พริกกะเหรี่ยง จากไร่หมุนเวียนสู่ก๋วยเตี๋ยวน้ำแดงรสเด็ด

วัฒนธรรมการกิน “ก๋วยเตี๋ยวใส่ซอสพริก” เป็นรูปแบบวิธีการกินอาหารอย่างหนึ่งของคนเมืองเพชรบุรี เมนูก๋วยเตี๋ยวน้ำแดงไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวหมู เนื้อ ไก่ คนเพชรนิยมปรุงรสด้วยซอสพริก หรือใช้ซอสพริกเป็นเครื่องจิ้มเพิ่มรสชาติความอร่อย “ซอสพริก” ที่ว่านี้มีส่วนผสมสำคัญ ได้แก่ ซอสพริก พริกกะเหรี่ยงดอง และน้ำตาลเคี่ยวจากน้ำตาลโตนด ตามสูตรของแต่ละร้านให้รสชาติเผ็ดจัดจ้าน หวาน เปรี้ยวกลมกล่อม โดยเฉพาะ “พริกกะเหรี่ยงดอง” เป็นผลผลิตจากภูมิปัญญาการปลูกพริกของชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี

          “ชุมชนห้วยกระซู่” ชุมชนเล็ก ๆ ที่มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 20 หลังคาเรือนในพื้นที่หมู่ 3 บ้านลิ้นช้าง ต.ยางน้ำกลัดเหนือ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี ห่างจากแหล่งท่องเที่ยวพุน้ำร้อนขึ้นไปประมาณ 1 กิโลเมตร ผมนัดหมายกับ “นิยม เที่ยวพราย” หรือ “ป๊อก ห้วยกระซู่” คนหนุ่มวัย 37 ปี นัดพบกันที่บ่อน้ำพุร้อนเพื่อนำพาไปดูไร่ปลูกพริกกะเหรี่ยงในชุมชนห้วยกระซู่ นิยมเล่าว่า ชุมชนนี้แต่เดิมอยู่ที่ “ห้วยหินเพลิง” ห่างจากนี้ไปประมาณ 1 ยอดเขา ชาวบ้านที่นี่เป็นคนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ถูกย้ายลงมาภายหลังการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2539 อพยพลงมาประมาณ 13 ครอบครัว โดยรัฐจัดสรรที่ดินทำกินให้ครอบครัวละประมาณ 10 – 11 ไร่ มีการกำหนดขอบเขตพื้นที่ชุมชนกับพื้นที่ป่าอย่างชัดเจน ชาวบ้านห้วยกระซู่มีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายเป็นบ้านเล็กในป่าใหญ่ ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ใช้ไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์ ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ปลูกข้าวไร่ ปลูกพืชผัก เลี้ยงสัตว์

          รถกระบะเคลื่อนตัวไปตามถนนดินลูกรังอย่างแช่มช้า ผิวถนนเป็นหลุมเป็นบ่อมีน้ำท่วมขัง จากฝนที่ตกต่อเนื่องมา 3 – 4 วัน สองข้างทางเป็นป่าต้นไม้ใหญ่สลับกับกอไผ่ ไม่นานก็เห็นป้ายชื่อหมู่บ้าน พื้นที่ทำการเกษตร แปลงนาข้าวที่ขึ้นตามเชิงเขาแตกต่างจากนาข้าวของคนพื้นราบ ทิวเขาตะนาวศรีกลุ่มป่าแก่งกระจานที่ยังสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ไกลสุดสายตา พ่อแม่ของนิยมรวมถึงชาวบ้านครอบครัวอื่น ๆ เข้ามาบุกเบิกทำไร่ปลูกข้าวไร่พืชผล และไม้ยืนต้นชนิดต่าง ๆ ต้นสักขนาดลำต้นหนึ่งคนโอบที่พ่อกับแม่ของนิยมปลูกเรียงเป็นแนวยาวเป็นหลักฐานการดำรงอยู่ของชาวห้วยกระซู่ ในป่าหนองหญ้าปล้องมานานกว่า 20 ปี

          ช่วงนี้เป็นฤดูกาลเก็บพริกกะเหรี่ยง ตรงกับช่วงเดือน 9 ประเพณีข้าวห่อกะเหรี่ยงที่แต่ละบ้านจะประกอบพิธีผูกข้อมือรับขวัญ นิยมออกตัวว่าที่บ้านเขาเก็บพริกกะเหรี่ยงทำพริกแห้งแล้ว 2 รอบ มาครั้งนี้พริกแดงอาจจะไม่ได้มากมายนัก ชาวกะเหรี่ยงนิยมปลูกพริกกับพืชผักชนิดอื่น ๆ ได้แก่ ปลูกแซมในแปลงข้าวไร่ มะเขือช่อ แตง ฟักทอง มะเขือเทศต้นกล้วย ไม่ได้ปลูกเป็นสวนเหมือนกับคนพื้นราบ

