‘บุญรวม เสนาดิสัย’ อดีตคหปตานีเมืองเพชร ผู้มากด้วยน้ำใจใฝ่กุศล

‘บุญรวม เสนาดิสัย’

อดีตคหปตานีเมืองเพชร ผู้มากด้วยน้ำใจใฝ่กุศล

          หากเอ่ยถึงบรรดาผู้มีอันจะกินหรือเศรษฐีระดับแนวหน้าของจังหวัดเพชรบุรีเมื่อ ๔๐ – ๕๐ ปีที่ผ่านมา ชื่อ “บุญรวม เสนาดิสัย” เป็นที่รู้จักในฐานะคหปตานีที่มีชื่อเสียง เป็นเศรษฐีนีผู้มากด้วยน้ำใจ บริจาคเงินเพื่อสร้างสรรค์สิ่งอันเป็นสาธารณประโยชน์ไว้มากมาย อาทิ ตึก, อาคาร, ห้อง จำนวนมากทั้งในโรงพยาบาล, สถานศึกษา, วัด, สถานีตำรวจ ครั้งละนับหมื่น นับแสน นับล้านบาท และมีบทบาทบริจาคเงินช่วยเหลือกิจกรรมสาธารณกุศลมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้แก่ตัวเองและวงศ์ตระกูล

          “เส้นทางชีวิต” ฉบับนี้ขอร้อยเรียงเรื่องราวประวัติ นางบุญรวม เสนาดิสัย โดยได้คัดย่อข้อมูลประวัติจากหนังสือ “คุณแม่บุญรวม เสนาดิสัย…ผู้มากด้วยน้ำใจ ผู้ให้ของสังคม”  ที่บุตร-ธิดาของนางบุญรวมจัดพิมพ์เป็นที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณแม่บุญรวม เสนาดิสัย ณ เมรุวัดมหาธาตุวรวิหาร ต.คลองกระแชง อ.เมือง จ.เพชรบุรี เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๔๖

          นางบุญรวม เสนาดิสัย นามสกุลเดิม โกยสุโข เกิดเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๔๕๘ ที่บ้านริมแม่น้ำเพชรบุรี ถ.พานิชเจริญ ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี  เป็นธิดา ขุนเพชรเกษตรนิวาส(ชุณห์ โกยสุโข) และนางบุญเลี่ยม เพชรเกษตร มีพี่สาว ๑ คน ชื่อ นางบุญล้น เครือนพคุณ

          ในวัยเยาว์ ด.ญ.บุญรวมเป็นเด็กที่ชอบเล่นซุกซน มักเป็นหัวโจกนำเพื่อน ๆ ว่ายน้ำเกาะเรือโยงในแม่น้ำเพชรบุรี จนถูกบิดา-มารดาดุอยู่บ่อยครั้ง ด.ญ.บุญรวมเข้าเรียนที่ โรงเรียนอรุณสตรี (ปัจจุบันคือ โรงเรียนอรุณประดิษฐ) จนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ จากนั้นย้ายมาเรียนที่ โรงเรียนสตรีเพชรบุรีเบ็ญจมเทพอุทิศ (ปัจจุบันคือ โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศฯ) จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ เป็นผู้มีความจำดีเลิศ สติปัญญาเฉลียวฉลาด แต่ต้องเลิกเรียนเมื่ออายุ ๑๑ ขวบ เนื่องจากบิดา-มารดาต้องการให้ออกมาฝึกค้าขายเครื่องสังฆภัณฑ์-ขายผ้าที่ ห้างรวมมิตร ถ.พานิชเจริญ ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว นอกจากนั้นยังมีโรงสีไฟไพโรจน์อันเป็นอีกกิจการหนึ่งของครอบครัวด้วย

