ม็อบ 3 นิ้วป่วนเมืองไม่หยุด-ซ้ำเติมสถานการณ์โควิด-19 ‘พลังประชารัฐ’ จูบปาก ‘เพื่อไทย’ ตั้งรัฐบาลคงเป็นไปไม่ได้!!

สิ่งที่กำลังซ้ำเติมสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 เวลานี้คือความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ไม่หยุดนิ่งของสารพัดม็อบเล่นกันหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆป่วนบ้านป่วนเมืองแทบทุกวัน อ้างสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ดูเรื่องกาลเทศะ

ใครก็รู้ว่าไม่ใช่การใช้สิทธิเสรีภาพอย่างที่ควรจะเป็น แต่เป็นการใช้สิทธิโดยละเมิดกฎหมายบ้านเมืองและก่อความเดือดร้อนรำคาญให้แก่คนทั่วไป ถ้าติดตามข่าวก็จะทราบว่าม็อบต่อต้านรัฐบาลกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ชุมนุมโดยไม่ขออนุญาต ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ป้องกันการระบาดของโควิด-19 ทั้งยั่วยุ ด่าคำหยาบ จาบจ้วงเบื้องสูง รื้อ ทำลาย สาดสีใส่ตำรวจ เผาป้อมตำรวจ เผารถตำรวจ ซึ่งล้วนเป็นทรัพย์สินของราชการ เหิมเกริมถึงขนาดเผาพระบรมฉายาลักษณ์ สาดสีใส่พระอนุสาวรีย์บุคคลสำคัญ คิดไม่ถึงว่าบ้านเมืองจะเลวร้ายได้ขนาดนี้

เป็นม็อบที่มิใช่เรียกร้องด้วยความบริสุทธิ์ใจ เบื้องหลังสู้แล้วรวย มีการแฉตัวเลขของแกนนำแต่ละคนออกมาแล้ว บางคนยังเรียนหนังสืออยู่ก็มีเงินในบัญชี 6 ล้านบ้าง 20 ล้านบ้าง 500 ล้านก็มี สงสัยว่ารวยมาจากไหน หรือเงินที่มีอยู่เป็นเงินที่ได้มาจากการจ้างให้ป่วนเมืองและล้มล้างสถาบันเบื้องสูงหรือไม่ น่าติดตามเส้นทางการเงินเป็นอย่างยิ่ง


“…มีคนสงสัยว่าทำไมตำรวจจึงไม่บังคับใช้กฎหมายจริงจัง ทั้ง ๆ ที่เวลาเกิดเรื่อง คนที่ไปเผารถหรือเผาป้อมตำรวจก็มีอยู่ไม่กี่คน ตำรวจมีกองกำลังสามารถล้อมจับได้สบาย ๆ แต่ก็ไม่จับ ปล่อยให้คนพวกนี้กระทำกับบ้านเมืองหนักข้อขึ้นทุกวัน…”

            เป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่าเบื้องหลังม็อบเยาวชนเหล่านี้มีสหรัฐอเมริกาหนุนอยู่เบื้องหลัง สังเกตได้ว่าถ้ารัฐบาลไทยเอื้อประโยชน์กับสหรัฐอเมริกา พวกม็อบเหล่านี้ก็จะเงียบ แต่ถ้ามีการติดต่อสัมพันธ์กับจีนเมื่อไหร่ พวกนี้ก็จะออกมาถล่มกันอย่างหนัก

            ยกตัวอย่าง สหรัฐฯบอกว่าจะบริจาควัคซีนให้ไทย 1,500 ล้านโดส ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยก็ไปทำสัญญาซื้อจรวดต่อสู้รถถังกับสหรัฐมูลค่า 2,000 ล้านบาท กลับเป็นเรื่องที่เงียบกริบ ไม่มีแกนนำม็อบคนไหนออกมาพูดว่า “รับแจกวัคซีนแลกการซื้อจรวด” สื่อควรจะขุดคุ้ยเรื่องนี้ แต่เงียบ  เรื่องนี้รายการ “สนธิทอล์ค”ได้นำมาเปิดเผยเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้คิดได้ว่า “ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรี ๆ” เหมือนกรณีประเทศฟิลิปปินส์รับวัคซีนฟรี ๆ จากสหรัฐฯ แต่ฟิลิปปินส์ก็ต้องยอมให้สหรัฐฯตั้งฐานทัพ

