ฟื้นความหลัง‘หนองจอก’ …บ้านย่านชุมชนเก่า

ฟื้นความหลัง‘หนองจอก’

…บ้านย่านชุมชนเก่า

          เมื่อหลายวันก่อนได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณยายฉอ้อน ปักษานนท์ วัย 92 ปี โดยการประสานของ“ผู้ใหญ่เบียร์” อจลวิชญ์ ศรีทอง ผู้ใหญ่บ้านตลาด หมู่ 6 ต.หนองจอก เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของ อ.หนองจอก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี

            คุณยายฉะอ้อน ท่านย้อนความหลังให้ฟังว่า “หนองจอก” เป็นชุมชนเก่าแก่ ตั้งมาแต่ครั้งใดไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัด นางเหมือน ธานีรัตน์ มารดาของยายเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนหนองจอกเป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีหนองน้ำเก่าแก่ขนาดใหญ่ น้ำใสสะอาด ใช้ได้ทั้งปีไม่มีแห้งขอด อีกทั้งมีดอกจอกใหญ่งามรากยาวเป็นศอก ขึ้นอยู่เต็มหนองน้ำ จึงเป็นที่มาของชื่อบ้านนามเมืองว่า “หนองจอก” จนถึงปัจจุบัน

         ในอดีตชุมชนแห่งนี้มีเพียง “วัดหนองจอก” และบ้านเรือนประชาชนไม่กี่หลัง ตั้งอยู่ฝั่งทิศตะวันตก (บริเวณสถานีรถไฟ การประปาเทศบาลหนองจอก และ สภ.หนองจอก ในปัจจุบัน) ถนนหนทางและยวดยานพาหนะในการสัญจรก็ไม่มี การจะเดินทางไปตลาดเมืองเพชร หรือไปเที่ยวงานเขาวังต้องเดินเท้าเพียงอย่างเดียว

 

         กระทั่งวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2442 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้ กระทรวงโยธาธิการ และ กรมรถไฟ สร้างทางรถไฟจากกรุงเทพฯไปเพชรบุรี เริ่มตั้งแต่ปากคลองบางกอกน้อย ถึง เพชรบุรี

         การก่อสร้างได้สิ้นสุดในปี พ.ศ.2445 รวมระยะทาง 150 กิโลเมตร สิ้นงบประมาณในการก่อสร้างประมาณ 7,880,000 บาท และเปิดเดินรถสายนี้ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ.2446

         “ช่วงปี พ.ศ.2454 แม่ของยายทราบว่าล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ขยายสร้างทางรถไฟลงสายใต้ ซึ่งจะมีการตัดถนนเข้าเขตพื้นที่หนองจอก ด้วยความที่อยากเห็นรถไฟวิ่งผ่านมา แม่กับยายไข่จึงได้เซ็นยกที่ดินถวายให้แก่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 เพื่อสร้างสถานีรถไฟ ทำให้วัดหนองจอก และชาวบ้านต้องรื้อถอนย้ายบ้านเรือนไปปลูกในที่ตั้งปัจจุบันนี้ โดยมีแม่ของยายได้มาปลูกสร้างบ้านเป็นหลังแรก ๆ

         ต่อมาพวก “เจ๊กหลังถนน” หรือคนเจ๊กที่มารับจ้างทำงานขุดดินทำทางรถไฟในขณะนั้นได้มาพบรักกับสาวหนองจอกและอยู่กินกันฉันสามีภรรยาหลายคู่ ก็ได้มาปลูกบ้านสร้างเรือนจนเป็นชุมชนใหญ่

         เมื่อวัดหนองจอก และชาวบ้านย้ายออกมา ทำให้ที่ดินแถบนั้นว่างลง ขณะนั้นที่บ้านนายาง (ต.นายาง อ.ชะอำ) ซึ่งเป็นที่ตั้งของอำเภอนายาง มีสภาพพื้นที่แห้งแล้งและกันดารน้ำเป็นอย่างมาก