          นายประธาน เสนาดิสัย หนุ่มชาวดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ขณะมาบวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดสนามพราหมณ์ อ.เมือง จ.เพชรบุรี ได้พบนางบุญรวมที่มาทำบุญตักบาตร เกิดถูกตาต้องใจกัน เมื่อลาสิขาได้ให้ผู้ใหญ่มาสู่ขอนางบุญรวม

          ขุนเพชรเกษตรนิวาสและนางบุญเลี่ยม เห็นว่านายประธานเป็นคนดี ซื่อสัตย์ และเป็นคนทำมาหากิน จึงยินดียกบุตรสาวผู้เป็นหัวแก้วหัวแหวนให้ จากนั้นทั้งสองได้แต่งงานอยู่กินกัน มีบุตรสาวและบุตรชายรวม ๕ คน คือนางพะงา หรุ่มประดิษฐ์, นางรัมภา นาคะสิริ, นางพชร (บุญราศี) คล้ำชื่น, รศ.สุปาณี เสนาดิสัย และนายปัญจะ เสนาดิสัย

          หลังจากทั้งสองแต่งงานแล้ว ขุนเพชรเกษตรนิวาส และนางบุญเลี่ยม ได้มอบกิจการห้างรวมมิตรและโรงสีไฟไพโรจน์ให้นายประธานกับนางบุญรวมดำเนินการต่อ โดยนางบุญเลี่ยมได้ไปบวชชีศึกษาพระธรรมอยู่ที่วัดสนามพราหมณ์ ส่วนขุนเพชรเกษตรนิวาส ยังคอยช่วยดูแลกิจการค้าขายอยู่ที่ห้างรวมมิตร

          ในระยะเริ่มต้นที่ทั้งสองเข้ามาดูแลธุรกิจของครอบครัว เกิดขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียน นางบุญรวมต้องเอาแหวนเพชรไปจำนำวงละ ๒๐๐ บาท และนำเข็มขัดไปจำนำเส้นละ ๑๐๐ บาท (สมัยนั้นทองบาทละ 20 บาท ข้าวเกวียนละ 20 บาท) รวมทั้งนำบ้านไปจำนองกับ เจ้าจอมมารดาอ่อน และกู้เงินกับเศรษฐีเมืองเพชรอีกหลายคน เพื่อนำเงินมาเป็นทุนค้าขาย โดยนางบุญรวมจะส่งดอกเบี้ยตรงเวลาเสมอ มีบางครั้งหากช้าไปก็จะรีบนำส่งในวันรุ่งขึ้น

          วันหนึ่งมีแขกเข้ามาซื้อผ้าที่ห้างรวมมิตร และได้ทำธนบัตรใบละ ๑,๐๐๐ บาทตกหล่นในร้านจำนวน ๓ ใบ เมื่อนางบุญรวมพบเห็นจึงรีบให้บิดานำเงินไปส่งคืนให้แก่แขกคนดังกล่าวที่สถานีรถไฟเพ็ชร์บุรีขณะกำลังจะขึ้นรถไฟเดินทางไปปักษ์ใต้ ต่อมาแขกผู้นั้นได้ไปเล่าให้เพื่อน ๆ แขกที่สำเพ็งฟังถึงความซื่อสัตย์สุจริตของนางบุญรวม ทำให้แขกที่ค้าขายผ้าในสำเพ็งเกิดความไว้วางใจ ให้เครดิตนางบุญรวมเชื่อผ้ามาขายก่อน เมื่อขายได้เงินแล้วนางบุญรวมจะรีบเอาเงินไปชำระทันที

          สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมืองเพชรบุรีตกอยู่ในห้วงบรรยากาศของสงคราม มีการทิ้งระเบิดทำลายสถานีรถไฟ สะพานข้ามแม่น้ำเพชรบุรี และบ้านเรือนประชาชน โดยลูกระเบิดได้ตกลงที่โรงสีไฟไพโรจน์ของนางบุญรวมที่อยู่ใกล้กับทางรถไฟจำนวน ๕ ลูก แต่โชคดีที่ไม่ระเบิด ทำให้โรงสีไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด

          ช่วงสงคราม แขกจากปัตตานีและยะลาไม่สามารถไปซื้อผ้าจากกรุงเทพฯได้โดยสะดวก ก็จะพากันมาซื้อผ้าที่ห้างรวมมิตร ทำให้นางบุญรวมซึ่งกำลังตั้งครรภ์บุตรคนที่ ๔ ต้องอุ้มท้องเสี่ยงภัยหลบลูกระเบิดขณะเดินทางไปลงเรือหรือขึ้นรถไฟเพื่อไปซื้อผ้าที่กรุงเทพฯมาขายให้แก่แขกและชาวเมืองเพชรเกือบทุกวัน ส่งผลให้ร้านมีกำไรถึงวันละ ๒๐,๐๐๐ – ๓๐,๐๐๐ บาท จนครอบครัวมีฐานะมั่นคงและสามารถใช้หนี้สินได้ทั้งหมด

          นางบุญรวมเป็นคนขยันไม่หยุดนิ่ง พยายามนำเงินที่หามาได้ทำให้งอกเลยขึ้นเรื่อย ๆ โดยขยายกิจการเปิดร้านขายทองอยู่ได้สักพัก จากนั้นได้เปิดร้านจำหน่ายจักรยานยนต์ แต่เปิดได้ประมาณ ๒ – ๓ เดือน ก็ต้องปิดกิจการลง เนื่องจากสามารถขายจักรยานยนต์หมดแต่เก็บเงินลูกค้าไม่ได้ หลังจากนั้นนางบุญรวมได้ทำกิจการด้านอื่น ๆ อีก เช่นรับจำนองที่ดินและปล่อยเงินกู้ให้แก่รายที่ชอบพอกันในอัตราดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนด

          ลูกหนี้หลายรายนำที่ดินประเภทที่ตะกาด (ที่ดินรกร้างอยู่หลังหาดชายทะเล มีสภาพเป็นดินเปรี้ยวและน้ำเค็มซึมไปถึงไม่สามารถทำนาทำสวนได้) มาจำนอง เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้วไม่ยอมมาไถ่คืน บางครั้งนางบุญรวมต้องเขียนหนังสือฝากรถเมล์ประจำทางไปให้เจ้าของที่ดินถึง ๓ ครั้ง เมื่อไม่มานางบุญรวมก็เดินทางไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี เพื่อทำเรื่องโอนที่ดินเป็นของตัวเองตามที่กำหนดไว้ในสัญญา ส่วนเงินกู้ก็เช่นเดียวกัน หากครบสัญญาแล้วผู้กู้ไม่นำเงินมาส่งคืน ก็จะเขียนหนังสือเตือนถึง ๓ ครั้ง หากไม่นำมาให้ ก็จะยึดทรัพย์สินที่นำมาค้ำประกัน เช่นบ้าน โฉนดที่ดิน และทรัพย์สินอื่น ๆ

          เมื่อครอบครัวมีฐานะมั่นคง นางบุญรวมมักจะบริจาคทรัพย์อย่างผู้มีน้ำใจให้แก่ทางราชการ วัด โรงพยาบาล สถานศึกษา สถานีตำรวจ และกิจกรรมสาธารณกุศลมาอย่างต่อเนื่อง เช่นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐ ได้ร่วมกับคุณแม่บุญเลี่ยมสร้างตึกคนไข้ให้แก่ โรงพยาบาลเพชรบุรี (ปัจจุบันคือโรงพยาบาลพระจอมเกล้าฯ) ตั้งชื่อตึกว่า “บุญเลี่ยมสามัคคีพยาบาล”

          ปี พ.ศ.๒๕๑๕ ร่วมกับนายประธานผู้เป็นสามี บริจาคเงินสร้างตึกคนไข้ให้แก่โรงพยาบาลพระจอมเกล้าฯ ตั้งชื่อตึกว่า “ตึกประธาน-บุญรวม เสนาดิสัย” โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช  ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธานเปิดตึกเมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๑๕