เรื่องแบบนี้สื่อไทยไม่ค่อยเอามาพูดกัน

มีคนสงสัยว่าทำไมตำรวจจึงไม่บังคับใช้กฎหมายจริงจังทั้ง ๆ ที่เวลาเกิดเรื่อง คนที่ไปเผารถหรือเผาป้อมตำรวจก็มีอยู่ไม่กี่คน ตำรวจมีกองกำลังสามารถล้อมจับได้สบาย ๆ แต่ก็ไม่จับ ปล่อยให้คนพวกนี้กระทำกับบ้านเมืองหนักข้อขึ้นทุกวัน

มองในแง่ลบ ก็มองได้ว่ายิ่งมีการชุมนุมบ่อยและยืดเยื้อยาวนาน ก็จะได้เบี้ยเลี้ยงพิเศษไปเรื่อย ๆ เดือนหนึ่งถ้าชุมนุมกันหลายครั้งเบี้ยเลี้ยงก็ได้เพิ่มมาก เผลอ ๆ มากกว่าเงินเดือนด้วยซ้ำ น่าสงสารตำรวจที่เป็นแถวหน้าต้องคอยตั้งรับการปะทะ ต้องบาดเจ็บ เจ็บสาหัส ข่าวว่าไปเกณฑ์ ตชด.จากต่างจังหวัดมาเป็นแถวหน้าคอยรับการปะทะ ต้องสังเวยความป่าเถื่อนของม็อบพวกนี้ ซึ่งไม่ใช่งานถนัดของ ตชด.

ตำรวจนครบาลรู้เต็มอกว่าพวกที่ออกมาก่อกวนในช่วงนี้เป็นใครมาจากไหน เพราะหน้าซ้ำ ๆ ตามจับเมื่อไหร่คงไม่ยาก แต่ไม่ดำเนินการจับกุมให้เด็ดขาด ไม่คิดถึงหัวอกชาวบ้านที่อยู่ใกล้ที่ชุมนุมไม่สามารถทำมาค้าขายหรือดำรงชีวิตได้ตามปกติ เส้นทางจราจรใจกลางกรุงเทพฯต้องเป็นอัมพาต เดือดร้อนรำคาญไปทั่ว

คงจะเหมือนกับกรมศิลปากรซ่อมโบราณสถาน คือซ่อมแบบจบไม่ได้ ทำต่อไปเรื่อย ๆ เรียกว่าอุตสาหกรรมโบราณสถาน ซ่อมแต่ละครั้งก็หมายถึงเงินที่จะได้รับ ซ่อมกันไม่จบสิ้น

แกนนำที่กระทำซ้ำและถูกตามจับ เที่ยวนี้ศาลน่าจะไม่ปล่อยตัวออกมาง่าย ๆ ต้องทำให้มันเป็นเยี่ยงอย่าง วันก่อนที่นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ “เพนกวิน” กับพวกถูกควบคุมตัวเพราะศาลไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว พวกนี้เอาเท้าถีบห้องขังให้เกิดเสียงดัง แล้วตะโกนว่า“ถูกทำร้าย ๆ ๆ”พวกที่ไปด้วยก็บันทึกภาพจากโทรศัพท์มือถือแล้วแชร์ไปยังกลุ่มพวกให้ช่วยกระจายภาพ เพื่อให้คนเสพสื่อเข้าใจว่าเพนกวินกับพวกถูกตำรวจทำร้าย ตำรวจต้องเอาเหตุการณ์จริงมาเปิดเผยว่าไม่ได้ทำร้าย เป็นเฟกนิวส์ที่พวกนี้พยายามทุกวิถีทางให้เกิดความเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐ

เชื่อว่าแกนนำที่ถูกจับเที่ยวนี้หลายคน ศาลจะไม่ปล่อยตัวให้ออกมาจากเรือนจำง่าย ๆ เหมือนก่อนแล้ว เพราะกระทำผิดเงื่อนไขศาลอย่างจงใจตลอดมา ไม่เข็ดหลาบ ศาลเองก็ถูกสังคมมองว่าทำไมจับพวกนี้แล้วศาลปล่อยออกมาง่าย ๆ ศาลก็คงถูกกดดันไม่น้อย ขืนปล่อยก็จะถูกสังคมมองศาลไปในทางลบ

ตราบใดที่ม็อบ 3 นิ้วยังใช้วิธีต่อสู้โดยจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงโอกาสชนะคงจะไม่มี!!

