ภิมุข อังกินันทน์ (มะขามเฒ่า) อดีต ส.ส.เพชรบุรี หลายสมัย

ภิมุข อังกินันทน์ (มะขามเฒ่า)

อดีต ส.ส.เพชรบุรี หลายสมัย

          ย้อนหลังไปเมื่อประมาณ ๕๐ กว่าปีที่ผ่านมา ชื่อ ภิมุข อังกินันทน์” นับว่าโดดเด่นเป็นที่รู้จักของคนทุกระดับชั้นใน จ.เพชรบุรี มีผู้ตั้งฉายา ภิมุข” ว่า มะขามเฒ่า” เนื่องจากเป็นชายหน้าตาดี รูปร่างสัดทัด มีกล้ามข้อเป็นมัด นิสัยรักพวกพ้อง มีอัธยาศัยไมตรี เป็นที่ยำเกรงของนักเลงหัวไม้ในสมัยนั้น เคยได้รับเลือกเป็น ส.ส.เพชรบุรี หลายสมัย  เป็นพี่ใหญ่คนหนึ่งของตระกูล อังกินันทน์”

           เส้นทางชีวิต” ฉบับนี้จะขอร้อยเรียงเรื่องราวประวัติของ นายภิมุข  อังกินันทน์ จากคำบอกเล่าของ ผู้ใหญ่เต๊าะ” นายภาณุมาศ (ภาณุเดช) อังกินันทน์ วัย ๕๕ ปี อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ ๕ ต.บ้านหม้อ อ.เมือง จ.เพชรบุรี ผู้เป็นบุตรชายคนโตของนายภิมุข

          “ผู้ใหญ่เต๊าะ” เล่าย้อนอดีตจากความทรงจำให้ทีมข่าว เพชรภูมิ” ทราบว่า นายภิมุข อังกินันทน์ เกิดเมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๔๖๘ ที่ ต.มะขามเตี้ย  อ.บ้านดอน จ.สุราษฎร์ธานี เป็นบุตร นายทองพูน อังกินันทน์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี คนที่ ๓ และเป็นอดีตทนายความ กับ นางประมูล อังกินันทน์ อดีตครูโรงเรียนอรุณสตรีจังหวัดเพชรบุรี (โรงเรียนอรุณประดิษฐ) มีพี่น้องร่วมบิดา-มารดาเดียวกัน ๕ คน คือนางพามาศ-นายพิมล-นายพิมาย-นายพิมาน และ นายภมร อังกินันทน์ นอกจากนี้ยังมีน้องต่างมารดาอีก ๒ คน คือ นายพลกูล-นางพวงแก้ว อังกินันทน์

          ในวัยเยาว์ ด.ช.ภิมุข อาศัยอยู่ร่วมกับครอบครัว อังกินันทน์” ในบ้านหลังใหญ่ ที่ตรอกต้นจันทน์ ถ.พานิชเจริญ ใกล้แม่น้ำเพชรบุรี ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี ที่มี ขุนอังกินันทนพงศ์ (พุ่ม) ทนายความที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเพชรบุรีในสมัยนั้น ซึ่ง ขุนอังกินันทนพงศ์ เป็นบิดา นายทองพูน อังกินันทน์ และนายผาด อังกินันทน์

          การอยู่ในครอบครัวคหบดีใหญ่ของเมืองเพชร ทำให้ ด.ช.ภิมุข มีชีวิตค่อนข้างสบาย เรียนจบระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนประจำจังหวัดเพชรบุรี (คงคาราม) ปัจจุบันคือโรงเรียนพรหมานุสรณ์ จบระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนอำนวยศิลป์ และเข้าศึกษาต่อระดับอาชีวศึกษาจากโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ

