มุมมอง “ชาวกะเหรี่ยง” สิทธิที่อยู่ทำกิน “ป่าแก่งกระจาน” ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ตามที่คณะกรรมการมรดกโลกได้มีมติรับรองการขึ้นทะเบียน “กลุ่มป่าแก่งกระจาน” เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติประจำปี 2564 ในที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 44 ณ เมืองฟู่โจวสาธารณรัฐประชาชนจีนผ่านระบบออนไลน์เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมานับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ผืนป่า “แก่งกระจาน”ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งทรัพยากรป่าไม้พันธุ์พืชและสัตว์ป่านานาชนิดมีพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่ป่าอนุรักษ์จำนวน4แห่งมีเนื้อที่กว่า 2.5 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดได้แก่เพชรบุรีราชบุรีและประจวบคีรีขันธ์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกโลกทางธรรมชาติ” แต่ยังมีประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนของประชาชนและชุมชนที่อยู่อาศัยในผืนป่าแก่งกระจานที่คณะกรรมการบางประเทศและบางหน่วยงานอย่างเช่นองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ IUCN ยังมีความกังวลและมีข้อห่วงใยต่อการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่ที่ทำกินของชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในผืนป่ามรดกโลกโดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขปัญหาเรื่องสิทธิที่อยู่ที่ทำกินของ “ชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย” ต.ห้วยแม่เพรียงอ.แก่งกระจานจ.เพชรบุรีที่หลายชีวิตหลายครอบครัวยังประสบปัญหาไม่มีที่อยู่และที่ดินทำกินเป็นของตนเอง

                นายพงษ์ศักดิ์ ต้นน้ำเพชร อายุ 24 ปีชาวบ้านบางกลอยหนึ่งใน 28 ผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีบุกรุกป่าแก่งกระจานเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมากล่าวว่าชาวบ้านบางกลอยไม่ได้คัดด้านหรือไม่เห็นด้วยที่ป่าแก่งกระจานได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเพียงแต่ว่าที่ผ่านมาชาวบ้านบางกลอยยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาเรื่องสิทธิที่ดินทำกินตั้งแต่มีการอพยพชาวบ้านลงมาจากบ้านบางกลอยบนและบ้านใจแผ่นดินเมื่อปี พ.ศ. 2539 รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการต่างๆกดดันไม่ให้ชาวบ้านกลับขึ้นไปเพาะปลูกทำไร่หมุนเวียน บนไร่ซากที่ดินทำกินดั้งเดิมของชาวบ้านจนนำไปสู่การจับกุมและดำเนินคดีตามที่เป็นข่าวโดยทางชาวบ้านได้ร้องขอให้หน่วยงานรัฐดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวก่อนที่จะเสนอกลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก

                “เรื่องการขึ้นทะเบียนกลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลกเป็นความพยายามของทางภาครัฐทางชาวบ้านไม่รับทราบข้อมูลเท่าที่ควรว่าจะมีผลประโยชน์ข้อดีข้อเสียหรือผลที่ตามมากับคนในชุมชนอย่างไรแต่เท่าที่ฟังดูก็เหมือนว่าได้ยกฐานะผืนป่าแห่งนี้เป็นมรดกของคนทั้งโลกขณะที่ชาวบ้านเองแทบจะไม่ได้มีส่วนรวมรัฐให้ความสำคัญกับผืนป่าต้นไม้สัตว์ป่าแต่ละเลยสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้ที่ผ่านมามีเหตุการณ์เลวร้ายมีเรื่องน่าเศร้าใจมีคนสูญหายการจากไปของคนในครอบครัวกรณีของบิลลี่หรืออาจารย์ป๊อดสำหรับชาวบ้านแล้วก็ไม่เรื่องที่น่าภูมิใจสักเท่าไร” หนุ่มบางกลอยกล่าว

                พงษ์ศักดิ์กล่าวอีกว่าผืนป่าแห่งนี้เรามีส่วนช่วยในการดูแลรักษาผืนป่ามาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษก่อนที่จะมีการประกาศเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานขณะที่เราเองดำรงชีวิตในพื้นป่าแห่งนี้ตามวิถีชีวิตดั้งเดิมทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่ไร่ซากปลูกพืชปลูกข้าวไร่มีส่วนช่วยในการรักษาผืนป่าแต่กลับไม่ได้รับการกล่าวถึงอีกทั้งไม่ยินยอมหรือสนับสนุนให้ชาวบ้านได้ทำการเกษตรตามวิถีชีวิตดั้งเดิมใช้แนวคิดการจัดสรรที่ดินทำกินแบบคนพื้นราบปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ต้องการปุ๋ยสารเคมีและน้ำขณะที่สภาพที่ดินบางแปลงก็เป็นดินลูกรังไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูก

