ชาวบ้านแหลม จ.เพชรบุรี ครวญ พ.ร.บ.การเดินเรือฯ สั่งรื้อท่าน้ำที่ใช้สัญจร

       

          เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 18 เมษายน 2560 ที่ห้องประชุมศูนย์ดำรงธรรมอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี นายบุญยง นิ่วบุตร นายกสมาคมชาวประมงอำเภอบ้านแหลม พร้อมด้วย ชาวประมง ชาวบ้าน อำเภอบ้านแหลม-บางตะบูน กว่า 100 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายศรีธรรม ราชแก้ว นายอำเภอบ้านแหลม ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนและระงับการบังคับใช้ พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2560 ว่าด้วยเรื่องสิ่งก่อสร้างที่รุกล้ำลำน้ำต้องรื้อถอนออก ซึ่งหมายความรวมถึง สะพานไม้ท่าขึ้นเรือริมตลิ่งที่ชาวบ้านในสัญจรในการขึ้นลงเรือเพี่อการเดินทางหรือการประกอบอาชีพมาแต่ดั้งเดิม  และมีผลทั้งการเพิ่มโทษ ทั้งปรับและจำคุก และได้บัญญัติให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองสิ่งล่วงล้ำลำน้ำที่สร้างโดยฝ่าฝืนทั้งหมด ซึ่งรวมถึงก่อนประกาศใช้ พ.ร.บ.ดังกล่าว ต้องมาแจ้งให้เจ้าท่าทราบเพื่อทำการปรับและจดแจ้งให้ถูกต้อง ซึ่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาและส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ชาวบ้านใน ตำบลบางตะบูน และ อำเภอบ้านแหลม ได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส
       

          นายพรสุข สุขเจริญ อายุ 45 ปี ชาวบ้าน ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม เปิดเผยว่า บริเวณปากอ่าวบางตะบูนเป็นปากอ่าวแม่น้ำเพชรบุรีออกสู่ทะเล มีระดับน้ำขึ้นลงของน้ำทะเลประมาณ 3-4 เมตร ประกอบกับริมตลิ่งก็มีการกัดเซาะ ที่ผ่านมาตั้งแต่อดีตชาวบ้านที่อาศัยอยู่ติดแม่น้ำกว่า 500 หลังคาเรือนจะสร้างสะพานต่อยืนออกจากตลิ่งเพื่อเอาเรือเทียบและขึ้น-ลงเรือ ใช้เรือเพื่อสัญจรเป็นหลัก และประกอบอาชีพมาแต่บรรพบุรุษ ปัจจุบันยังมีชาวบ้านอีกกว่า 100 หลังคาเรือนไม่มีเส้นทางติดถนนต้องใช้การสัญจรทางน้ำ รวมถึงนักเรียนจำนวนมากใช้การเดินทางทางน้ำไปเรียนหนังสือ ใช้ท่าน้ำในวิถีชีวิตประจำวันในการเดินทาง ไม่ใช่เพื่อการพาณิชย์ หรือไปขัดขวางเส้นทางเดินเรือแต่ประการใด เมื่อพ.ร.บ.ฉบับนี้ใช้บังคับ และกำหนดให้ชาวบ้านต้องรื้อออกทั้งหมดทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสไม่มีเส้นทางสัญจรไปมาได้ หากไม่มีสะพานไม้ที่ต่อยื่นออกไปเพื่อทำบันไดลงเรือก็ต้องลุยเลนออกไปลงเรือเวลาน้ำลง นอกจากนี้ชาวบ้านยังหวาดกลัวถูกดำเนินคดีหรือถูกจำคุกและถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าปรับย้อนหลังเพราะมีอัตราการปรับรวมสูงถึง ตรม. ละ 500 บาทอยากให้ภาครัฐเห็นใจชาวบ้านด้วย” นายพรสุข กล่าว


ด้านนายบุญยง นิ่วบุตร นายกสมาคมชาวประมงอำเภอบ้านแหลม กล่าวว่า
ชาวบ้านและชาวประมงในพื้นที่ ตำบลบางตะบูนและอำเภอบ้านแหลมทราบและเข้าใจในเจตนารมณ์ของกฎหมายที่รัฐบาลอยากจะให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น แต่การบังคับใช้กฎหมายในทันที โดยที่ไม่มีเวลาให้ชาวบ้านได้เตรียมตัว อีกทั้งการที่ออกกฎหมายแล้วบังคับใช้ย้อนหลัง ทำให้ชาวบ้านที่ปลูกสร้างท่าน้ำหน้าบ้านมานาน และบางหลังสร้างก่อนมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ต้องเป็นผู้ทำผิดกฎหมาย และต้องเสียค่าปรับตามมาอีกหลายรายการ หากมีการบังคับใช้กฎหมายจริงจะมีประชาชนส่วนใหญ่ที่หาเช้ากินค่ำ ไม่สามารถชำระค่าปรับย้อนหลังซึ่งมีอัตราสูงมาก และคงไม่มีเงินพอที่จะจ่ายค่ารื้อถอน เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมากจึงอยากจะวิงวอนให้รัฐบาล ได้ทบทวนและระงับการบังคับใช้ พ.ร.บ.ดังกล่าว หรือ ระงับค่าปรับ ไม่ต้องขึ้นศาล ไม่ต้องรื้อของเก่าออก เพื่อความเป็นอยู่ที่สงบสุขของชาวบ้านด้วย
         ท่าน้ำหน้าบ้านนี้ชาวบ้านใช้สัญจรเดินทางไปมา เด็กๆขึ้น-ลงเรือไปโรงเรียน คนใหญ่ไปทำมาหากิน ผู้เฒ่าผู้แก่ไปโรงพยาบาลมานานหลายสิบปีวันนี้ต้องมาเสียเงินกันหรือมันไม่ถูก อยากให้ผ่อนปรน คนที่เขาอยู่มาก่อน ก็ควรให้เขาได้ใช้ต่อไป หรือจะเก็บภาษีก็ควรนับหนึ่งกันใหม่ และอยู่ในระดับที่ชาวบ้านรับได้ ออกกฎหมายมาบังคับอย่างเดียวแต่ไม่ได้มาทำตลิ่งทำทางหรือท่าน้ำให้กับชาวบ้านเลยชาวบ้านจะอยู่กันอย่างไร
          นายศรีธรรม ราชแก้ว นายอำเภอบ้านแหลม กล่าวว่า ยินดีรับฟังปัญหาและเมื่อพบว่ากฎหมายออกมาแล้วชาวบ้านเดือดร้อน กระทบต่อวิถีชีวิต ตนจะสะท้อนถึงความเป็นจริงของกรณีดังกล่าว เสนอขึ้นไปยังผู้บังคับบัญชาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือนร้อนของพี่น้องชาวประมงในพื้นที่ต่อไป