          เมื่อนายภิมุขสำเร็จการศึกษา ได้เข้ารับราชการเป็นนายสถานีรถไฟในกรมการรถไฟแห่งประเทศไทย (ในยุคนั้นยังถือเป็นส่วนราชการ มิได้แยกเป็นรัฐวิสาหกิจเหมือนในปัจจุบัน) เป็นนายสถานีรถไฟอยู่หลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่ ต.ห้วยทับทัน อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ นายภิมุขได้พบรักกับ นางนันทวัน แซ่เจ็ง (อังกินันทน์) บุตรสาวคนสวยของเจ้าของโรงสี เจ็งย่งฮะฮวด”  ขณะนางนันทวันนำข้าวจากโรงสีมาส่งขึ้นรถไฟเป็นประจำ ก่อนที่ทั้งคู่จะคบหาดูใจและตกลงใช้ชีวิตร่วมกันที่บ้านตรอกต้นจันทน์ในเวลาต่อมา

          ขณะนางนันทวันตั้งครรภ์บุตรคนแรก และนายภิมุขต้องเดินทางไปทำงานตามสถานที่ต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ นางพามาศ เพ็ญพิมล (อังกินันทน์) พี่สาวคนโตของนายภิมุขที่ย้ายตามนายเธียร เพ็ญพิมล ผู้เป็นสามีซึ่งไปเป็นอัยการประจำจังหวัดกาญจนบุรี จึงเกิดความเป็นห่วงเห็นว่านางนันทวันอายุน้อย วัยยังไม่ถึง ๒๐ ปี และสามีก็ไม่ค่อยได้อยู่ดูแล ได้นำนางนันทวันไปอยู่อาศัยด้วย จนกระทั่งนางนันทวันคลอดบุตรชายคนแรกคือ นายภาณุมาศ (ภาณุเดช) อังกินันทน์ หรือ ผู้ใหญ่เต๊าะ” นั่นเอง

          หลังจากภรรยาสาวคลอดบุตรชายได้ไม่นาน นายภิมุขก็ได้ลาออกจากกรมรถไฟแห่งประเทศไทย และพาครอบครัวกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่ จ.เพชรบุรี มีบุตรชาย-หญิงเพิ่มอีก ๒ คน คือนายภควันต์(แต๊ะ) อังกินันทน์ (ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเมื่อวัย ๒๖ ปี) และ ผศ.ดร.ภาวนา(เตย) อังกินันทน์ ปัจจุบันเป็นอาจารย์สาขาวิชาบริหารธุรกิจ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี

          ขณะอยู่เพชรบุรี นายภิมุขทำงานเป็นผู้จัดการบริษัท อาคเนย์ประกันชีวิต จำกัด และประกอบอาชีพรับเหมาขนแร่ในเหมืองแร่แห่งหนึ่ง ที่ อ.บ้านลาด อยู่ได้ระยะหนึ่ง ก็ย้ายออกจากบ้านต้นจันทน์พาครอบครัวไปเช่าบ้านอยู่อาศัยที่บริเวณซอยเสลาธง ต.คลองกระแชง อ.เมืองเพชรบุรี ได้ประมาณ ๑ ปี ก่อนจะไปซื้อบ้านเป็นของตัวเองอยู่ในตรอกวัดยาง อ.เมืองเพชรบุรี และมีบุตรชายอีก ๑ คนคือ นายอภินันทน์(ต๊อบ) อังกินันทน์ ปัจจุบันเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด(ส.อบจ.)เพชรบุรี

          กระทั่งในปี ๒๕๑๐ นายภิมุขเริ่มเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่น ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเพชรบุรี ที่มีนายผาด อังกินันทน์ เป็นนายกเทศมนตรีและเป็นหัวหน้ากลุ่ม และในปีเดียวกันได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเพชรบุรี จากกระทรวงมหาดไทย

           ต่อมาในปี ๒๕๑๖-๒๕๑๗ นายภิมุขได้รับการแต่งตั้งเป็นเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี แทน นายเฉลิม  ใหญ่กว่าวงษ์ บุตรชาย เถ้าแก่เทียนไล้ ใหญ่กว่าวงษ์ ผู้กว้างขวางแห่งอำเภอบ้านแหลม ที่ลาออกไปเพื่อเตรียมตัวลงสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี เมื่อปี ๒๕๑๘

