พ.ท.พโยม จุลานนท์ “สหายคำตัน” ตำนานผู้กล้าเลือดเมืองเพชร

พ.ท.พโยม จุลานนท์

“สหายคำตัน”

ตำนานผู้กล้าเลือดเมืองเพชร

          ย้อนไปเมื่อประมาณ ๖๐ ปี ชื่อของ พ.ท.พโยม จุลานนท์ เลือดเนื้อเชื้อไขชาวจังหวัดเพชรบุรี เป็นที่รู้จักในฐานะ ส.ส.เพชรบุรี, เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายทหารที่สลัดเครื่องแบบและยศระดับเสนาธิการก้าวย่างเข้าสู่ถนนการเมือง ก่อนชีวิตพลิกผันเป็น “สหายคำตัน” เสนาธิการใหญ่ของกองทัพปลดแอกประชาชนภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

          “เส้นทางชีวิต” ขอร้อยเรียงเรื่องราวประวัติ พ.ท.พโยม จุลานนท์ หรือ“สหายคำตัน” อดีตนายทหารเสนาธิการแห่งกองทัพไทย, อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)จังหวัดเพชรบุรี และอดีตเสนาธิการกองทัพปลดแอกประชาชนภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ผู้เป็นบิดาของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี, อดีตผู้บัญชาการทหารบก, อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และอดีตนายกรัฐมนตรี

          ผู้เขียนได้คัดย่อข้อมูลมาจากเรื่อง “พันโท พโยม จุลานนท์ ส.ส.เมืองเพชรในอุดมคติ” ในคอลัมน์ “ฟื้นอดีต” บันทึกโดย “นิยม สุขรองแพ่ง” ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เพชรภูมิ ระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ๒๕๓๑ และในหนังสืออนุสรณ์งานศพ “คุณหญิงเก๋ง วิเศษสิงหนาถ”

           พ.ท.พโยม จุลานนท์ เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๔๕๒ ที่บ้านท่าหิน ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี เป็นบุตรของ พระยาวิเศษสิงหนาถ (ยิ่ง จุลานนท์) อดีตผู้ช่วยเกียกกายทหารบก กระทรวงกลาโหม และเป็นนายทหารที่กรมทหาร “กองพันล่าง” (ร.๑๑ พัน.๓ รอ.) จ.เพชรบุรี กับ  คุณหญิงวิเศษสิงหนาท (เก๋ง จุลานนท์) มีพี่น้องร่วมบิดามารดาอีกจำนวน ๒ คน คือ นางพยูร โอฬารสมบัติ (จุลานนท์), นายพยศ  จุลานนท์ และมีพี่น้องต่างมารดาจำนวน ๓ คน คือ  พ.ท.พระอร่ามรณชิต (อ๊อด จุลานนท์) อดีตผู้ร่วมคณะทำงานริเริ่มก่อตั้งกิจการวิทยุกระจายเสียงในประเทศไทยและช่างใหญ่กรมไปรษณีย์โทรเลข, นายพยัพ จุลานนท์ และนายพยงค์ จุลานนท์

          ในวัยเยาว์ ด.ช.พโยมเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดป้อม ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี โดยอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กับมารดาเพียงลำพังสองคน ขณะนั้นบิดาถูกคำสั่งย้ายจาก จ.เพชรบุรี ให้ไปประจำที่เมืองหมากแข้ง จ.อุดรธานี เนื่องจากมีเหตุตำรวจกับทหารปะทะกันในจังหวัด

