มุมมอง 2 นักธุรกิจในวิกฤติการค้า-การท่องเที่ยว ท่ามกลางการระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบสาม

เดือนเมษายนเป็นช่วงฤดูร้อนและเป็นช่วงปิดเทอมของนักเรียนทั่วประเทศ เทศกาลสงกรานต์ก็อยู่กลางเดือนนี้ ด้านการท่องเที่ยวถือว่าเป็นช่วงไฮซีซั่น ทุกปีในช่วงนี้สถานที่ท่องเที่ยวของ จ.เพชรบุรี ในหลายรูปแบบจะคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรค ไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) ช่วงตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้ก่อความเสียหายแก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ตั้งแต่โรงแรมที่พักต่าง ๆ ร้านอาหาร ร้านค้าขนมพื้นเมือง ร้านจำหน่ายของที่ระลึก และแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ของ จ.เพชรบุรี รวมถึง อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และพื้นที่ใกล้เคียงฤดูกาลที่สามารถทำรายได้ กลับซบเซาเงียบเหงา

นายวสันต์ กิตติกุล นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันตก, ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมลองบีช ชะอำ, โรงแรมธารามันตรา, โรงแรมเดอะซัน จ.เพชรบุรี และ นายสุพจน์ เพชราภิรัชต์ ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี, นักธุรกิจเจ้าของร้านบ้านขนมนันทวัน, กรรมการผู้จัดการบริษัท สยามนิสสันประจวบคีรีขันธ์ จำกัด ให้เกียรติตอบคำสัมภาษณ์กับ “เพชรภูมิ” ถึงประเด็นปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นต่อธุรกิจการท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่องในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกสามในขณะนี้ ขอขอบคุณทั้ง 2 ท่านมา ณ โอกาสนี้

นายวสันต์ กิตติกุล

“…..ณ เวลานี้ หากไม่กล่าวถึงผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ในระลอกสามนี้คงจะไม่ได้แล้วละครับ ย้อนหลังไปในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ปีนี้ทางราชการกำหนดให้เป็นวันหยุดยาวมากที่สุด เอกชนภาคธุรกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบุรี ต่างตั้งความหวังกันไว้ว่าจะเป็นโอกาสที่จะสามารถสร้างรายใด้ให้แก่ทุกภาคส่วนของธุรกิจการท่องเที่ยว โดยเฉพาะสถานที่พักแรม,โรงแรม, รีสอร์ท, บังกะโล, เกสต์เฮ้าส์ต่างๆ เพราะเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในย่านนี้

ก่อนจะถึงวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลสงกรานต์เพียงไม่กี่วัน การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้แพร่กระจายไปเกือบทุกภูมิภาคของประเทศไทย ครั้งนี้นับเป็นความเจ็บปวดแสนสาหัสมากที่สุดสำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง

โรงแรมเกือบทุกโรงแรมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พบว่ามีนักท่องเที่ยวเข้าพักเพียง 2 วันเท่านั้นในวันทยุดยาว นอกจากนั้นในวันธรรมดาอัตราการเข้าพักแทบจะเป็น 0 % ส่วนวันหยุดประจำสัปดาห์อัตราการเข้าพักไม่เกิน 10 % ทุกโรงแรมในจังหวัดเพชรบุรี

มาตรการต่าง ๆ ในการลดค่าใช้จ่ายของสถานที่พักแรมเริ่มนำออกมาใช้ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการดำรงชีพของพนักงาน โดยการลดวันทำงานของพนักงานตั้งแต่ 10-15 วัน มุ่งหารายได้จากการจำหน่ายอาหารจากครัวของโรงแรม เป็นร้านอาหารประเภทต่างๆ โดยจัดบริการส่งอาหาร ให้แก่ลูกค้าที่เก็บตัวอยู่ตามบ้านพักอาศัย คอนโดมิเนียม และหอพักต่าง ๆ

สำหรับโรงแรมใหญ่ ๆ ในระดับ 3 ดาว 5 ดาว ซึ่งปกติมีค่าใช้จ่ายสูงมาก โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน มีหลายแห่งต้องปิดการบริการในช่วงวันธรรมดาเพื่อการประหยัด มีการลดจำนวนพนักงานและให้มาทำงานเฉพาะช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

ปัญหาผลกระทบเหล่านี้ ส่วนราชการ, ท้องถิ่น และจังหวัด ได้รับทราบมาโดยตลอด เพียงแต่ไม่สามารถดำเนินการแก้ไข เพราะต้องรอรับน โยบายอย่างชัดเจนจากส่วนกลางและนำมาสู่ภาคปฏิบัติของจังหวัด

ขณะนี้ผู้ประกอบการสถานที่พักเห็นทีจะต้องรอให้ภัยคุกคามจากโควิด-19 คลี่คลายลงเสียก่อน เพราะผลกระทบเกิดขึ้นทั่วประเทศและเกือบทั่วโลก ทำให้การเดินทางเพื่อการพักผ่อนและท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต้องชะลอตัวลงโดยปริยาย