          ในปี พ.ศ.๒๕๓๘ ได้บริจาคเงินจำนวน ๓ ล้านบาท ก่อสร้าง อาคารเหล่ากาชาดจังหวัดเพชรบุรี พร้อมทั้งมอบรถยนต์ จำนวน ๒ คัน และเงินจำนวนมากให้แก่ เหล่ากาชาดจังหวัดเพชรบุรี

          นอกจากนี้นางบุญรวมยังได้บริจาคเงินจำนวน  ๒ ล้านบาท สร้าง อาคาร ๗๒ ปี โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศฯ, สร้าง อาคาร ๘๐ ปี โรงเรียนพรหมานุสรณ์ฯ, จัดสร้าง ห้องสมุด ให้แก่โรงเรียนคงคาราม, จัดตั้งกองทุนโรงเรียนในสังกัด สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด(สปจ.)เพชรบุรี โรงเรียนละ ๕,๐๐๐ บาท จำนวน ๒๓๐ โรงเรียน, บริจาคที่ดินจำนวน ๕ ไร่ ให้แก่ กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี เพื่อปลูกสร้าง สภ.ต.หาดเจ้าสำราญ และกิจกรรมสาธารณกุศลอีกมากมาย

          จากการรวบรวมหลักฐานที่นางบุญรวมบริจาคทรัพย์ให้โรงเรียน หน่วยงานราชการ วัด ในระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๙-๒๕๓๖ มีจำนวนถึง ๔๐๒ ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๔๓,๐๒๖,๐๕๖ บาท  นางบุญรวม เสนาดิสัย ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพาย “ปฐมดิเรกคุณาภรณ์ (ป.ม.)” อันเป็นเกียรติสูงสุดสำหรับบุคคลธรรมดาที่พึงจะได้รับ

          ภาพที่คุ้นตาชาวเมืองเพชร คือทุกปีในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ (วันเข้าพรรษา) นางบุญรวม เสนาดิสัย หรือ “คุณแม่บุญรวม” จะจัดทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิด โดยจะแจก ข้าวสาร ๕ กิโลกรัม ไข่ ๑๐ ฟอง น้ำตาล ๑ กิโลกรัม ต่อ ๑ ราย ให้แก่ผู้ยากไร้ใน จ.เพชรบุรี ปีละประมาณ ๒,๐๐๐ คน จะเห็นภาพผู้ยากไร้จำนวนมากเข้าแถวต่อคิวกันยาวเหยียดบริเวณหน้าห้างรวมมิตร ถ.พานิชเจริญ เพื่อรับสิ่งของบริจาค ซึ่งวันคล้ายวันเกิดเป็นกำหนดการบริจาคทรัพย์เพื่อการสาธารณกุศล ปีละประมาณ ๕ – ๑๐ ล้านบาททุกปีอย่างต่อเนื่อง

          มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายท่านเคยกล่าวว่า อยู่ที่จังหวัดอื่น ๆ ยังไม่เคยเห็นใครมีน้ำใจเหมือนนางบุญรวม ที่ทำบุญโดยไม่เคยหวังผลตอบแทนใด ๆ เลย อีกทั้งไปที่ใดของ จ.เพชรบุรี ส่วนใหญ่จะพบถาวรวัตถุต่าง ๆ มีชื่อ ‘บุญรวม เสนาดิสัย’ ปรากฏอยู่

          นางบุญรวม เสนาดิสัย ถึงแก่กรรมด้วยอาการสงบเมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๕ เวลา ๑๓.๓๐ น. ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี กรุงเทพฯ รวมสิริอายุ ๘๗ ปี ๓ เดือน ๒ วัน.

 

ทีมข่าวเพชรภูมิ:รายงาน