ซื้อเสียงเลือกตั้ง

                                                                                                                                                                มนู อุดมเวช

                อีกไม่กี่วันก็จะมีเลือกตั้งครั้งใหญ่ทั่วประเทศอีกแล้ว… เลือกตั้งนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาลต่าง ๆ – หลังจากที่ไม่ได้มีการเลือกกันมานานราว ๖-๗ ปี

                ทุกคนทราบดีว่าที่เราต้องมีการเลือกตั้ง เลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ต่าง ๆ แทนเรานี้ เพราะเราถือว่าเราปกครองกันตามระบอบประชาธิปไตย ประชาชนต้องมีสิทธิ์มีเสียงสูงสุด แต่การจะให้ประชาชนทุกคนเข้าไปจัดการปกครองเองโดยตรงนั้นทำไม่ได้ เพราะผู้คนทั้งประเทศเป็นล้าน ๆ หาวิธีประชุม หาวิธีให้ได้อภิปรายทั่วถึงกันได้ยาก จึงต้องมีผู้แทนที่เลือกตั้งกันขึ้นไป แม้แต่ในระดับตำบล ระดับเขตเทศบาล ผู้คนก็มีเป็นหมื่น ๆ คน จึงต้องใช้วิธีเลือกตั้งตัวแทน โดยหวังว่า ประชาชนจะเลือกผู้ที่มีฝีมือในการทำงาน มีนโยบายแนวทางการทำงานที่เหมาะสมกับท้องถิ่นที่สุด

                อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย (และคงอีกหลาย ๆ ประเทศ) ปรากฏออกมาแล้วว่า แนวความคิดนี้ ได้ผลน้อยมาก เหตุผลสำคัญคือเรื่องของการซื้อเสียง!

                โดยความเป็นจริง ประชาชนคนชาวบ้านมากมาย ไม่ได้เลือกผู้แทนซึ่งจะเข้าไปบริหารจัดการบ้านเมืองหรือท้องถิ่น โดยดูจากฝีมือ ประวัติการทำงาน และแนวนโยบายที่ผู้สมัครจะทำ, แต่เลือกเพราะเป็นพรรคพวก เพราะเป็นคนที่มีบุญคุณ (บางครั้งก็เป็นบุญคุณในด้านไม่ดี) เลือกเพราะเขาให้เงินทองข้าวของ หรือเคยให้เงินทองข้าวของแก่ตัวเองไว้ ในการเลือกเช่นนี้ ไม่ได้คิดถึงว่า เมื่อเลือกไปแล้ว เขาจะไปโกงกินเพื่อถอนทุน รวมทั้งเพื่อทำกำไร และเพื่อเก็บเงินไว้ซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

                ผลของการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ก็คือ ได้คนที่จะโกงกินมากมาย เข้าไปเป็นสมาชิกสภาต่าง ๆ ได้คนขี้ฉ้อคอร์รัปชั่น เข้าไปเป็นผู้บริหารท้องถิ่นและบริหารประเทศอยู่ในคณะรัฐมนตรี สืบเนื่องกันมายาวนานหลายสิบปี!

                ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมประเทศไทยที่ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ผู้คนเก่งกาจ จึงก้าวหน้าช้ากว่าที่ควรเป็นอันมาก – เพราะเราเลือกตั้งกันแบบไทย ๆ นี่เอง

                เรื่องนี้ ผู้เขียนยืนยันได้ เพราะเคยมีประสบการณ์จากการหาเสียงเมื่อครั้งสมัครสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๗ ในที่นี้จะขอเล่าประสบการณ์ตรงที่ได้รับจากการพยายามเดินไปพูดคุย แจกเอกสารนโยบาย ตามพื้นที่ต่าง ๆ สักสองกรณี …..

                วันหนึ่ง หลังจากสมัครได้ไม่นาน ผู้เขียนไปเดินหาเสียงในตลาดนัดกลางแจ้งแห่งหนึ่ง ซึ่งมีผู้คนมาจับจ่ายใช้สอย ซื้อข้าวปลาอาหารกันอยู่หลายร้อยคน เมื่อเดินเข้าไปหาคุณน้าวัยกลางคน ๆ หนึ่ง ซึ่งกำลังซื้อผักสดและของอื่นรวมหลายอย่างอยู่ที่ร้านผักร้านหนึ่ง ผู้เขียนก็ยกมือไหว้ แจกเอกสารแนวการทำงาน และแนะนำตัว เมื่อคุณน้าผู้นั้นรู้ว่าผู้เขียนเป็นผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา ก็บอกให้ผู้เขียนออกค่าผักค่าอาหารที่เขากำลังซื้ออยู่นั้นให้ด้วย ครั้นผู้เขียนพยายามอธิบายว่า การทำอย่างนั้นเป็นการซื้อเสียง ไม่ดี และหากคนที่จะเข้าสภาต่าง ๆ ควักเงินแลกเปลี่ยนกับคะแนนเสียง บ้านเมืองจะยับย่อย …. คุณน้าคนนั้นก็ส่ายหัว แล้วสะบัดหน้า ไปทันที ไม่สนใจอะไรอีก!

                อีกกรณีหนึ่ง เป็นตอนค่ำ, ผู้เขียนไปที่งานสวดศพ ณ วัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ชนบท งานนี้มีคนมาร่วมงานมากมาย อาจเพราะหลังจากสวดพระอภิธรรมแล้วจะมีมหรสพด้วย ขณะที่พระกำลังสวดพระอภิธรรม มีการเลี้ยงอาหารเป็นวงย่อม ๆ นอกศาลาสวดบ้าง และมีการตั้งวงสุราตามโคนไม้ห่าง ๆ จากศาลาที่สวดสองสามวง ขณะที่ผู้เขียนเดินแจกเอกสารและแนะนำตัว ว่าจะสมัครสมาชิกวุฒิสภา ตามวงต่าง ๆ เหล่านี้ ได้มีสมาชิกในวงสุราคนหนึ่งขอค่าเหล้าจากผู้เขียนตรง ๆ เมื่อได้ปฏิเสธไปว่าทำไม่ได้ เป็นเรื่องไม่ดี หลายคนในวงนั้นก็ทำท่าผิดหวัง ยิ่งกว่านั้น เมื่อเดินห่างออกมา ยังมีสมาชิกวงสุราคนหนึ่งเดินออกมาบอกใกล้ ๆ ว่า “เดี๋ยวไปเอาที่รถก็ได้” … คงจะเป็นเพราะคิดว่าผู้เขียนน่าจะให้ ถ้าไม่ทำเอิกเกริกมากเกินไป!

                การซื้อเสียงเลือกตั้งโดยทั่วไป เป็นเรื่องที่จับไม่ได้ไล่ไม่ทันเกือบทั้งนั้น เพราะเป็นการสมยอมกันทั้งสองฝ่าย สมประโยชน์ด้วยกันทั้งผู้ซื้อและผู้ขายเสียง … ทำให้คิดว่า ในประเทศไทย จะไว้ใจระบบเลือกตั้งได้หรือ?

                ท่านผู้อ่านล่ะครับ … เลือกตั้งคราวนี้ได้จากใครบ้างแล้วหรือยัง

                ถามได้ป่ะ?

ทีมข่าวเพชรภูมิ : รายงาน

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!