          นายสมใจ เที่ยวพราย วัย 65 ปี นางกุหลาบ เสน่ห์ติบัง วัย 61 ปี พ่อกับแม่ของนิยม ออกมาต้อนรับและพาเดินลัดเลาะห้วยลำห้วยเล็ก ๆ ไปสวนพริกใกล้เชิงเขาเป็นพื้นที่ปลูกต้นพริกกะเหรี่ยง ความสูงของต้นพริกประมาณช่วงเอว ปลูกสลับพืชชนิดอื่น ๆ อย่างมะเขือ ฟักทอง กล้วย เฉพาะจุดนี้ประมาณ 50 – 60 ต้นเห็นจะได้ แม่ของนิยมบอกว่าถ้าทำพริกแห้งก็จะเลือกเก็บเฉพาะเม็ดสีแดง แต่ถ้าเก็บพริกสดจะเด็ดทั้งยอดที่มีพริกเขียวปนอยู่บ้าง การเด็ดยอดจะช่วยให้พริกแตกยอดใหม่ พริกต้นหนึ่งอาจจะเก็บผลผลิตได้ 4 – 5 รอบ จนถึงฤดูเกี่ยวข้าวช่วงเดือนพฤศจิกายน โดยรอบสุดท้ายชาวบ้านจะเก็บพริกไว้เป็นเมล็ดพันธุ์ในการเพาะปลูกในปีถัดไป

          พริกกะเหรี่ยงเป็นพริกสายพันธุ์ดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยง ไม่ใช่พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกสวน หรือพริกเกษตรทั่วไป ฤดูกาลปลูกพริกกะเหรี่ยงจะเริ่มช่วงเดือน 4 – 5 โดยก่อนหน้านี้ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์-มีนาคมจะเป็นช่วงเตรียมพื้นที่ทำการกำจัดวัชพืชที่ไม่ต้องการ ก่อนใช้วิธีไฟเผาภูมิปัญญาดั้งเดิมเพื่อทำลายวัชพืชต่าง ๆ เป็นการเพิ่มสารอาหารและอินทรีย์วัตถุในดิน ปัจจุบันต้องทำอย่างระมัดระวังให้อยู่ในขอบเขตที่ทำกิน รวมถึงทำแนวกันไฟป้องกันไฟลุกลามไปในพื้นที่ป่า และทางเจ้าหน้าที่เองก็เข้มงวดไม่ให้มีการเผาไร่ใกล้ป่าด้วยเช่นกัน 

          หลังจากเตรียมพื้นที่เข้าสู่เดือน 5 – 6 เป็นช่วงฤดูกาลเพาะปลูก ถ้าเป็นแปลงนาข้าวก็จะหยอดเมล็ดพริก เมล็ดพืชชนิดอื่น ๆ พร้อมกับเมล็ดข้าวเปลือก ใช้ไม้ไผ่หรือไม้รวกปลายแหลมขุดดินเป็นหลุมเล็ก ๆ ก่อนโรยเม็ดพริกแล้วใช้ดินกลบ ใช้ระยะเวลา 80 – 90 วันก็จะเริ่มให้ผลผลิต แปลงพริกกะเหรี่ยงของครอบครัวนิยมมีทั้งปลูกในแปลงข้าวไร่ และผสมผสานกับพืชผักสวนครัวชนิดอื่น ๆ โดยไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง อาศัยความสมบูรณ์ของดินและน้ำฝนเป็นหลัก ดังนั้นต้นพริกบางแปลงก็อาจจะไม่สมบูรณ์ ใบหงิกงอจากเพลี้ยหรือศัตรูพืช ซึ่งแต่เดิมชาวบ้านจะใช้วิธีการปลูกพืชไร่หมุนเวียน หลังจากการเก็บเกี่ยวจะปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นไร่ซากประมาณ 6 – 7 ปี ปล่อยให้ดินสะสมธาตุอาหารและต้นไม้คืนสภาพเดิมก็จะกลับมาทำซ้ำอีกครั้ง ปัญหาเรื่องศัตรูพืชจะลดลง แต่ข้อจำกัดของจำนวนที่ทำกินที่ไม่มากนัก ไม่อำนวยให้ชาวบ้านทำไร่หมุนเวียนเหมือนแต่ก่อน ทำให้ชาวบ้านต้องปลูกพืชซ้ำในพืชที่เดิม ผลผลิตจึงไม่ได้มากเหมือนในอดีต

          ในส่วนของพริกสดจะมีแม่ค้าชาวกะเหรี่ยงรับซื้อผลผลิตจากชาวบ้าน ขณะนี้พริกสดรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 100 – 110 บาท ในท้องตลาดขายกิโลกรัมละ 150 บาท ส่วนพริกแห้งขณะนี้ ซื้อขายกันอยู่กิโลกรัมละ 600 บาท พริกแห้งจะใช้พริกสดตากแดดประมาณ 3 วัน ส่วนมากนำไปผสมกับเครื่องพริกแกงเผ็ด ส่วนพริกสดนั้นจะนำไปดองเกลือเป็นพริกกะเหรี่ยงดอง

