‘ผาด อังกินันทน์’ ต้นตระกูลการเมืองค่ายอังกินันทน์

ผาด อังกินันทน์’

ต้นตระกูลการเมืองค่ายอังกินันทน์

 

          หากเอ่ยถึงตระกูลการเมืองเก่าแก่ของจังหวัดเพชรบุรี ไม่มีใครที่ไม่รู้จักตระกูล อังกินันทน์”

          ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ ๖๐ – ๗๐ ปีที่ผ่านมา ชื่อ ผาด อังกินันทน์” เป็นที่คุ้นหูคุ้นตาคนเมืองเพชร นับเป็นบุคคลที่มีผู้นับหน้าถือตาทั้งในสนามการเมืองระดับท้องถิ่นและระดับชาติ 

            เส้นทางชีวิต” ฉบับนี้จะขอร้อยเรียงเรื่องราวประวัติของ นายผาด อังกินันทน์ จากคำบอกเล่าของ ลุงแป๋ง” นายปิยะ อังกินันทน์ วัย ๘๕ ปี อดีต ส.ส.เพชรบุรี ๖ สมัย ผู้เป็นบุตรชายคนโตของ นายผาด อังกินันทน์

          ลุงแป๋งได้ย้อนอดีตจากความทรงจำที่ยังฝังแน่นให้ เพชรภูมิ” ทราบว่า นายผาด อังกินันทน์ เกิดเมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๔๕๔ ที่ ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี เป็นบุตรของ ขุนอังกินันทนพงศ์ (พุ่ม)  กับนางมุ่ย อังกินันทน์ มีพี่น้องร่วมบิดา-มารดาเดียวกัน ๑ คน คือนายพิศ อังกินันทน์ และมีพี่น้องต่างมารดาอีกจำนวน ๘ คน

          ในวัยเยาว์ ด.ช.ผาดเข้ารับการศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียนสตรีเพชรบุรีเบ็ญจมเทพอุทิศ(ปัจจุบันคือ โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศจังหวัดเพชรบุรี) และเข้าศึกษาต่อจนจบชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนตัวอย่างประจําจังหวัดเพชรบุรี (โรงเรียนคงคาราม) หลังจากนั้นได้ติดตาม ขุนอังกินันทนพงศ์ ซึ่งเป็นทนายความที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเพชรบุรีในสมัยนั้น คอยทําหน้าที่ช่วยเขียนคําฟ้องและประกันตัวจําเลยในคดีอาญา

          การที่ ขุนอังกินันทนพงศ์ ให้นายผาดติดตามไปทํางานด้วย ก็เพื่อมุ่งหมายวางรากฐานให้นายผาดได้ซึมซับการเป็นนักกฎหมาย เช่นเดียวกับตนและ นายทองพูน อังกินันทน์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คนที่ ๓ ของจังหวัดเพชรบุรี(บิดานายภิมุข อังกินันทน์ และ นายพลกูล อังกินันทน์) ซึ่งนายทองพูนเป็นพี่ชายต่างมารดาของนายผาด เดิมรับราชการเป็นจ่าศาลที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี แล้วลาออกจากราชการไปเป็นทนายความตามความต้องการของขุนอังกินันทนพงศ์

          สมัยหนุ่ม ๆ นายผาดมีนิสัยชอบเที่ยวเตร่เฮฮา โปรดการเล่นพนันกีฬาไก่ชน โดยไก่ชนตัวโปรดมีอยู่ ๒ ตัว ที่ซื้อมาจากเจ๊กในตลาดเมืองเพชรบุรี ตัวหนึ่งราคา ๔๐๐ บาท ส่วนอีกตัวราคา ๒๐๐ บาท ซึ่งไก่ชนทั้ง ๒ ตัวนี้ลงสนามคราใดจะตีชนะทุกครั้ง ไม่เคยสร้างความผิดหวังให้แก่เจ้าของเลย นายผาดจึงตั้งชื่อไก่ชน ๒ ตัวนี้ว่า “เจ้า ๔๐๐” กับ “เจ้า ๒๐๐”

