ผอ.โครงการส่งน้ำเพชรบุรี เชื่อว่าน้ำไม่ท่วมเมืองเพชร ขอประชาชนอย่าตระหนก

นายสันต์ จรเจริญ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี เปิดเผย “เพชรภูมิ” ถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ จ.เพชรบุรี ว่า ขณะนี้ปริมาณฝนของเพชรบุรีมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,000 มิลลิเมตรต่อปี ส่วนใหญ่จะมีฝนตกหนักในช่วงเดือน ต.ค.- พ.ย. ปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา อ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน มีปริมาณน้ำกักเก็บ 78% อ่างห้วยผาก 78%  และอ่างแม่ประจันต์ 58%  แต่ จ.เพชรบุรี จะต้องรับฝนที่อาจจะตกหนักในเดือน ต.ค. และ พ.ย. นี้ ซึ่งถ้าดูจากค่าเฉลี่ยแล้วยังมีฝนที่ยังไม่ตกอีกประมาณ 30% นอกจากนี้ยังเฝ้าระวังปริมาณน้ำฝนที่ตกท้ายเขื่อนแม่ประจันต์ ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดน้ำหลากจำนวนมาก ลงมาสะสมที่เขื่อนเพชร ชลประทานจึงต้องทำการพร่องน้ำ ในอ่างเก็บน้ำทั้ง 3 แห่งให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ตามเกณฑ์ เพื่อเป็นการเตรียมพื้นที่ว่างให้อ่างเก็บน้ำทุกแห่งมีพื้นที่รองรับปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้น

                นายสันต์กล่าวต่อไปว่า น้ำจากเขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนห้วยผาก และเขื่อนแม่ประจันต์ จะถูกปล่อยมารวมที่บริเวณหน้าเขื่อนเพชร  และเขื่อนเพชรจะทำหน้าที่บริหารจัดการน้ำ โดยแบ่งน้ำปล่อยลงใน 4 ช่องทาง คือคลองชลประทาน สาย 1, 2, 3 และคลองสายใหญ่ฝั่งขวา ก่อนปล่อยลงแม่น้ำเพชรบุรี  ซึ่งเดิมคลองชลประทานมีขนาดเล็กแคบ ทำให้ไม่สามารถระบายน้ำที่รวมตัวอยู่หน้าเขื่อนเพชรได้ทันต้องระบายลงแม่น้ำเพชรบุรีจำนวนมากเกินกว่า 150 ลบ.ม./วินาที จึงส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมในอดีต

                “ขณะนี้โครงการชลประทานฯ ได้ก่อสร้างคลอง D9 ต่อเชื่อมคลองสาย 3 ที่บ้านกระจับ อ.ท่ายาง และออกทะเลที่ ต.ปึกเตียน ซึ่งสามารถระบายน้ำได้ 100 ลบ.ม./วินาที และขณะนี้ใช้งานได้ 100% นอกจากนี้ยังมีการขุดเชื่อมคลองเพื่อผันน้ำจากคลองสาย 2 ไปคลองสาย 3 เพิ่มเติมเพื่อระบายผ่านไปคลอง D9 ที่เชื่อมต่อคลองสาย 3 ได้อีกซึ่งจะเป็นการทำให้คลอง D9 มีศักยภาพการระบายน้ำได้เพิ่มขึ้น ส่วนคลองส่งน้ำทั้ง 4 สายมีการปรับปรุงขยายบางส่วนจนทำให้สามารถรองรับและระบายน้ำได้มากขึ้น ซึ่งหากมีการใช้ศักยภาพของคลองทั้งหมดอย่างเต็มที่คาดว่าเพียงพอที่จะรองรับน้ำในปริมาณสุงสุดของระดับน้ำที่เคยเกิดขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาได้”

                นายสันต์ยังกล่าวอีกว่า สำหรับผลกระทบในกรณีการขยายคลอง D9 และปีที่ผ่านมาเมื่อปล่อยน้ำมากเกิดน้ำไหลเอ่อล้นท่วมบ้านเรือนประชาชนบางช่วงที่เป็นคันคลองที่ค่อนข้างต่ำ ขณะนี้ชลประทานฯ ได้ขอความร่วมมือกับเกษตรกรในการเสริมคันให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันน้ำไหลล้นตลิ่ง โดยหัวหน้าฝ่ายที่รับผิดชอบในพื้นที่กำหนดจุดไว้ทั้งหมดแล้ว ในส่วนอื่นอาทิ ปัญหาที่นาน้ำขังระบายไม่ได้เพราะคันคลอง D9 สูงกว่าพื้นที่จำนวน 64 จุด ซึ่งแก้ไขไปแล้ว 48 จุด ขาดงบประมาณแก้ไขต่อเนื่องอีก 12 จุด ส่วนปลายคลอง D9 ที่มีการสร้างประตูระบายน้ำและส่งผลให้พื้นที่หลังประตูไม่ได้รับน้ำจืดและได้รับความเดือดร้อน จากน้ำเค็มที่ดันขึ้นสูงซึ่งต้องแก้ไขโดยการวางท่อส่งน้ำจืดและปรับปรุงสโลปป้องกันตลิ่งที่อาจจะเกิดทรุดตัวเพราะปริมาณน้ำจำนวนมากที่ไหลผ่านทำให้ชำรุดเสียหาย และปัญหาการกัดเซาะบริเวณปลายคลอง ตนได้นำเสนอเรื่องนี้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่เดินทางนำคณะมาลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจัดการน้ำปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาเพื่อของบมาดำเนินการแก้ไข ขณะนี้ได้รับการอนุมัติงบจำนวน 86 ล้านบาท มาให้ดำเนินการแล้ว 