          “ด.ช.พโยมเป็นเด็กเฉลียวฉลาด มีความกล้า ช่างพูดช่างถาม  เมื่ออายุได้ ๓ ขวบ พอจะรู้ความและเห็นว่าตัวเองมีแต่แม่ ไม่มีพ่ออยู่บ้านเหมือนอย่างเด็กอื่น ๆ จึงเกิดความสงสัยได้ถามแม่ว่าพ่อเป็นใครอยู่ที่ไหน นางเก๋งได้บอกว่าพ่อเป็น “คุณพระ” ไปรับราชการอยู่ต่างจังหวัด (ขณะนั้น พระยาวิเศษสิงหนาถ มียศเป็น พันโทพระนเรนทรรักษา และมีบรรดาศักดิ์เป็น คุณพระ) เมื่อเห็นพระเดินมารับบิณฑบาตที่บ้าน ด.ช.พโยมจึงเดินตามไปจนถึงวัด เข้าใจว่าอยากจะไปอยู่กับพ่อ

          พันโทพระนเรนทรรักษาไปอยู่ที่เมืองหมากแข้งนานหลายปี โดยไม่ได้ส่งข่าวคราวมาหาลูกเมียทางบ้านเลย เมื่อ ด.ช.พโยมโตพอจะฝากให้ญาติดูแลได้ นางเก๋งก็ได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อสืบหาข่าวของผู้เป็นสามี

          ในสมัยนั้นการเดินทางจากต่างจังหวัดมาพักในเมืองหลวงสำหรับผู้หญิงตัวคนเดียวถือเป็นเรื่องลำบาก ต้องหาบ้านคนรู้จักเพื่ออาศัยอยู่ได้อย่างปลอดภัย โดยนางเก๋งได้เข้าพักอาศัยอยู่ที่บ้าน นางกลีบ อดีตภรรยาของ พระยาวิเศษสิงหนาถ บางครั้งก็พักอยู่ที่บ้าน พระยาปริยัติธรรมธาดา(แพ ตาละลักษมณ์) และที่บ้าน เจ้าจอมอาบ บุนนาค ธิดาของ เจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ (เทศ บุนนาค) ซึ่งเป็นชาวเพชรบุรีด้วยกัน

          ต่อมา พันโทพระนเรนทรรักษา ได้เลื่อนยศขึ้นเป็น “พันเอก” มีบรรดาศักดิ์เป็น “พระยาวิเศษสิงหนาถ” และได้ย้ายกลับมาอยู่ในพระนคร นางเก๋งที่ต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์ตามสามีเป็น “คุณหญิงวิเศษสิงหนาถ” ได้เดินทางไปรับ ด.ช.พโยม กลับมาอยู่เป็นครอบครัวที่บางโพธิ์ บริเวณใกล้สะพานพระราม ๖ กรุงเทพฯ

          ตระกูลของ พ.ท.โพยมนั้นเข้มข้นไปด้วยเลือดทหารสืบมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ “พันโทหลวงรัดรณยุทธ”  ครูฝึกทหารวังหน้าของ สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และต่อมาได้รับพระราชทานนามสกุลจากล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๖ ว่า “จุลานนท์” เป็นต้นตระกูลมาจนถึงปัจจุบัน

          พ.ท.โพยมได้สืบสายเลือดเข้าเรียนด้านทหารจนสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔ จากนั้นเข้ารับราชการทหารในยศ “ร้อยตรี” ประจำการที่กรมทหารปืนใหญ่ที่ ๒ จังหวัดราชบุรี

          ขณะมียศ “ร้อยตรี” พ.ท.พโยมได้พบรักกับ นางอัมโภช จุลานนท์ (ท่าราบ) ธิดาของ พันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) อดีตเจ้ากรมยุทธการทหารบก มีบุตรธิดาด้วยกัน ๓ คน คือ นางอัมพร ทีขะระ (จุลานนท์), พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ นางนภาวดี ศิริภักดี (จุลานนท์)

          เมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี ๒๔๗๕ ที่ “คณะราษฎร”  ภายใต้การนำของ นายปรีดี  พนมยงค์ (หลวงประดิษฐ์มนูธรรม), พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา และหลวงพิบูลสงคราม ได้ยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย  พ.ท.พโยมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องมากนัก เป็นเพียงนายทหารในกองกำลังรถถังประจำอยู่ ณ กองบัญชาการฝ่ายทหารของคณะราษฎร ที่วังปารุสกวันเท่านั้น

