ดำเนินคดีเจ้าอาวาสวัดพระธาตุศิริชัย เขาย้อย เพชรบุรี 2 ข้อหาหนัก ยักยอกทรัพย์ และ 157 เตรียมส่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 7 ตัดสิน

ดำเนินคดีเจ้าอาวาสวัดพระธาตุศิริชัย เขาย้อย เพชรบุรี 2 ข้อหาหนัก

ยักยอกทรัพย์ และ 157 เตรียมส่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 7 ตัดสิน

           เมื่อเวลา 13.00 น .วันที่ 26 เมษายน พระมหาวิสูตร จิตตปาโล เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศิริชัย เจ้าคณะตำบลเขาย้อย อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี เดินทางมาที่ สภ.เขาย้อย เข้าพบ ร.ต.อ.ศุภชัยณกร เปี่ยมลาภ ร้อยเวร สภ.เขาย้อย เพื่อแสดงตัวรับทราบข้อกล่าวหา หลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายเรียกเนื่องจากถูกแจ้งความดำเนินคดีว่ายักยอกทรัพย์สินของวัดพระธาตุศิริชัย เป็นทรัพย์สินของตนเอง โดยมีชาวบ้าน อ.เขาย้อยกว่า 10 คน ร่วมเดินทางมาให้กำลังใจ

           การแจ้งความให้ดำเนินคดีกับพระมหาวิสูตร สืบเนื่องจาก เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2560 ชาวบ้านตำบลเข้าย้อยได้รวมตัวร้องเรียนพระมหาวิสูตร ว่ามีพฤติกรรมไม่โปร่งใสเรื่องการบริหารบัญชีเงินฝากของวัด การฝาก-ถอนบัญชีเงินทอดกฐิน และการเก็บเงินตลาดนัด ตลอดจนมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมด้านอื่นๆ คณะกรรมการสงฆ์อำเภอเขาย้อย ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเพชรบุรี และคณะกรรมการสอบสวนกลาง สอบสวนตรวจสอบและสรุปได้ว่าพระมหาวิสูตรละเมิดจริยาพระสังฆาธิการอย่างร้ายแรงฐานใช้เงินวัดไม่ถูกต้อง ไม่ได้นำเงินที่รับบริจาคไปฝากธนาคารในนามของวัดพระธาตุศิริชัยทั้งหมด มีแยกเข้าบัญชีตนเองด้วยและไม่ได้จัดทำบัญชีการใช้จ่ายเงินบริจาคให้ถูกต้องตามหลักการบัญชี พระวชิรธรรมคณี จึงมีคำสั่งเจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี ถอดถอนพระมหาวิสูตรพ้นจากตำแหน่งเจ้าคณะตำบลเขาย้อย พ้นจากตำแหน่งพระอุปัชฌาย์ พ้นจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธาตุศิริชัย ตั้งแต่วันที่ ๒๕ ธ.ค. ๒๕๖๐ และมีการแต่งตั้ง พระใบฏีกาอุดมศักดิ์ ให้รักษาการณ์เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศิริชัย อ.เขาย้อย ตรวจสอบทรัพย์สินของวัด แม้ปรากฏว่าหลังมีคำสั่งเจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี ได้เพียง 2 เดือนเศษ พระพรหมเวที เจ้าคณะภาค ๑๕ เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร จ.นครปฐม ได้มีคำสั่งให้เจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี ยกเลิกคำสั่งถอดถอนและคืนตำแหน่งให้พระมหาวิสูตร พร้อมสั่งลงโทษภาคทัณฑ์พระวชิรธรรมคณี เจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี และเจ้าคณะอำเภอเขาย้อย อีกเป็นระยะเวลา ๑ ปี โดยกล่าวหาว่าพระวชิรธรรมคณี ใช้มาตรการลงโทษในทางที่ผิด ไม่ยอมเรียกพระมหาวิสูตรมาว่ากล่าวตักเตือน ไม่มีลายมือของพระมหาวิสูตรเซ็นยินยอมรับผิดตามที่ถูกกล่าวหาซึ่งกรณีดังกล่าวสร้างความงุนงงสงสัยให้แก่ชาวบ้านตำบลเขาย้อยมาก

