มหากาพย์แห่งบางกลอย ยุทธการพิทักษ์ป่าต้นน้ำเพชร

นีโน่

                ปฐมบทเริ่มต้นมหากาพย์แห่งบางกลอย ได้แยกบริบทออกจากชุมชนบ้านโป่งลึก ชุมชนปกาเกอะญอ บ้านโป่งลึก-บางกลอย มีพื้นฐานของการพึ่งพาตนเอง ไม่ว่าจะเป็น ปลูกบ้านเอง ทอผ้าใช้เอง ทำเครื่องจักสานใช้เอง นอกจากนั้นอาหารพื้นถิ่นก็มีเอกลักษณ์น่าสนใจ รวมทั้งยังมีวิถีชีวิตที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน คงความเป็นปกากะญอได้ชัดเจน ที่ผ่านมา ถ้ามีโอกาสไปสัมผัสกับชีวิตชนเผ่าปกาเกอะญอที่อื่น รู้สึกได้เลยว่าเป็นกลุ่มที่ถูกวัฒนธรรมสมัยใหม่กลืนไปหมดแล้ว แต่ชุมชนบ้านโป่งลึกยังรักษาเอกลักษณ์พื้นถิ่น ขณะที่ชุมชนบ้านบางกลอยได้เปลี่ยนเป็นนักต่อสู้ นักเคลื่อนไหว นักเรียกร้องสิทธิ นักสิทธิมนุษยชน นักการเมืองแห่งแก่งกระจาน กลายเป็นชุมชนที่ต่อสู้เพื่อเรียกร้องโดยการหนุนหลังของกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวไล่รัฐบาล ชุมชนปกาเกอะญอที่อุดมปัญญาแห่งบ้านโป่งลึก ไม่ถูกครอบงำและไม่เข้าร่วมในการเรียกร้องนี้ ไม่มีใครติดแฮชแท็กรักษาชุมชนบ้านโป่งลึก จึงมีเพียงการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่เรียกตนเองตามคนหนุนหลัง เรียกขานเป็นชาวบ้านแห่งบางกลอย ที่ทำให้ชุมชนแห่งปัญญาท้องถิ่นกลายเป็นชุมชนแห่งปัญหาท้องถิ่น

                การต่อสู้ของชาวบ้านบางกลอยจึงเริ่มขึ้นโดยการเอาเหตุผลการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกของแก่งกระจานมาเป็นเงื่อนไข เอาความเป็นมรดกโลกมาเป็นตัวประกัน เอาคนภายนอกพื้นที่มาตัดสินแทนคนในพื้นที่ เอานักการเมืองที่อยู่ฝั่งตรงข้ามรัฐบาลมาหาประโยชน์ เอาข้ออ้างวิถีดั้งเดิมทำไร่หมุนเวียนแผ้วถางป่าจนแหว่งเว้า เอาความเป็นชนเผ่ากลุ่มน้อยมาขอความเห็นใจในมนุษยธรรม เอาจุดอ่อนของภาครัฐที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์และกฎระเบียบที่มีช่องว่างให้ต่อสู้ สร้างเงื่อนไขโดยมีชาวบ้านส่วนหนึ่งลักลอบกลับขึ้นไปแผ้วถางพื้นที่ป่าเพื่อทำ “ไร่หมุนเวียน” กลางป่า ที่มีความลาดเอียงน้อยหุบเขาล้อมรอบ ในบริเวณ “บางกลอยกลาง” และ “บางกลอยบน” ที่อยู่ห่างจากบ้านโป่งลึก-บางกลอย (ล่าง) ไปประมาณ ๑๙ กิโลเมตร โดยชาวบ้านได้ให้เหตุผลว่านี่คือ “วิถีดั้งเดิม” ที่ทำสืบต่อกันมาช้านานแล้ว เอาความต้องการของกลุ่มตนคือต้องการ ๓๖ ครอบครัว จะใช้พื้นที่สำหรับการทำไร่หมุนเวียนบนป่าแก่งกระจาน เนื้อที่มากกว่า ๕,๔๐๐ ไร่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ยอมรับว่าไม่สามารถที่จะทำได้ เพราะถ้าทำได้ ชาวบ้านคนอื่นก็จะเรียกร้องขอขึ้นมาทำกินแบบเดียวกัน