          นอกจากการพนัน นายผาดยังมีบุคลิกเป็นลูกผู้ชายเต็มตัว ชอบกีฬามวยไทย เคยขึ้นชกกับ ‘เสงี่ยม จุฑาเพชร’ นักมวยชื่อดัง และสามารถล้มเสงี่ยมมาแล้ว อีกทั้งยังเป็นนักกีฬาเทนนิส เคยเข้าแข่งขันเทนนิสได้แชมป์ของภาค ๗ มาแล้วเช่นกัน

          ช่วงวัยหนุ่ม นายผาดถูกตาต้องใจ บุญยวด กําเนิดศิริ”  บุตรีคหบดีตระกูลใหญ่ของเมืองเพชรที่มีฐานะมั่นคง แต่ถูกญาติฝ่ายหญิงกีดกันความรัก เนื่องจากไม่อยากให้ “บุญยวด” ชอบพอกับนักเลงหัวไม้ ทั้งยังเป็นหลักอะไรไม่ได้ เนื่องจากนายผาดขณะนั้นชอบเล่นการพนัน ทำอะไรก็ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน

          แต่เมื่อคู่กันแล้ว ไม่แคล้วกัน ทั้งสองมีใจต่อกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นายผาดต้องใช้วิธีนำบันไดพาดหน้าต่างบ้าน แล้วให้ บุญยวด” ปีนลงมาและพาหนีไปอยู่ด้วยกันที่บ้าน เถ้าแก่เทียนไล้ ใหญ่กว่าวงษ์ ผู้กว้างขวางแห่งอำเภอบ้านแหลม

          “ลุงบุญ” ซึ่งเป็นผู้คุมอยู่ที่เรือนจำจังหวัดเพชรบุรี รู้ข่าวว่าหลานสาวถูกฉุดตัวไป มีความโกรธแค้นเป็นอย่างมาก ได้ติดตามไปจะเอาเรื่องนายผาดให้ถึงที่สุด แต่ไม่สามารถทำอะไรได้เนื่องจากเกรงกลัวอิทธิพลของ เถ้าแก่เทียนไล้

          ต่อมา ขุนอังกินันทนพงศ์ ได้พาบุตรชายเข้าไปขอขมาครอบครัวของฝ่ายหญิง และทั้งสองได้อยู่กินฉันสามีภรรยา กระทั่งมีบุตรชายหัวแก้วหัวแหวน ๒ คน คือ นายปิยะ (แป๋ง) อังกินันทน์ และนายยุทธ (เปี๊ยก) อังกินันทน์

          เมื่อ ขุนอังกินันทนพงศ์ ถึงแก่กรรม นายผาดได้ค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย โดยหาอ่านจากหนังสือและตําราของขุนอังกินันทนพงศ์ที่มีอยู่  หวังเจริญรอยเป็นทนายความตามพ่อ

          กระทั่งปี ๒๔๘๓ เกิดสงครามอินโดจีน เป็นการสู้รบระหว่างประเทศไทยกับฝรั่งเศส เพื่อทวงดินแดนที่เคยเสียไปในสมัยรัชกาลที่ ๕ 

          จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้น ได้ส่งกำลังทหารเข้าไปสู้รบยึดดินแดนทางฝั่งซ้ายของแม่น้ําโขงกลับคืนมาได้เมื่อปี ๒๔๘๔ และจัดตั้งเป็นจังหวัดใหม่ขึ้น ๔ จังหวัด คือ จังหวัดนครจัมปาศักดิ์, จังหวัดลานช้าง, จังหวัดพิบูลสงคราม และ จังหวัดพระตะบอง รวมพื้นที่ทั้งหมด ๒๔,๐๓๙ ตารางกิโลเมตร (จังหวัดดังกล่าวนี้ ไทยได้ปกครองเรื่อยมาจนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี ๒๔๘๘)

          รัฐบาลได้มีการประกาศเปิดสอบหาทนายความเพื่อไปประจําศาลจังหวัดนครจําปาศักดิ์ ขณะนั้นนายผาดมีฐานะการทางเงินไม่ค่อยดี ต้องนำขันเงินไปขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสมัครสอบ โดยนายผาดต้องตกปลาริมแม่น้ำโขงเพื่อทำเป็นอาหารอยู่หลายเดือน จนสามารถสอบได้เป็นทนายความชั้นสองได้

          หลังจากนั้นได้กลับมาตั้งสํานักงานทนายความที่บ้านตรอกต้นจันทน์ ฝั่งริมแม่น้ำเพชรบุรี และต่อมาได้เทียบวิทยฐานะจากเนติบัณฑิตยสภาเป็นทนายความชั้นหนึ่ง

