบุรี”  ให้แก่โรงเรียนจำนวน ๒๖๕ โรงเรียน ๆ ละ ๕,๐๐๐ บาท เป็นประธานชมรมผู้สูงอายุจังหวัดเพชรบุรี, ประธานลูกเสือชาวบ้านจังหวัดเพชรบุรี, ประธานอาสาสมัครคุมความประพฤติ กระทรวงยุติธรรม, ประธานที่ปรึกษาสมาคมแพทย์แผนไทยจังหวัดเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ และอีกหลายตำแหน่ง จนได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย(จ.ม.) ปี ๒๕๒๑, เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย(บ.ม.) ปี ๒๕๒๕, จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก(จ.ช.) ปี ๒๕๒๖, ตริตราภรณ์มงกุฎไทย(ต.ม.) ปี ๒๕๓๖ และ เหรียญเงินดิเรกคุณาภรณ์(รงภ.) ปี ๒๕๓๙

             ก่อนถึงแก่กรรม หมอชอน” ใช้วิชาเวชศาสตร์แผนโบราณจับยามสามตากำหนดชะตาตัวเองว่าจะต้องเสียชีวิตในวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๔๖ พร้อมสั่งลูกหลานให้เก็บศพไว้ ๔๐๙ วัน ครบกำหนดแล้วทำพิธีทางศาสนา  โดยขอให้เอาเมรุตั้งวางกลางลานวัดบันไดทอง อีกทั้งให้มีการแสดงหนังตะลุงและลิเก พอถึงในปีที่กำหนด “หมอชอนหมอเทวดาช่วยทุกข์แปดทิศ” ก็เสียชีวิตอย่างสงบ  สิริอายุ ๗๙ ปี.

ทีมข่าวเพชรภูมิ:รายงาน