          ผู้ใหญ่เต๊าะ เล่าว่า ตอนหนุ่ม ๆ คุณพ่อจะเป็นคนค่อนข้างพิถีพิถันเรื่องการแต่งตัวโดยเฉพาะทรงผมจะตัดสั้นมาก ซึ่งมีร้านประจำชื่อ ‘ดำรงเกศา’ ตั้งอยู่เชิงสะพานจอมเกล้าฝั่งตะวันออก พ่อจะใช้บริการร้านนี้เป็นประจำ ซึ่งทุกครั้งที่ตัดผมเสร็จ เมื่อกลับมาถึงบ้านพ่อยังต้องเอากรรไกรกับกระจกมาส่อง นั่งเล็มเส้นผมที่ละเส้นจนเสมอกันหมด อีกทั้งพ่อยังถือเป็นผู้นำแฟชั่นเรื่องการแต่งตัวที่ทันสมัยในยุคนั้น ๆ นิยมใส่กางเกงขาเดฟ เสื้อตัวเล็กรัดติ้วพอดีตัว เวลากลับจากกรุงเทพฯ จะมีวัยรุ่นเพชรบุรีสมัยนั้นมาดูว่าพ่อแต่งตัวอย่างไร เพื่อจะนำไปแต่งตามกันบ้าง  แต่แฟชั่นช่วงสุดท้ายในชีวิตพ่อจะนุ่งกางเกงยีน คาดผ้าขาวม้า เหน็บบรั่นดีใส่ขวดโลหะแบนเหน็บไว้ที่กระเป๋ากางเกง สวมเสื้อแขนสั้นพับแขนเพื่อโชว์ลายสักมักกร จนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของพ่อ”

          กิจวัตรประจำวันของนายภิมุข จะตื่นแต่เช้า ออกกำลังกาย และสวดมนต์ในห้องพระทุกครั้งก่อนจะออกไปทำงานหรือไปทำธุระ  ซึ่งส่วนใหญ่ชอบไปเล่นสนุกเกอร์ที่ โต๊ะตาเรียน”คิวรถท่ายาง หัวมุมสี่แยกหน้าวัดพระทรง เสร็จแล้วจะไปนั่งที่ กระต๊อบ” หลังวิกเฉลิมเพชรที่นายภิมุขปลูกสร้างไว้เพื่อให้เป็นที่พบปะสังสรรค์ของพรรคพวก เพื่อนฝูง รวมถึงกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน นักเลงหัวไม้ และบุคคลหลากหลายอาชีพ ซึ่งสมัยนั้นกระต๊อบหลังวิกเฉลิมเพชรถือว่าเป็นสภากาแฟใหญ่แห่งหนึ่งของ จ.เพชรบุรี 

          ผู้ใหญ่เต๊าะเล่าว่า พ่อมีนิสัยชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะหนังบู๊ วันไหนที่วิกเฉลิมเพชรมีหนังบู๊มาฉาย พ่อจะเข้าไปดูและนอนหลับคาโรงหนัง เมื่อตื่นขึ้นมามักจะซื้อราดหน้าร้าน “เจ๊กเก๊า” ที่ห่อด้วยใบตองและกระดาษสีน้ำตาล ผูกเชือกกล้วย หรือไม่ก็ไอสกรีมใส่กระป๋องนมที่ร้าน “เด่นไทย” หน้าวิกเฉลิมเพชรไปฝากลูก ๆ เป็นประจำ”

          วันไหนที่นายภิมุขไม่ได้ออกไปข้างนอก ก็จะแต่งกายแบบลูกทุ่งใส่กางเกงขาสั้น คาดผ้าขาวม้าอยู่บ้าน อ่านหนังสือนิยายกำลังภายในที่แปลโดย น.นพรัตน์ หรือ ว. ณ เมืองลุง นิยายของ เลียว ศรีเสวก (อรวรรณ),  นิยายท่องไพรของ พนมเทียน” , นิยายแนวลูกทุ่งของ ไม้ เมืองเดิม” ฯลฯ และถือกรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้ในบ้านและนอกรั้วบ้านอย่างเพลิดเพลินอารมณ์

