ธุรกิจท่องเที่ยวเพชรบุรีพร้อมเปิดบ้านรับ 46 ประเทศ ‘วสันต์’ แนะควรปรับมาตรการให้เหมาะสมกับพื้นที่

จากกรณี ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด19 (ศบค.) ได้ประกาศมาตรการการฟื้นฟูประเทศเพื่อประโยชน์ ด้านการใช้ชีวิตความเป็นอยู่และด้านเศรษฐกิจแก่ประชาชน โดยให้มีการ เปิดพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยว อันจะเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและการจ้างงานในภาพรวมของประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจท่องเที่ยวและภาคธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง เบื้องต้นได้กำหนดเปิดพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยว ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564  รวม 17 จังหวัด โดยจังหวัดเพชรบุรี (เฉพาะพื้นที่เขตเทศบาลเมืองชะอำ) ถูกกำหนดให้เป็น 1 ในเขตพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยว และยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถาน (ตั้งแต่เวลา 23.00 . ของวันที่ 31 .. ที่ผ่านมา)

พร้อมกันนี้รัฐบาลยังเปิดประเทศ อนุญาตให้นักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ 46 ประเทศ ประกอบด้วย สาธารณรัฐประชาชนจีน, สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, สวิตเซอร์แลนด์, แคนาดา, สเปน, สวีเดน, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, นอร์เวย์, เดนมาร์ก, โปแลนด์, อิตาลี, โปรตุเกส, กรีซ, ฮังการี, ไอซ์แลนด์, ไอร์แลนด์, สาธารณรัฐเช็ก, ออสเตรีย, บาห์เรน, อิสราเอล, เบลเยียม, ภูฏาน, บรูไนดารุสซาลาม, บัลแกเรีย, ชิลี, ไซปรัส, เอสโตเนีย, ญี่ปุ่น, กัมพูชา, ลัตเวีย, ลิทัวเนีย, มาเลเซีย, มอลตา, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย, สิงคโปร์, สโลวีเนีย, สาธารณรัฐเกาหลี, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และฮ่องกง สามารถเดินทางเข้าไทยไปในพื้นที่นำร่อง 17 จังหวัดได้ โดยไม่ต้องกักตัว เพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจควบคู่กับความมั่นคงด้านสาธารณสุข

      ทั้งนี้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากประเทศต้นทางต้องได้รับการประเมินตามเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด อาทิ เป็นผู้เดินทางมาจากประเทศที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดและมาทางอากาศเท่านั้น ต้องมีเอกสารหรือหลักฐานได้รับการฉีดวัคซีนครบแล้ว 2 เข็ม มีผลตรวจยืนยันไม่พบเชื้อโควิด-19 โดยวิธี RT-PCR ไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง ต้องทำประกันสุขภาพอย่างน้อย 50,000 USD มีใบจองที่พัก และเมื่อเดินทางมาถึงท่าอากาศยาน ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่กำหนด และตรวจหาเชื้อ โดยวิธี RT-PCR เมื่อผลตรวจหาเชื้อไม่พบจึงสามารถเดินทางไปต่อได้ โดยไม่ต้องกักตัว และจะเริ่มเปิดมาตรการให้นักท่องเที่ยวจาก 46 ประเทศ ดังกล่าวเข้าพื้นที่ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป

 นายวสันต์ กิตติกุล นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันตก เปิดเผย “เพชรภูมิ” ว่า จังหวัดเพชรบุรีเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สมบูรณ์ในทุกด้าน ทั้งธรรมชาติ แหล่งวัฒนธรรมประเพณี สถานที่พักผ่อน อาหาร ความสะดวกสบายด้านที่พักและบริการ ฯลฯ โดยเฉพาะพื้นที่ อ.ชะอำ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักและชื่นชอบของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดโควิด-19  จ.เพชรบุรีได้รับผลกระทบ ด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง สถานประกอบการต่าง ๆ รวมถึงประชาชนขาดรายได้ด้านการท่องเที่ยวและด้านอื่น

ที่ผ่านมา จังหวัดเพชรบุรี สาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี ททท.สำนักงานเพชรบุรี เทศบาลเมืองชะอำ ร่วมกับผู้ประกอบการด้านต่าง และประชาชนชาวชะอำ ได้บูรณาการประสานความร่วมมือ เร่งดำเนินการปฏิบัติตามมาตรการต่าง ด้านการควบคุมและป้องกันโรค ภายใต้เงื่อนไข เงื่อนเวลา การจัดระบบ ระเบียบ และมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนด โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวชะอำ มีการดำเนินการด้านต่าง อย่างเข้มงวด อาทิ ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด19 เกินกว่า 70% ตรวจสอบและรับรองมาตรฐาน SHA+ ในสถานประกอบการต่าง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด รวมทั้งสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติและประชาชน ได้อย่างสมบูรณ์ตามข้อกำหนด