         ทางการจึงได้ย้ายที่ว่าการอำเภอนายาง มาตั้ง ณ ที่แห่งใหม่ในบริเวณดังกล่าว เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2457 แล้วเรียกชื่อว่า “อำเภอหนองจอก จังหวัดเพ็ชร์บุรี” โดยมี “หลวงศรี” (ไม่ทราบนามสกุล) เป็นนายอำเภอ มีพื้นที่การปกครองกว้างขวางครอบคลุมไปถึง ตำบลหัวหิน, ตำบลห้วยทรายใต้, ตำบลห้วยทรายเหนือ, ตำบลบ่อแขม, ตำบลทุ่งหลวง, ตำบลดอนมะกอก, ตำบลช้างแทงกระจาด, ตำบลบ้านซ่อง, ตำบลไร่ถิ่นน้อย, ตำบลชะอำ, ตำบลนายาง, ตำบลบางเกตุ, ตำบลหาดเจ้าสำราญ, ตำบลดอนยาง และอีกหลายตำบล

 

            หลังจากตั้งอำเภอหนองจอกได้ไม่นาน หลวงศรีก็ได้มาทาบทามให้ ยายคล้าย สรรค์พานิช ซึ่งมีฐานะร่ำรวยในขณะนั้น ให้บริจาคที่ดินและเงิน เพื่อสร้างโรงเรียนอยู่หลายครั้ง จนยายคล้ายใจอ่อนยอมสร้างโรงเรียนให้  ได้นำชื่อนายอำเภอผสมผสานกับนามสกุลของยายคล้ายมาตั้งเป็นชื่อโรงเรียนว่า “ศรีสรรค์พานิช” ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนวัดหนองจอก (ศรีสรรค์พานิช) และโรงเรียนหนองจอกวิทยา จนถึงปัจจุบัน

            สมัยนั้นชุมชนหนองจอกค่อนข้างจะคึกคัก เนื่องจากมีรถไฟที่จะลงใต้ไปชุมพร และขึ้นกรุงเทพฯ ทุกขบวนจะมาจอดแวะเติมฟืน เติมน้ำ และเทียบตู้ขึ้น-ลงสินค้าที่สถานีรถไฟหนองจอก อีกทั้งมีการเปิดบ้านร้านรวงจำหน่ายสินค้า ทั้งขายเสื้อผ้า ขายทอง ขายน้ำตาล ขายอาหารทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้ชุมชนแห่งนี้เต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ขาย รวมทั้งผู้คนที่โดยสารมาทางรถไฟ และผู้มาติดต่อราชการที่อำเภอคึกคักทั้งวัน

            “ตอนยายอายุ 14 ปี ช่วงก่อนมหาสงครามเอเชียบูรพา เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญที่บ้านหนองจอก มีทหารญี่ปุ่นที่ตั้งค่ายอยู่บ้านสระพระ (ปัจจุบันเป็นสถานที่ตั้งของตลาดกลางการเกษตรหนองบ้วย อ.ท่ายาง) ได้ขับเครื่องบินบี 29 บินโฉบไปโฉบมา ตัวยายและชาวบ้านต้องวิ่งหลบภัยกันอยู่บ่อย ๆ  มีอยู่ครั้งหนึ่งทหารญี่ปุ่นจำนวนหลายนายได้เข้ามาค้นหาฝรั่งเชลยศึกในตลาดหนองจอก เพราะคิดว่าชาวบ้านได้พาหลบหนีออกมา เมื่อไม่พบฝรั่งเชลยศึก ทหารญี่ปุ่นก็ได้จับนายหนุ่ย ไม้แก้ว หลวงพ่อทองดี เจ้าอาวาสวัดหนองจอก นายหลี เพชรงาม และชาวบ้านอีกหลายคนไปกักขังในค่ายที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อทารุณให้รับสารภาพ โดยนายหนุ่ยได้ถูกทรมานด้วยการทุบตี กรอกน้ำสบู่ และกรอกน้ำยาสูบ”