                ยุทธการพิทักษ์ป่าต้นน้ำเพชร ที่เน้นการเจรจาเป็นหลัก ยุทธการพิทักษ์ป่าที่ต้องจบในรุ่นเรา ยุทธการพิทักษ์ป่าที่ใช้เหตุและผลในการเจรจายุทธการพิทักษ์ป่าที่เชื่อในหลักมนุษยธรรม ยุทธการพิทักษ์ป่าที่จะยุติด้วยเงื่อนไขสุดท้ายตามกฎหมาย ยุทธการพิทักษ์ป่าที่จะเป็นมหากาพย์ของการอนุรักษ์และรักษาป่าไม้ที่เป็นต้นแบบของประเทศนี้ ป่าทั่วประเทศไทยจับตามมาที่การบริหารจัดการป่าต้นน้ำแห่งเมืองเพชร ป่าทั่วประเทศไทยจะยืนยันตามหลักของการรักษาป่าให้อยู่คู่กับชุมชนหรือจะปล่อยให้กลุ่มคนเข้ามาจับจองเรียกร้องที่ทำกิน ถ้ากลุ่มคนไทยที่ได้รับบัตรประชาชนและสวัสดิการบนประเทศไทยกลุ่มหนึ่งสามารถที่จะเข้าใช้พื้นที่ทำมาหากินได้โดยอิสระ กฎหมายที่จะหมดสภาพในการบังคับใช้ การตัดสินของศาลที่ให้ไว้เป็นบรรทัดฐาน ก็จะหมดความหมาย บ้านเมืองก็จะไร้ขื่อแป ป่าไม้ทั่วประเทศก็จะถูกบุกรุกยึดครอง และเข้าทำไร่หมุนเวียนได้เช่นเดียวกับพื้นแห่งป่าแก่งกระจานเมืองเพชร

                ยุทธการนี้รู้ผลภายหน้าถ้าเจรจาไม่สำเร็จ คนเมืองเพชรรู้ว่ายุทธการนี้จะจบลงเหมือนกับคณะราษฎรชูสามนิ้วที่จะเปลี่ยนประเทศนี้ เพราะกลุ่มคนที่เป็นนักการเมืองหนุนหลังคนบ้านบางกลอย เป็นคนกลุ่มเดียวกับที่หนุนหลังคณะราษฎรโดยส่งเสริมให้คนอื่นออกหน้าติดคุก ส่วนคนหนุนหลังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากเงินสนับสนุนและความนิยมชมชอบของคนที่ไม่รักรัฐบาล ชุมชนคนบ้านบางกลอยยังห่างไกลจากความเข้าใจและความลึกซึ้งในการยืมมือฆ่าคนของกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลัง คนบ้านบางกลอยได้รับการยุยงให้ต่อสู้ขัดขืนอำนาจรัฐและฝ่าฝืนกฎหมายของบ้านเมืองเพราะเชื่อคนยุยงว่าจะสำเร็จ คนบ้านบางกลอยอาจเห็นแกนนำคนสามนิ้วทยอยกับเข้าคุกและยากจะออกมาอีกหลายปี โดยไม่รู้ว่าคนกลุ่มนั้นก็ได้รับการยุยงจากคนเบื้องหลังของคนบ้านบางกลอยเช่นกัน ยุทธการพิทักษ์ป่าต้นน้ำเพชรเป็นการรักษาป่าโดยอำนาจรัฐ คนเมืองเพชรจะได้เห็นยุทธการนี้จบลงที่คุก เพียงแต่จะใช้เวลานานเท่าไหร่บอกไม่ได้เพราะเรื่องนี้คือมหากาพย์แห่งบางกลอย

ที่นี่เมืองเพชร      

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!