           นายผาดขับรถจิ๊บฟอร์ดไปว่าความที่ศาลจังหวัดเพชรบุรีเป็นประจำ ซึ่งนายผาดได้ว่าความชนะคดีอาญามากกว่า ๑๐๐ คดี  คดีส่วนใหญ่จะเป็นคดีฆ่ากันตาย  ส่วนคดีปล้น ฉก ชิง วิ่ง ราว นายผาดจะไม่ให้การช่วยเหลือใครเลย ช่วงเวลานั้นบ้านตรอกต้นจันทร์ของนายผาดมีบรรดานักเลง และเสือร้าย เช่น เสือเย็น  เสือวง เสือจืด ฯลฯ ไปคอยรับใช้นายผาดอยู่เต็มบ้านไปหมด

          ถึงแม้  ขุนอังกินันทนพงศ์ จะถึงแก่กรรมไปแล้วก็ตาม แต่บทบาทและอิทธิพลของขุนอังกินันทนพงศ์ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้เคยว่าความให้แก่ชาวบ้านที่ตกเป็นจําเลยมามากมาย ประกอบกับชื่อเสียงส่วนหนึ่งของ นายทองพูน อังกินันทน์ พี่ชายต่างมารดาของนายผาด ที่สร้างสมไว้ ทําให้นายผาดเป็นที่รู้จักดีในจังหวัดเพชรบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง

          กระทั่งต่อมานายผาดได้เข้าสู่วงการเมืองท้องถิ่น โดยได้รับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาเทศบาลเมืองเพชรบุรี และได้รับเลือกให้เป็นนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี ติดต่อกันตั้งแต่ปี ๒๔๙๑ เป็นต้นมา คู่แข่งคนสําคัญคือ ร.อ. หลวงบําราบประทุษฐ (นิล จุฑานนท์) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี คนที่ ๒ และเคยเป็นนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี (ระหว่างปี ๒๔๘๕-๒๔๘๖)

          สมาชิกสภาเทศบาลกลุ่มของนายผาดขณะนั้นมีนายปิยะและนายยุทธ อังกินันทน์ บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของนายผาด, นายภิมุข อังกินันทน์ (บุตรนายทองพูน อังกินันทน์), นายโลบ สุภาแพ่ง (บิดา ดร.กัมพล-นายอภิชาติ สุภาแพ่ง), นายจินดา(จู) พรรณรายน์, นายเฉลิม ใหญ่กว่าวงษ์ ฯลฯ

          ต่อมาปี ๒๕๐๐ นายผาดได้ทิ้งสนามการเมืองท้องถิ่น ไปลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี สังกัดพรรคสหภูมิ โดยให้นายอรุณ ภิงคารวัฒน์ ลงกุมบังเหียนนั่งเก้าอี้นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรีแทน

          คู่แข่งของนายผาดในสนามเลือกตั้ง ส.ส.เพชรบุรี ขณะนั้นคือ นายชาติ วัฒนางกูร และนายพานิช สัมภวคุปต์

          การหาเสียงแต่ละครั้ง นายปิยะจะเป็นคนขับรถพานายผาดไปยังตำบลหมู่บ้านต่าง ๆ แม้หมู่บ้านช้างแทงกระจาด และบ้านพุหวาย อ.ชะอำ จะอยู่ไกลแสนไกล สมัยนั้นถนนหนทางค่อนข้างไปมาลำบาก ต้องใช้รถจิ๊บชนิดที่มีกว้านเพลาด้านหน้ารถดึงต้นไม้ขึ้นไป กว่าจะถึงต้องใช้เวลาเป็นวัน ก็ตะลุยกันไปหาเสียง

           ช่วงไปหาเสียง นายผาดจะนำภาพยนตร์กลางแปลงไปฉายให้ชาวบ้านดูด้วย เมื่อฉายไปประมาณครึ่งเรื่อง ก็จะหยุดฉาย เพื่อขึ้นบนรถกล่าวปราศรัยขอคะแนนเสียง  การลงสมัครครั้งนั้นนายผาดได้เป็น ส.ส.เพชรบุรี สมความตั้งใจ