                “ที่ดินที่ได้รับการจัดสรรให้นั้นไม่เหมาะกับการปลูกพืชหมุนเวียนเลยการปลูกข้าวไร่หรือพืชหมุนเวียนต้องใช้พื้นที่ที่เรียกว่าไร่ซากในการเพาะปลูกแต่ความเป็นจริงพื้นที่รอบๆหมู่บ้านเป็นต้นไม้ใหญ่ด้วยเหตุผลนี้ชาวบ้านจึงอยากกลับไปทำกินในพื้นที่ดั้งเดิมที่มีไร่ซากมีร่องรอยการทำกินอยู่เดิมเราไม่ได้ตัดต้นไม้ใหญ่หรือเปิดป่าใหม่เพื่อทำการเพาะปลูกขอเพียงได้ทำกินบนที่ดินชุมชนดั้งเดิม” พงษ์ศักดิ์กล่าว

                ส่วนแนวทางการแก้ไขปัญหาที่มี ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่าเป็นประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหา พงษ์ศักดิ์กล่าวว่าได้เดินทางไปยื่นหนังสือติดตามในเรื่องนี้เท่าที่ทราบมีการแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวน5ชุดดูแลเรื่องต่างๆได้แก่เรื่องคดีความเรื่องประวัติศาสตร์ชุมชนเรื่องไร่หมุนเวียนเรื่องที่ดินทำกินทั้งบางกลอยบนและบางกลอยล่างมีการสำรวจที่ดินทำกินของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบแต่ก็ยังไม่คืบหน้า

                “ถ้ายังเป็นเช่นนี้ก็ต้องเดินหน้าเรียกร้องต่อเพราะเป็นเรื่องปากท้องของชาวบ้านเป็นเรื่องอนาคตของลูกหลานคนในชุมชนถ้าทุกฝ่ายไม่เข้ามาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ก็จะส่งต่อไปยังลูกหลานอย่างไม่มีที่สิ้นสุดผมเชื่อว่าการได้กลับไปทำไร่หมุนเวียนในที่ดินทำกินดั้งเดิม จะเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน” พงษ์ศักดิ์กล่าว

                พงษ์ศักดิ์กล่าวเสริมอีกว่าการทำไร่หมุนเวียนไม่ได้เป็นการตัดไม้ทำลายป่าแต่เป็นการทำการเกษตรตามรูปแบบดั้งเดิมของชาวบ้านที่ให้ธรรมชาติฟื้นคืนตัวเองถ้ารัฐให้สิทธิชาวบ้านกำหนดขอบเขตพื้นที่ไร่หมุนเวียนของชุมชนให้ทำกินเฉพาะที่พื้นที่ไร่ซากไม่ได้เปิดป่าใหม่ป่าแก่งกระจานก็ยังสมบูรณ์ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินปากท้องได้รับการแก้ไขภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอันเป็นวิถีดั้งเดิมของชาวบ้านก็ยังดำรงอยู่ต่อไป

                ด้านนายวุฒิบุญเลิศที่ปรึกษาเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเขตงานตะนาวศรีกล่าวว่าการขึ้นทะเบียนกลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลกถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีแต่ที่ต้องติดตามคือผลการดำเนินงานของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่มีร้อยเอกธรรมนัสพรหมเผ่ารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯเป็นประธานจะสามารถสรุปข้อปัญหาและมีแนวทางการแก้ไขได้อย่างไรรวมถึงบทบาทของ คณะกรรมการชุดนี้ยังสามารถทำงานได้ตามปกติต่อเนื่องหรือไม่ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพราะถ้ายิ่งล้าช้าเมื่อไรก็หมายถึงสภาพปัญหาและข้อเรียกร้องของชาวบ้านบางกลอยก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข

                “ที่ผ่านมาเราพบว่าคนเพชรบุรีเริ่มที่จะเข้าใจสภาพปัญหาของชาวชุมชนบ้านบางกลอยว่าพวกเขามีวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไรมีการหยิบยื่นน้ำใจช่วยเหลือชาวบ้านบางกลอยการที่กลุ่มป่าแก่งกระจานได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกส่วนหนึ่งเกิดจากการดูแลรักษาของชาวบ้านที่อยู่อาศัยและเป็นส่วนหนึ่งของในผืนป่าก็ควรให้ความสำคัญแก่คนเหล่านี้ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลกเท่ากับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติในด้านอื่นๆด้วยเช่นกัน”นายวุฒิบุญเลิศกล่าว.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!