อย่างไรก็ดี การวางแผนในอนาคตของผู้ประกอบการสถานที่พักและโรงแรมต่าง ๆ ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าตั้งแต่ปี 2565 ขึ้นไปในระยะ 5 ปีข้างหน้า เพื่อเสนอต่อภาครัฐหลายแนวทาง ด้านการตลาดจะมุ่งไปที่กลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง, กลุ่มผู้สูงอายุและเกษียณ, กลุ่มองค์กรต่างประเทศ, ตลอดจนกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ พร้อมกับการพัฒนาทักษะและความรู้ทางด้านดิจิทัลให้มากขึ้นให้ความรู้ในการดูแลและใส่ใจในสุขภาพและพลานามัยแก่นักท่องเที่ยวทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

สำหรับการขอความช่วยเหลือและสนับสนุนจากภาครัฐนั้น ที่ต้องการเร่งด่วนคงจะเป็นการขอให้ยกเว้นหรือลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น ไฟฟ้า, ประปา, ยกเว้นเก็บภาษีอากร, ผ่อนคลายดอกเบี้ยเงินกู้, การปล่อยเงินกู้ฉุกเฉินสำหรับฟื้นฟูสถานประกอบการ, การรับภาระแรงงานในการจ่ายเงินผู้ที่ถูกเลิกจ้างหรือลดวันทำงาน ตลอดจนการเร่งสนับสนุนด้านการตลาดนักท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

เหนือสิ่งอื่นใดในขณะนี้ การร่วมมือร่วมใจของภาคเอกชน จังหวัดเพชรบุรีจะต้องรวมพลังไปในทิศทางแนวเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจท่องเที่ยว ภาคการค้า การลงทุน และภาคอุตสาหกรรมร่วมกัน และต้องช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดเพชรบุรีให้ไปสู่เป้าหมายเดียวกันให้จงได้..

นายสุพจน์ เพชราภิรัชต์

“…วิฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เริ่มมาในประเทศไทยตั้งแต่ต้นปีที่แล้วจนปัจจุบันรวม 3 ระลอก ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจภาคการท่องเที่ยวและกิจการค้าขายและบริการที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง ผู้ประกอบการร้านจำหน่ายขนมพื้นเมืองและของฝากในจังหวัดเพชรบุรี เหมือนโดนหวดด้วยไม้หน้าสามอย่างหนักหน่วงทั้ง 3 ครั้ง

โดยครั้งแรกมีการประกาศล็อกคาวน์ทั้งประเทศ การเดินทางข้ามจังหวัดจะต้องผ่านด่านสกัด มีคำสั่งปิดกิจการธุรกิจด้านที่พักโรงแรมชายหาด ห้ามนั่งร้านอาหาร ยอดขายสินค้าหดหายทันที 90% เป็นเวลา 2 เดือน จนกระทั่งทางการเริ่มผ่อนคลายมาตรการ

รอบที่สองเริ่มในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2563 โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดสมุทรสาคร นั่นก็ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่กล้าเดินทางผ่านมาจังหวัดเพชรบุรี รอบนั้นส่งผลกระทบยอดขายประมาณ 50% ในช่วงเทศกาลปีใหม่

รอบนี้รอบที่สาม คลัสเตอร์เป็นดาวกระจาย เกิดขึ้นจากสถานบันเทิงที่มีคนเที่ยวแออัดยัดเยียดเป็นจำนวนมาก จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ติดอันดับท็อปเท็นของจำนวนมีผู้ติดเชื้ออยู่หลายวัน ตลอดทั้งเดือนเมษายนนักท่องเที่ยวจึงลดลงราวๆ 50 % และหดตัวอย่างแรงในช่วงปลายเดือน โดยคาดว่ากว่าจะผ่อนคลายมาตรการและนักท่องเที่ยวมั่นใจกลับมาคงกินเวลาอีกราว ๆ 2 เดือนข้างหน้า

ด้วยความรุนแรงของเชื้อโควิดสายพันธุ์อังกฤษในรอบนี้ ภาครัฐอาจจำเป็นต้องประกาศล็อกดาวน์ 15-30 วัน โดยควรชดเชยความเสียหายให้แก่ภาคธุรกิจในรูปแบบของการง่ายเงินประกันสังคมให้แร งงาน และออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวเหมือนเช่นในปีที่แล้ว

อีกทั้งควรเร่งฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้โดยเร็วที่สุด ให้ความสำคัญกับแรงงานที่อยู่ในภาคธุรกิจการท่องเที่ยวเพื่อเรงฟื้นฟูความเชื่อมั่นกับนักท่องเที่ยว และไม่ควรปฏิเสธความหวังดีจากภาคเอกชนที่จะช่วยจัดหาวัคซีนที่ได้มาตรฐาน เพราะเรื่องนี้เป็น “วาระแห่งชาติ

ในช่วงที่การฉีดวัคซีนยังเป็นไปอย่างจำกัด มีเพียง 1-2 % เท่านั้นที่ได้รับการฉีดวัดซีนแล้ว ประชาชนก็ยังควรปฏิบัติตามคำแนะนำตามมาตรการของสาธารณสุขที่จะต้องป้องกันการแพร่ระบาด โดยเฉพาะในช่วงที่ยังมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นวันละกว่าสองพันรายหรือกว่าหนึ่งพันรายอย่างนี้

เมื่อใดที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่ลดลงต่ำมาก ๆ ภาครัฐก็คงจะผ่อนคลายมาตรการออกมาให้ทราบ การดำเนินชีวิตก็จะเป็นปกติได้มากขึ้น แต่ก็ต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาทจนกว่าการฉีดวัดซีนโดยภาครัฐจะมีอัตราสูงเกิน 60 % ขึ้นไป…”

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!