ขณะนี้เมื่อสถานการณ์โดยรวมมีทิศทางที่ดีขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่ เข้าใจแล้วว่าการท่องเที่ยวในตอนนี้และต่อจากนี้จะต้องเป็นรูปแบบวิถีปกติใหม่ (นิวนอร์มอล) ต้องระมัดระวังตัวในการท่องเที่ยว และเริ่มปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์มากขึ้น ประกอบกับรัฐบาลมีการส่งเสริมสนับสนุนและกระตุ้นการท่องเที่ยว เปิดโครงการต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวมากมาย อาทิ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน โครงการทัวร์เที่ยวไทย ทำให้ในพื้นที่ อ.ชะอำ เริ่มมีนักท่องเที่ยวชาวไทยมาท่องเที่ยวมากขึ้น

 “ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ในพื้นที่ .ชะอำ เริ่มมีนักท่องเที่ยวชาวไทยประเภทกลุ่มครอบครัวเข้ามาท่องเที่ยวพักผ่อนและจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่มากขึ้น วันธรรมดามีนักท่องเที่ยว ประมาณ 20% ส่วนในวันเสาร์อาทิตย์ มีประมาณ 6070  และในวันหยุดยาว 4 วัน (2124 ..) ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยว เข้ามาในพื้นที่ .ชะอำ มากกว่า 8090% ส่งผลให้เศรษฐกิจในพื้นที่ .ชะอำ ดีขึ้น สถานประกอบการที่พักต่าง มีผู้เข้าพักจำนวนมาก ร้านค้า เศรษฐกิจชุมชนได้รับการกระตุ้นหมุนเวียน เกิดภาวะที่ดีกว่าช่วงที่ผ่านมามาก

นายวสันต์กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ 46 ประเทศเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่นำร่อง เมื่อมองจากกลุ่มประเทศที่ได้รับอนุญาตแล้ว พบว่าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวในแถบสแกนดิเนเวียและโซนยุโรป ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่นิยมมาจังหวัดเพชรบุรีอยู่แล้ว แม้ช่วงเดือน พ.ย.ซึ่งเป็นช่วงปรับตัว แต่ก็น่าจะเห็นกระแสการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวของชาวต่างชาติใน อ.ชะอำ พอสมควร และคาดว่าในเดือน ธ.ค.ซึ่งเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยว หากมีการกระตุ้นจากหน่วยงานต่าง ๆ จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว เชื่อว่า อ.ชะอำ จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวไทยคึกคักยิ่งขึ้นตลอดไฮซีซั่นที่จะถึงนี้

ผมเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลประกาศเปิดรับจำนวนประเทศความเสี่ยงต่ำให้สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้ เนื่องจากจะช่วยสร้างรายได้กระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นโอกาสดีที่ภาคการท่องเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และจะขยายตัวเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้กิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง เริ่มฟื้นตัว ที่สำคัญการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต้องควบคู่ไปกับการป้องกัน ทุกฝ่ายต้องทำความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวว่าไทยแบ่งเขตเป็น 3 พื้นที่ สีแดงเข้ม สีแดง สีส้ม เพื่อให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตัวในแต่ละพื้นที่ได้ถูกต้อง และเน้นเรื่องการใส่หน้ากาก และการป้องกันด้านอื่น ๆอย่างเคร่งครัดด้วย

                นายวสันต์ยังกล่าวอีกว่า ในส่วนของมาตรการการป้องกันต่าง หลายอย่างในการเปิดประเทศ ก็ควรมีการปรับให้เข้ากับสภาพแต่ละพื้นที่ อาทิ .เพชรบุรี และอีกหลายจังหวัดที่ได้รับการเลือกให้เป็นพื้นที่นำร่องในการท่องเที่ยวครั้งนี้ ไม่มีที่ตั้งสนามบินในพื้นที่เหมือน .ภูเก็ต .เชียงใหม่ หรือ .กระบี่ กรณีมาตรการด้านการเดินทางที่กำหนดให้โรงแรมที่พักต้องจัดรถไปรับนักท่องเที่ยวจากสนามบินและเดินทางรวดเดียวถึงที่พักโดยไม่แวะพัก จึงเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วง เพราะห้องน้ำในรถจะมีเฉพาะรถบัสขนาดใหญ่เท่านั้น หากนักท่องเที่ยวที่ลงเครื่องบินมาเป็นกรุ๊ปเล็กหรือครอบครัว โรงแรมจัดรถตู้ไปรับ หากนักท่องเที่ยวต้องการใช้ห้องน้ำระหว่างทางก็ไม่สามารถทำได้ ภาครัฐควรมีการปรับมาตรการการป้องกันต่าง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว อาทิ อนุญาตให้จัดสถานที่พักชั่วคราวหรือปั๊มน้ำมันที่ได้รับมาตรฐาน SHA+ ระหว่างทาง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสพักบ้างก็จะเป็นผลดี นอกจากนี้ควรให้นักท่องเที่ยวตรวจ RTPCR ในสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรองระหว่างทางก่อนเข้าที่พัก ก็จะเป็นการอำนวยความสะดวกและจะได้ไม่เป็นการสร้างความตระหนกให้กับนักท่องเที่ยวรายอื่นด้วย.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!