           ทั้งนี้ ในช่วงที่พระมหาวิสูตร ได้ถูกปลดจากการเป็นเจ้าอาวาส พระใบฏีกาอุดมศักดิ์ รักษาการณ์เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศิริชัย อ.เขาย้อย ตรวจสอบทรัพย์สินวัดพระธาตุศิริชัย พบว่าพระมหาวิสูตรได้มีการเปลี่ยนชื่อการครอบครองรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อ Toyota รุ่น Sport Rider สีน้ำตาลหมายเลขทะเบียน กค ๕๐๓๔ เพชรบุรีของวัดเป็นชื่อของตนเองโดยมิชอบ ทั้งนี้รถยนต์คันดังกล่าวพระมหาวิสูตร และนายสุวัฒน์ ซึ่งเป็นไวยาวัจกร ได้เบิกเงินจากธนาคารกรุงเทพ จากบัญชีวัดพระธาตุศิริชัย จำนวนเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท เมื่อประมาณปี ๒๕๕๘ ซื้อเป็นของวัดโดยมีชื่อวัดพระธาตุศิริชัย เป็นผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์รถ ต่อมาได้ตรวจสอบพบว่า พระมหาวิสูตรได้ไป ยื่นเรื่องขอเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของรถ จากเดิมวัดพระธาตุศิริชัย เป็น พระวิสูตร จันทร์แย้ม เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ซึ่งการกระทำดังกล่าวของพระวิสูตร ถือเป็นการยักยอกทรัพย์สินของวัดพระธาตุศิริชัยเป็นทรัพย์สินของตนเองพระใบฏีกาอุดมศักดิ์ รักษาการณ์เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศิริชัย อ.เขาย้อย พร้อมนายสุวัฒน์ ชูเทศ อายุ ๖๖ ปี อดีตไวยาวัจกรวัดพระธาตุศิริชัยจึงได้ไปแจ้งความไว้ที่ สภ. เขาย้อย และเจ้าที่ตำรวจได้ออกหมายเรียกพระมหาวิสูตร เพื่อมาสอบสวนดำเนินคดี ครั้งนี้
โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวพระมหาวิสูตร ไปพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อสอบประวัติ จากนั้นได้ชี้แจงทำความเข้าใจถึงการถูกกล่าวหาให้ชาวบ้านที่เดินทางมาให้กำลังใจ ก่อนจะเชิญพระมหาวิสูตรทำการสอบสวน โดยใช้เวลาการสอบสวนนานกว่า 3 ชั่วโมง


           เบื้องต้น ร.ต.อ.ศุภชัยณกร กล่าวว่า พระมหาวิสูตร มีตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัด และเจ้าคณะตำบล เป็นพระระดับปกครอง จึงเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ การกระทำการที่ถูกแจ้งความดังกล่าวจึงเป็นการกระทำความผิด ตาม ประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 147 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย และประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริต แต่เนื่องจากพระมหาวิสูตร ได้เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจตามหมายเรียก และเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ที่มีที่พักเป็นหลักแหล่ง และไม่มีพฤติกรรมหลบหนีหลังสอบสวนจึงได้ปล่อยตัวชั่วคราว ขณะนี้ได้ส่งลายนิ้วมือไปตรวจสอบประวัติอาชญากร คาดว่าใช้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือนและเมื่อตรวจสอบเสร็จ จะได้นำสำนวนส่งพนักงานอัยการเพื่อฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 7 ที่ จ.สมุทรสงคราม ดำเนินการต่อไป

 

ทีมข่าวเพชรภูมิ : รายงาน

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!