         ที่ว่าการอำเภอหนองจอกเปิดทำการนานกว่า 20 ปี มีนายอำเภอสืบต่อจากหลวงศรีมาแล้วหลายคน จนกระทั่งในยุคขุนพิทักษ์(ไม่ทราบชื่อและนามสกุล) มาเป็นนายอำเภอได้ไม่นาน ก็คิดจะย้ายอำเภอหนองจอกไปตั้งที่ข้างทางรถไฟตำบลหนองศาลา เนื่องจากไม่พอใจชาวบ้าน หาว่าเป็นคนขี้เหนียวไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับอำเภอ แต่ตำบลหนองศาลาช่วงนั้นค่อนข้างจะขาดแคลนน้ำ ขุนพิทักษ์จึงไม่ได้ย้ายอำเภอไปแต่อย่างใด

 

         ต่อมาในสมัยนายประชุม (ไม่ทราบนามสกุล) ย้ายมาเป็นนายอำเภอหนองจอก ได้จับจองที่ดินบริเวณหมู่ 5 ฝั่งห้วย ประมาณ 100 ไร่ และทราบว่านายประชุมไปชอบพอกับหลานสาวนายเป๋า เศรษฐีแถบชายทะเลชะอำ จากนั้นไม่นานนายประชุมได้ทำเรื่องขอย้ายที่ว่าการอำเภอหนองจอกไปอยู่ที่ชะอำ อ้างว่าหนอกจอกไม่เหมาะสมแก่สภาพท้องที่ในการปกครอง และไม่สะดวกแก่ประชาชน

         เมื่อแม่ของยายและชาวบ้านหนองจอกรู้เรื่องก็ไม่พอใจเป็นอย่างมาก เดินทางไปหาพระบำรุงบุรีราช (วิง หรือ บำรุง สิทธิเทศานนท์) ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีในสมัยนั้น ขอให้ช่วยยับยั้งการย้ายอำเภอ แต่ก็ถูกปฏิเสธ แม่กับชาวบ้านจึงเดินทางไปที่กระทรวงมหาดไทย เข้าพบ พลเอก หลวงเชวงศักดิ์สงคราม รมว.กระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้ช่วยเหลือเรื่องดังกล่าว แต่เรื่องก็เงียบหายไป

         กระทั่งหลังมหาสงครามเอเชียบูรพา ในสมัย นาวาเอก หลวงศุภชลาศัย ร.น.(บุง ศุภชลาศัย) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งให้ย้ายที่ว่าการอำเภอหนองจอก ไปตั้ง ณ ที่ทำการชั่วคราวใหม่ ที่บ้านชะอำ ตำบลชะอำ และเปิดทำการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2487 ต่อมามีพระราชกฤษฎีกาให้เปลี่ยนชื่อ “อำเภอหนองจอก” เป็น “อำเภอชะอำ” เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2487  

         ต่อมาในสมัย พล.อ.ประภาส จารุเสถียร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีคำสั่งให้ยกฐานะตำบลหนองจอก เป็นเขตสุขาภิบาลเมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2506 และยกฐานะเป็น “เทศบาลตำบลหนองจอก” เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2542

 

          ภาพชุมชนหนองจอกที่เคยรุ่งเรืองเมื่อครั้งอดีต ปัจจุบันได้ลบเลือนหายไปตามกาลเวลา เหลือเพียงหลักฐานบ้านเก่าอันทรงคุณค่าที่ชาวบ้านยังคงรักษาความเป็นย่านชุมชนเก่าไว้เป็นอย่างดี

         ถ้าขาดการเอาใจใส่หรือขาดการดูแลจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนและคนในชุมชนหนองจอก ก็อาจจะทำให้ชุมชนประวัติศาสตร์เก่าแก่แห่งนี้ต้องสูญหายไปจนเหลือเพียงตำนานไว้เล่าขานเท่านั้น…

ทีมข่าวเพชรภูมิ:รายงาน