          “มีอยู่ครั้งหนึ่งพ่อปีนขึ้นไปบนหลังคาครัว เพื่อต้องการเก็บผลมะม่วง แต่โชคไม่ดี ก้าวพลาดเท้าเหยียบกระเบื้องแตก ร่างตกลงมากระแทกพื้นจนกระดูกส้นเท้าแตก ทำให้พ่อต้องเดินขากะเผลกนับแต่นั้นมา”

          นายภิมุขเป็นคนใจกว้าง โอบอ้อมอารี อ่อนน้อมถ่อมตน ตรงไปตรงมา มีรอยยิ้มบริสุทธิ์เป็นมิตรอยู่เสมอ ทำให้ที่บ้านตรอกวัดยาง จะมีญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง และบุคคลทั่วไป ไปมาหาสู่ไม่ขาดสาย  ใครเดือดร้อนเข้ามาขอความช่วยเหลือ หากช่วยได้ก็จะช่วยด้วยความเต็มใจ หากช่วยไม่ได้ก็จะบอกตามตรง ไม่ให้ความหวังกับใครอย่างลม ๆ แล้ง ๆ เด็ดขาด

           แม้แต่ตำแหน่ง พยาบาลผดุงครรภ์” ที่น้องสาวของนางนันทวันผู้เป็นภรรยา กำลังจะได้รับการบรรจุเข้าทำงานที่สาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี มีคนรู้จักมาขอให้ช่วยเหลือลูกสาวเข้าทำงานในตำแหน่งดังกล่าว นายภิมุขก็ยังขอให้น้องสาวของนางนันทวันเสียสละให้อีกด้วย นอกจากนี้ของกินของใช้  ทั้งนาฬิกา สร้อยคอ พระเครื่องที่สวมใส่อยู่ หากมีใครขอ นายภิมุขก็จะถอดให้อย่างมีน้ำใจ โดยไม่คิดเสียดาย ถือว่าช่วยเหลือกันในยามทุกข์

          กระทั่งต่อมานายภิมุขได้รับการชักชวนจาก นายปิยะ(แป๋ง) อังกินันทน์ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกันให้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี สังกัดพรรคชาติไทย ที่มี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นหัวหน้าพรรค

คู่แข่งของนายภิมุขในสนามเลือกตั้ง ส.ส.เพชรบุรี ขณะนั้นคือ นายพานิช สัมภวคุปต์ สังกัดพรรคธรรมสังคม

          การหาเสียงแต่ละครั้งนายภิมุขจะไปกับ นายชำเรือง กฤษณะเศรณี คนขับรถประจำตัว เพียง ๒ คน โดยไม่มีลูกน้องคอยล้อมหน้าล้อมหลังเหมือนนักการเมืองคนอื่น ๆ

          เคยมีตำรวจมาขอติดตาม แต่นายภิมุขปฏิเสธ บอกเอาชื่อมาได้แต่ตัวไม่ต้องมา เพราะไม่ใช่คนใหญ่คนโตที่ไหน

          ด้วยความที่นายภิมุขเป็นผู้ที่มีแต่ให้ ชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เรื่อยมา ประกอบกับชื่อเสียงบารมีส่วนหนึ่งของนายทองพูน ผู้เป็นบิดาที่สร้างสมไว้ ทำให้นายภิมุขเป็นที่รู้จักดีในจังหวัดเพชรบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง การลงสมัครเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๑๙ นายภิมุขได้เป็น ส.ส.เพชรบุรี ครั้งแรกสมความตั้งใจ