          จากนั้นอีก ๕ ปีต่อมา พ.ท.พโยมได้เข้าเรียนและจบการศึกษาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ก่อนย้ายไปดำรงตำแหน่งเป็นเสนาธิการกรมทหารราบที่ ๕ กองพลทหารบกที่ ๒ ปราจีนบุรี

          ภารกิจแรกที่เผชิญคือเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ พ.ท.พโยมได้นำกำลังทหารเข้าปะทะสู้รบกับทหารญี่ปุ่นที่ยกพลขึ้นบกที่จังหวัดสงขลา ปัตตานี ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช ชุมพร บางปู และอรัญประเทศ โดยการสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือดรุนแรงจนกระทั่งรัฐบาลไทยได้สั่งให้ทหารหยุดยิง

          ต่อมาในปี ๒๔๘๖ พ.ท.พโยม ถูกส่งไปเป็นเสนาธิการกรมทหารราบที่ ๓ ปฏิบัติการตามชายแดนประทศพม่า-จีน ตามฝั่งแม่น้ำโขง  จากนั้นได้ย้ายไปเป็นเสนาธิการกรมทหารราบที่ ๑๘  จังหวัดสงขลา ได้รับหน้าที่เป็นกองทหารไปรับมอบดินแดนใน ๔ รัฐมลายู เมื่อปี ๒๔๘๗

          ตลอดระยะเวลาที่รับราชการทหาร พ.ท.พโยมได้ออกไปปฏิบัติหน้าที่อยู่นอกเมืองหลวง ได้พบปะคลุกคลีกับชาวบ้านร้านถิ่น ชาวไร่ชาวนา ทำให้รู้ว่าหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มานานกว่า ๑๕ ปี ชีวิตชาวบ้านไม่ได้เปลี่ยนแปลงในทางดีขึ้น ยังยากจน ถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่ทุกด้าน ประกอบกับรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ประกาศยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๖ มกราคม ๒๔๘๙ พ.ท.พโยม มีความคิดอยากจะเป็นปากเสียงแทนประชาชน จึงลาออกจากราชการทหารไปลงสมัคร ส.ส.เพชรบุรี โดยมี พ.อ.พระยาสุรพันธเสนี (อิ้น บุนนาค) เป็นคู่แข่ง

          ในสมัยนั้นเส้นทางคมนาคมของเมืองเพชรบุรีค่อนข้างลำบาก มีถนนสายสั้น ๆ ออกจากตัวเมืองไปเพียง ๒-๓ สาย นอกนั้นต้องเดินเท้าหรือเกวียน พาหนะที่ดีและเดินทางได้เร็วที่สุดคือจักรยาน  พ.ท.พโยมต้องนั่งซ้อนท้ายจักรยานสะพายปืนคาร์บินออกไปปราศรัยหาเสียงในชนบทห่างไกลกับสารถีคู่ใจ จนเป็นภาพที่ติดตาและประทับใจคนเมืองเพชรในครั้งนั้น

          ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พ.อ.พระยาสุรพันธเสนี (อิ้น บุนนาค) ชนะด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น

          ต่อมาในวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๔๘๙ ได้มีการจัดเลือกตั้งซ่อมตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๔๘๙ ใน ๔๗ จังหวัดรวมถึงเพชรบุรีด้วย  พ.ท.พโยมได้ลงสมัคร ส.ส.เพชรบุรี เป็นครั้งที่ ๒ แต่ได้พ่ายแก้ให้แก่ นายเยื่อ พลจันทร์ ผู้เป็นคู่แข่ง พ.ท.พโยมจึงกลับเข้ารับราชการอีกครั้งโดยเป็นอาจารย์สอนที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก

          ระหว่างนั้นรัฐบาลของ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้บริหารประเทศแล้วเกิดปัญหาต่าง ๆ มากมาย ทำให้กลุ่มทหารนอกราชการที่นำโดย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ได้ทำการก่อรัฐประหารในคืนวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ โดยมอบหมายให้ พ.ท.พโยมเป็นโฆษกของคณะรัฐประหาร และเชิญ นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