          นิยม บอกว่า พริกกะเหรี่ยงเป็นผลผลิตที่ตลาดมีความต้องการสูง สมัยก่อนช่วงเวลานี้สามารถเก็บผลผลิตพริกสดรวม ๆ กันได้ ตกวันละ 1 ตัน แต่วันนี้ไปสอบถามแม่ค้าที่รับซื้อพริกสดได้วันละ 160 กิโลกรัม สาเหตุเกิดจากพื้นที่เพาะปลูกลดลง ผลผลิตที่ได้ก็ไม่มากเนื่องจากสารอาหารในดินลดลงซึ่งเป็นผลมาจากการปลูกพริกซ้ำเป็นประจำทุกปี บางแปลงปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกในลักษณะพริกสวนก็ไม่ให้ผลผลิตเช่นกัน นิยมมองว่าอนาคตของภูมิปัญญาการปลูกพริกกะเหรี่ยงอาจหมดไปในที่สุด ถ้าภาครัฐไม่ส่งเสริมสนับสนุนการทำไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ ทั้งที่ผ่านมาได้มีการศึกษาดูงานระบบการทำไร่หมุนเวียนที่หมู่บ้านไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี มีความพยายามที่จะนำมาปรับใช้ในพื้นที่ชุมชนห้วยกระซู่ แต่พอเปลี่ยนหัวหน้าอุทยานโครงการนี้ก็ดูเหมือนจะเงียบหายไป

          นายมานะ โพธิ์พ่วง หรือ “ลุงน้อย” วัย 79 ปี เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายน้อยเจ้าดังแห่งบ้านไร่ดอน ต.ไร่ส้ม อ.เมืองเพชรบุรี เปิดขายมานาน 50 ปี ปัจจุบันย้ายจากหน้าถนนเพชรเกษมเข้าไปเปิดร้านใหม่ในบ้าน บอกว่า “พริกดอง” ที่ร้านใช้เป็นพริกกะเหรี่ยงจากแหล่งพื้นที่ปลูกในอำเภอหนองหญ้าปล้อง รสชาติเผ็ดและหอมกว่า พริกเกษตร หรือพริกอื่นทั่วไป สมัยก่อนที่เปิดร้านหน้าถนนเคยสั่งพริกกะเหรี่ยงสดปีละประมาณ 1 ตัน ซื้อขายกันเป็นแสนบาท พริกสดที่ได้นำมาโม่ให้ละเอียดดองกับเกลือป่น ถ้าดองไม่ดีหรืออ่อนเกลือ พริกก็จะเน่า ดองเก็บไว้ใช้ในร้านตลอดทั้งปี และไม่ใช่เฉพาะก๋วยเตี๋ยวลุงน้อยที่เดียว ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าดังเมืองเพชรแทบจะทุกร้านก็ใช้พริกกะเหรี่ยงในการทำซอสพริก 

          “พริกกะเหรี่ยง” ผลผลิตที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาวิถีเกษตรการทำไร่หมุนเวียนที่ผสมผสานกับไร่ข้าว และพืชผักสวนครัวชนิดอื่น ๆ ที่สามารถเก็บเกี่ยวผลิตผลสร้างความมั่นคงทางอาหารและสร้างรายได้ให้กับชาวกะเหรี่ยง คำนวณรายได้ถ้าชาวบ้านปลูกพริกได้ 1,000 กิโลกรัม จะสร้างรายได้ (พริกสด) 100,000 บาทต่อปี ยังไม่รวมการแปรรูปเป็นพริกแห้งและพริกดองที่ให้ราคาที่สูงกว่า สอดคล้องกับแนวนโยบายของ “ผู้ว่าฯ ภัคพงศ์ ทวิพัฒน์” ผวจ.เพชรบุรี กำลังขับเคลื่อน “เพชรบุรี” ให้เป็น เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารของยูเนสโก มีการกล่าวถึงวัตถุดิบสำคัญนอกจากน้ำตาลโตนด เกลือทะเล มะนาวแป้น รวมถึง “พริกกะเหรี่ยง” วัตถุดิบสำคัญในการชูรสชาติอาหารของเมืองเพชร

          นอกจากนี้คำพูดของ นายวราวุธศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวในวันที่คณะกรรมการมรดกโลก มีมติรับรอง “กลุ่มป่าแก่งกระจาน” ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2564 คุณวราวุธกล่าวไว้ประโยคหนึ่งว่า “ภารกิจหลังจากนี้คือการรักษาผืนป่าให้อุดมสมบูรณ์ ประกอบกับการดูแลพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวให้มีความสมดุล ทั้งด้านการดำรงชีพและการอนุรักษ์ผืนป่าแก่งกระจาน” ดังนั้นการส่งเสริมสนับสนุนการทำไร่หมุนเวียนโดยความร่วมมือของภาครัฐ นักวิชาการ และภาคชุมชน โดยไม่ทำลายป่า จึงเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า รวมถึงยอมรับวิถีชีวิตดำรงชีวิตของคนที่อาศัยอยู่กับป่าอย่างสมดุลทั้งวิถีป่า และวิถีคน.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!