          มีเพียงครั้งเดียวในปี ๒๕๒๒ ที่นายภิมุขสอบตกไม่ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.เพชรบุรี เนื่องจากป่วยเป็นโรคเส้นโลหิตในสมองตีบ ทำให้ไม่ได้ออกไปหาเสียง แต่หลังจากนั้นมาการเลือกตั้ง ส.ส.เพชรบุรี เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๒๖ วันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๒๙ และวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๓๑ นายภิมุขได้รับเลือกตั้งแบบยกทีมพร้อมด้วยนายปิยะ อังกินันทน์ และนายยุทธ อังกินันทน์ มาโดยตลอด แม้จะมีบางช่วงที่จะไม่ได้อยู่พรรคเดียวกันก็ตาม มีผู้ตั้งฉายา ภิมุข-ปิยะ-ยุทธ อังกินันทน์ ในขณะนั้นว่า กลุ่มสามอัง”

          นอกจากนี้นายภิมุขยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และเป็นคณะกรรมาธิการกระทรวงคมนาคม ฯลฯ

          ด้วยบารมีและหน้าที่ในบทบาท ส.ส.เพชรบุรีหลายสมัย ทำให้นายภิมุขได้รับเชิญเป็นกรรมการมูลนิธิไทย-ญี่ปุ่น และเป็น ที่ปรึกษาบริษัท ชลประทานซีเมนต์ จำกัด(มหาชน) สาขา อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ที่มี พล.ท.ปุ่น วงศ์วิเศษ เป็นประธานคณะกรรมการบริหาร

          มีอยู่ครั้งหนึ่งโรงปูนเกิดปัญหาเรื่องการระเบิดหิน การฟ้องร้องแย่งชิงพื้นที่กับชาวบ้าน ชาวประมงที่อาศัยพื้นที่เขื่อนหินของโรงปูนเป็นที่ทำกิน โดยนายภิมุขได้เข้าไปแก้ไขปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว จนทำให้ประชาชนทุกฝ่ายทุกกลุ่มได้ทำกินร่วมกันด้วยความสงบสุข รวมทั้งโรงปูนได้หยุดการระเบิดหินส่วนของเขาเจ้าลาย(เขาใหญ่) และโรงปูนซิเมนต์กับชาวบ้านก็อยู่ร่วมสังคมด้วยความสงบสุขมาจนถึงทุกวันนี้

          หลังจากนายภิมุขวางมือทางการเมือง ก็ยังอุทิศแรงกายเพื่อสังคม ได้รับเลือกเป็น “นายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรหมานุสรณ์” ตลอดระยะเวลาได้ทุ่มเทเสียสละทำงาน  ผลักดันสิ่งที่โรงเรียนยังขาดอยู่ เช่นร่วมหาเงินสร้างโรงอาหารถาวร งบประมาณ ๒ ล้านบาท ซื้อที่ดินเพิ่มเติมให้แก่โรงเรียนพรหมานุสรณ์ฯจำนวน ๓ ไร่ สร้างอาคารเรียนตึก ๔ ชั้น ใต้ถุนโล่ง ๑๘ ห้องเรียน งบประมาณ ๑.๖ ล้านบาท สร้างอาคาร ๘๐ ปี งบประมาณ ๙ ล้านบาท ตลอดจนจัดหาสื่ออุปกรณ์การเรียนการสอนจนสมบูรณ์

          นอกจากนี้นายภิมุขได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา บูรณปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปองค์ใหญ่ในบริเวณพระวิหารคตพระปรางค์วัดมหาธาตุวรวิหาร จ.เพชรบุรี และให้การช่วยเหลือกิจการองค์กรต่าง ๆ หลายองค์กร

          นายภิมุขได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ “ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก(ท.ช.)” และ “ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย(ท.ม.)” เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล

            นายภิมุข ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๔ สิริอายุ ๘๖ ปี ด้วยโรคหัวใจหลอดเลือดตีบ ท่ามกลางความอาลัยรักของญาติพี่น้องและประชาชนชาวจังหวัดเพชรบุรี.

 

ทีมข่าวเพชรภูมิ:รายงาน