          รัฐบาลได้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ประกาศใช้ภายหลังการรัฐประหาร และจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้นในวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๔๙๑ พ.ท.พโยมได้ลาออกจากราชการไปลงสมัครเป็นครั้งที่ ๓  ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.เพชรบุรี และได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตามลำดับ

          เมื่อเข้าสภาฯ พ.ท.พโยมพยายามปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน เห็นอะไรไม่ชอบมาพากลก็ค้านตามระบอบประชาธิปไตย และด้วยความที่เอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง จึงส่งผลให้พ.ท.พโยมถูกกดกันอย่างหนักจนต้องลาออกจากตำแหน่งเลขาฯรมว.กระทรวงกลาโหม

          นายควง อภัยวงศ์ ก็เช่นเดียวกัน ภายหลังอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เพียง ๑๔๐ วัน ก็ถูกคณะรัฐประหารบีบบังคับให้ลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๔๙๑ และเชิญ จอมพล ป. พิบูลสงคราม มาดำรงตำแหน่งแทน

          ช่วงรัฐบาลจอมพล ป. มีนายทหารในคณะรัฐประหารเข้าไปมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ มีข่าวในด้านลบต่าง ๆ ก่อเกิดความเสียหายให้แก่ประเทศเป็นอย่างมาก ทำให้คณะ “นายทหารเสนาธิการ” ประกอบด้วย พล.ต.เนตร เขมะโยธิน, พล.ต.สมบูรณ์ ศรานุชิต ฯลฯ รวมถึง พ.ท.พโยม จุลานนท์ ส.ส.เพชรบุรีในขณะนั้น ทนเห็นความเสื่อมโทรมภายในกองทัพต่อไปไม่ได้จึงร่วมกันวางแผนโค่นล้มคณะรัฐประหาร แต่แผนการล่วงรู้ไปถึงคณะรัฐประหารจึงมีการจับกุมนายทหารเสนาธิการที่กำลังประชุมวางแผนกันอยู่ที่ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหมเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๙๑ แต่ พ.ท.พโยมหนีรอดไปได้ ส่วน พล.ต.เนตรและ พล.ต.สมบูรณ์ ถูกจับในเวลาต่อมา

          พ.ท.พโยมผู้ต้องหาในคดีกบฏเสนาธิการหลบหนีการจับกุมมาจนถึงสมัยประชุมแห่งสภาฯ ก็ได้มาประชุมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พล.ต.ต.เผ่า ศรียานนท์ ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ ซึ่งเป็นลูกเขย พล.ท.ผิน ชุณหะวัน หัวหน้าคณะรัฐประหาร ได้อภิปรายโจมตี พ.ท.พโยมจนเกิดการปะทะคารมกันอย่างดุเดือด

          ในเวลาเดียวกัน “กรมตำรวจ”ได้ขออนุมัติหมายจับ พ.ท.พโยมในสมัยประชุม แต่ประธานสภาฯไม่อนุมัติ เมื่อหมดสมัยประชุม พ.ท.พโยมจึงเดินทางออกจากกรุงเทพฯไปลำพูนแล้วเดินทางไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ระยะหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นกรมตำรวจได้ส่งกำลังออกค้นหา รวมถึงประกาศให้รางวัลนำจับเป็นเงินจำนวน ๕,๐๐๐ บาท แต่ไม่สามารถจับได้ เพราะพ.ท.พโยมอาศัยความชำนาญต่อภูมิประเทศหนีรอดเข้าไปที่เมืองหางในรัฐฉานเพื่อขอลี้ภัยการเมือง

          ขณะนั้นเกิดเหตุการณ์กะเหรี่ยงก่อการกบฏรบกับกองทัพของรัฐบาลพม่า พ.ท.พโยมได้ตัดสินใจออกเดินทางไปหาที่พำนักแห่งใหม่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน และได้เข้าศึกษาในสถาบันมาร์คซ-เลนิน ขณะนั้นได้ให้คนเดินทางไปยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ที่กรุงเทพฯด้วย

          ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ก่อการรัฐประหารยึดอำนาจจาก จอมพล ป.พิบูลสงคราม พ.ท.พโยมเห็นว่าบรรยากาศทางการเมืองเริ่มแจ่มใสขึ้น จึงติดต่อขอเดินทางกลับบ้านเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๐๑ โดยได้รับความสนับสนุนจากหลายฝ่ายโดยเฉพาะ พล.ท.ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น แต่เนื่องจากเมื่อปี ๒๔๙๑ รัฐบาลได้เคยออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ต้องคดีการเมืองซึ่งขณะนั้น พ.ท.พโยมยังหลบหนีคดีอยู่และมิได้ออกมามอบตัวตามเงื่อนไข จึงไม่อยู่ในข่ายนิรโทษกรรม แต่ พ.ท.พโยมก็เดินทางมามอบตัว โดย นายยศ จุลานนท์ น้องชาย พ.ท.พโยม เป็นผู้ประกันตัวพี่ชาย หลังได้รับการประกันตัว พ.ท.พโยมได้ใช้ชีวิตอย่างสงบเรียบง่ายด้วยการเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลาดุก และขายถ่านอยู่ที่บ้านบางโพธิ์ ในกรุงเทพฯ

          เมืองไทยในระยะนั้นไม่มีทั้งรัฐธรรมนูญ รัฐสภา และคณะรัฐมนตรี มีเพียงหัวหน้าคณะปฏิวัติคนเดียวทำหน้าที่เป็นทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ คงเหลืออำนาจตุลาการที่ยังคงอยู่ แต่ก็ถูก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หัวหน้าคณะปฏิวัติ ก้าวก่ายอำนาจตุลาการ โดยใช้อำนาจตามมาตรา ๑๗ สั่งประหารชีวิตผู้ต้องหาโดยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม

            ในจำนวนนี้มีผู้ต้องหาที่มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ๔ คนถูกประหารชีวิต และในปี ๒๕๐๖ พ.ท.พโยมจึงตัดสินใจหนีเข้าป่าอีกครั้ง เพื่อเตรียมการสู้รบกับระบอบเผด็จการ

            พ.ท.พโยมปฏิบัติงานมวลชนในเทือกเขาภูพานร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) อยู่ประมาณ ๓ ปี หลังจากนั้นได้ย้ายไปปฏิบัติการอยู่ในเขตกิ่งอำเภอดงหลวง จ.นครพนม จนถึงปี ๒๕๑๑ จึงเดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีนและพำนักอยู่ในปักกิ่ง

            ต่อมาในปี ๒๕๑๘ พ.ท.พโยมได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “เสนาธิการกองทัพปลดแอกประชาชนภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” มีนามเรียกขานว่า “สหายคำตัน” และได้รับมอบหมายให้ตั้งกองบัญชาการอยู่ที่บริเวณชายแดนจีน-ลาว จนกระทั่งปลายปี ๒๕๑๙ ได้ย้ายเข้ามาในเขตทุ่งช้าง จ.น่าน

            ขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ทางภาคเหนือ พ.ท.พโยมประสบอุบัติเหตุตกจากหลังช้าง เข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในปักกิ่งอยู่ประมาณ ๘ เดือน แต่อาการป่วยไม่ดีขึ้นเริ่มทรุดหนักและเสียชีวิตเมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๒๓ สิริอายุได้ ๗๑ ปี

            พ.ท.พโยม จุลานนท์ นายทหาร-นักการเมือง ผู้มีความกล้าหาญ มั่นคงในอุดมการณ์ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในบ้านเมือง เป็นอีกหนึ่งตำนานของนักสู้เลือดเมืองเพชร อัฐิของท่านถูกนำมาบรรจุภายในเจดีย์หน้าพระอุโบสถวัดเพชรพลี ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี.

ทีมข่าวเพชรภูมิ:รายงาน