                นายสันต์กล่าวต่อไปว่า ณ ปัจจุบัน คลอง D9 และการขยายปรับปรุงคลองสายหลัก 4 สาย สามารถที่จะบริหารจัดการน้ำในระดับที่มีปริมาณมากสูงสุดของระดับน้ำที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปี 2559-2561 ซึ่งเพชรบุรีเกิดน้ำท่วมใหญ่ได้ แต่หากใช้มาตรฐานการคำนวณในปริมาณน้ำที่ จ.เพชรบุรี เคยเกิดน้ำท่วมสูงสุดในรอบ 25 ปี (ปริมาณน้ำสูงสุด 800 ลบ.ม./วินาที) จะพบว่าคลอง D9 และคลองสายหลัก 4 สาย ยังไม่สามารถรองรับได้ทั้งหมด ชลประทานจึงวางโครงการแผนแก้ไขระยะยาวโดยจะขุดขยายคลองสาย 1 จากระบายน้ำได้ 20 ลบ.ม./วินาที เป็นให้ระบายได้ 150 ลบ.ม./วินาที และขุดคลอง D1ใหม่ จาก ต.ท่าไม้รวก ไปลงลำห้วยยาง ซึ่งจะสามารถระบายน้ำได้ 400 ลบ.ม./วินาที และมารวมกับคลองสาย 1 ซึ่งทั้งสองสายจะรวมกันระบายน้ำได้ 550 ลบ.ม./วินาที และลงทะเลที่ ต.บางเก่า อ.ชะอำ โครงการดังกล่าวได้มีมติ ครม. ตั้งแต่ 1 กันยายน 63 แล้วว่าให้เปิดโครงการได้โดยให้ทำการมีส่วนร่วมกับประชาชนการสำรวจออกแบบรวมทั้งการจัดหาที่ดิน แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากได้รับการร้องเรียนคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ ชลประทานฯ จึงปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงการเพื่อจะให้เกิดผลกระทบกับพี่น้องประชาชนให้น้อยที่สุดโดยจะมีการลดขนาดของคลอง D1 ลงและเพิ่มการขุดขยายคลอง D18 โดยขุดใหม่จากบริเวณใกล้บ้านท่ากระเทียม อ.ท่ายาง ไปต่อเชื่อมคลองเดิมที่วัดเขาพรมชะแง้ อ.บ้านลาด และไปลงทะเลบริเวณ ต.แหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม ซึ่งจะสามารถระบายน้ำได้ 100 ลบ.ม./วินาที โดยจะมีการสร้างประตูระบายน้ำกั้นในแต่ละช่วง คาดว่าจะสามารถเปิดโครงการได้ในปี 2566 ใช้เวลาดำเนินการก่อสร้าง 5 ปี

                “คลองระบายขนาดใหญ่ที่มีการขุดขยายขึ้นนอกจากจะทำหน้าที่ระบายน้ำป้องกันน้ำท่วมแล้ว ยังสามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้งเพื่อการเกษตรตลอดเส้นทาง รวมทั้งใช้เส้นทางริมคลองทั้ง 2 ฝั่งเป็นทางสัญจรออกสู่ทะเลได้ ทั้งนี้โครงการจะสร้างประตูระบายน้ำกั้นในแต่ละช่วง ตามความต้องการของทางพี่น้องประชาชน และจะหลีกเลี่ยงการสร้างผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด”

                นายสันต์กล่าวในตอนท้ายว่าปีนี้หากไม่เกิดพายุที่ส่งผลให้มีปริมาณน้ำฝนตกลงมามากกว่าปี 2559-2561 ค่อนข้างมั่นใจว่าสามารถที่จะบริหารจัดการน้ำให้ลงทะเลได้ทันและน้ำจะไม่ท่วมในตัวเมืองเพชรบุรีอย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม กรมชลประทานได้นำเครื่องสูบน้ำไปตั้งประจำการตามจุดต่าง ๆ ในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี พร้อมนำเครื่องผลักดันน้ำ 8 เครื่องเตรียมความพร้อมไว้ที่วัดเขาตะเครา อ.บ้านแหลม เครื่องสูบน้ำแรงดันสูง ที่วัดขลุบ อ.บ้านลาด 2 เครื่อง ขอให้ประชาชนชาวจังหวัดเพชรบุรีไม่ต้องตื่นตระหนกในส่วนการป้องกันก็ยังไม่ต้องถึงกับก่อกำแพงกั้นน้ำในขณะนี้ ขอให้ติดตามสถานการณ์อากาศทางกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอให้มั่นใจได้ว่าหากเกิดเหตุฉุกเฉินหน่วยงานของรัฐจะสามารถเข้าดำเนินการได้ทัน.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!