          นายผาดเป็น ส.ส.ไม่ถึงปี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้กระทำรัฐประหาร ทำให้นายผาดพ้นสมาชิกภาพ และได้กลับมาลุยสนามท้องถิ่นเทศบาลเมืองเพชรบุรีอีกครั้ง คราวนี้แข่งกับ นายอรุณ  ภิงคารวัฒน์ โดยกลุ่มของนายผาดได้รับการเลือกตั้ง ๑๕ คน ส่วนกลุ่มนายอรุณได้ ๓ คน คือนายอรุณ, นายสนั่น โพธิ์พูนศักดิ์ และนายอุดม ผาสุก

          อย่างไรก็ตาม ถึงแม้นายผาดจะไม่ได้มีสถานภาพเป็น ส.ส.แล้วก็ตาม แต่ก็ยังได้รับเชิญให้เดินทางไปร่วมประชุมกับ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ซึ่งนายผาดเป็นพลเรือนเพียงคนเดียวที่ได้นั่งร่วมโต๊ะประชุมกับบรรดาบิ๊กสีเขียวและบิ๊กสีกากีในขณะนั้น

          ตลอดระยะเวลาที่นายผาดดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี ได้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ท้องถิ่นเป็นอย่างมาก  อาทิ ชักชวนประชาชนในเขตเทศบาลร่วมกันสละทุนทรัพย์ซื้อรถดับเพลิงประจําเทศบาล ๑ คัน ย้ายโรงฆ่าสัตว์มาสร้างใหม่ให้เหมาะสมและถูกต้องตามสุขลักษณะ ประสานหาสถานที่ตั้งประปาให้กับกรมโยธาธิการใน จ.เพชรบุรี  ริเริ่มโครงการสร้างสะพานท่าสรงข้ามแม่น้ําเพชรบุรี และสะพานข้ามแม่น้ำเพชรบุรีตอนปลายถนนราชวิถี รวมทั้งประสานขอระบบประปา และไฟฟ้ามาติดตั้งในเขตเทศบาล

          นอกจากนี้ยังได้ประสานขอรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลจํานวน ๔๐๐,๐๐๐ บาทมาให้คลังจังหวัดจัดสรรงบประมาณ แบ่งเป็นซ่อมแซมวัดวาอาราม ๑๐๐,๐๐๐ บาท  ซ่อมแซมโรงเรียนในชนบท  ๑๐๐,๐๐๐ บาท  ซ่อมแซมถนนในถิ่นทุรกันดาร ๑๐๐,๐๐๐ บาท  ขุดสระน้ำและสร้างถังเก็บน้ำตามตําบลต่างๆ ที่ขาดแคลนน้ำ ๑๐๐,๐๐๐ บาท

          ที่สำคัญนายผาดยังเป็นผู้ประสานให้อธิบดีกรมชลประทานนำโครงการ “เขื่อนแก่งกระจาน” เสนอต่อรัฐบาลขณะนั้น จนได้งบมาทำการก่อสร้างเป็นผลสำเร็จ

          นายผาด ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๑๑ ขณะมีอายุ ๕๗ ปี ด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ท่ามกลางความอาลัยรักของญาติพี่น้องและประชาชนชาวจังหวัดเพชรบุรี

          ถึงแม้นายผาดจะลาลับจากโลกนี้ไปนานถึง ๕๐ ปีแล้วก็ตาม แต่ด้วยคุณงามความดี  กอปรกับชื่อเสียงบารมีและผลงานที่สร้างสมไว้ ปูทางให้ กลุ่มผาด” หรือ กลุ่มผาด อังกินันทน์” ที่ปัจจุบัน นายยุทธ อังกินันทน์ เป็นหัวหน้ากลุ่ม ยังคงครองใจประชาชนในสนามการเมืองท้องถิ่นเทศบาลเมืองเพชรบุรีจนถึงทุกวันนี้

          ทั้งยังปูทางให้ นายปิยะ อังกินันทน์ ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.เพชรบุรี ๖ สมัย นายยุทธ อังกินันทน์ เป็น ส.ส.เพชรบุรี ๗ สมัย รัฐมนตรีช่วยว่าการ ๒ กระทรวง และหลาน ๆ อีกหลายคนได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนในสนามเลือกตั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย…

 

ทีมข่าวเพชรภูมิ:รายงาน