วันก่อนเห็นข่าวเจ้าอาวาสวัดมณฑปที่ติดป้ายประกาศ“ไม่รับเผาศพตำรวจ” และให้สัมภาษณ์สื่อว่าสนับสนุนให้ยกเลิก ม.112 ถูกพิธีกรทีวีรายการหนึ่งซักซะแทบไม่เป็นผู้เป็นคน เพราะหลวงพ่อพูดโดยไม่มีหลักฐานอะไรเลย ฟังเขาเล่าเรื่องเท็จแล้วเอามาขยายต่อ กลายเป็นพระมุสา ผิดศีล 5 ชัดเจน แค่ศีล 5 คนระดับเจ้าอาวาสบวชมานานกว่า 30 ปี ยังรักษาไว้ไม่ได้ ก็ไม่สมควรจะอยู่ในสมณเพศ ข่าวว่าตอนนี้ถูกถอดจากตำแหน่งเจ้าอาวาสแล้ว

สื่อในสถานการณ์นี้ต้องระวังในการนำเสนอ หยิบเอาข่าวเท็จข่าวลวงมานำเสนอโดยไม่กลั่นกรองข่าว หรือเพียงแค่ต้องการแข่งกันสร้างประเด็นเพื่อขายข่าว ซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายน่ากลัวทำให้ความน่าเชื่อถือของสำนักข่าวต้องเสื่อมศรัทธา เพราะฉะนั้นก่อนเผยแพร่ถ้าไม่ระวัง อาจถูกข้อมูลจริงโต้กลับ หรืออาจถูกดำเนินคดีได้

อย่างกรณีเด็กอายุ 14 ที่ไปม็อบเมื่อวันก่อน ถือประทัดยักษ์เพื่อจะปาทำร้ายตำรวจควบคุมฝูงชน แต่ยังไม่ทันปา ประทัดยักษ์ก็ระเบิดนิ้วมือแหลกเหลวทั้ง 5 นิ้วกลายเป็นคนพิการ บางสำนักข่าวก็รีบเอาประเด็นนี้ไปบิดเบือนว่าตำรวจยัดประทัดใส่มือเด็กแล้วเกิดระเบิดขึ้น ในโซเชียลก็รีบปั่นรีบแชร์กัน แต่เมื่อมีการนำคลิปที่บันทึกภาพให้เห็นเหตุการณ์ชัดเจน ปรากฏว่าไม่มีตำรวจเอาประทัดยักษ์ยัดใส่มือเด็กคนดังกล่าวแต่อย่างใด

เรื่องแบบนี้ ฟากรัฐบาลที่มีสื่ออยู่ในมือ เช่น สถานีวิทยุ หรือกรมประชาสัมพันธ์ ควรจะนำความจริงมาบอกกล่าวเพื่อตอบโต้เฟกนิวส์ ต้องทันเกมกัน ต้องยอมรับว่าพวกสื่อที่นิยมเอาข่าวเฟกนิวส์มาขยาย คอยปั่นกระแสในโซเชียล เป็นสื่อที่น่ากลัวจริง ๆ

ช่วงนี้มีข่าวพรรคพลังประชารัฐจะจับมือกับพรรคเพื่อไทย เพื่อเป็นเสียงข้างมาก โดยตัด“ประชาธิปัตย์”และ“ภูมิใจไทย” ออกไป เพื่อเป็นเสียงข้างมากประคองรัฐนาวาออกไปอีกปีกว่าก่อนที่จะครบวาระ เรื่องนี้ก็น่าสนใจ เพราะต้องไม่ลืมว่านักการเมืองของ 2 พรรคนี้หลายคนเคยอยู่พรรคเดียวกันมาก่อน ต้องมองไปที่ “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กป้อม”ว่าจะเอาด้วยหรือไม่ ถ้าเอาก็เสียคน ชื่อเสียงเกียรติยศไม่เหลือแน่นอน

มีคนถามว่าถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ทนแรงกดดันไม่ไหว ประกาศลาออกหรือยุบสภาบ้านเมืองจะไปทิศทางใด ก็คงบอกได้ว่าเรื่องให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออกคงเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าลาออกก็ต้องพิจารณาคนที่เคยเสนอตัวไว้  เช่นคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์นายชัยเกษม นิติสิรินายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจดูแล้วคงจะเป็นไปไม่ได้ มีทางเดียวคือ “ยุบสภา” แต่การยุบสภาก็ต้องมีเหตุขัดแย้งกันในสภา นายกรัฐมนตรีจึงจะใช้อำนาจสั่งยุบสภาได้

ถ้ามีการยุบสภาในสถานการณ์โควิดขณะนี้จริง คงต้องยืมคำของ “โค้วตงหมง” นายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ อดีตประธานรัฐสภา ที่เคยอุทานว่า “ยุ่งตายห่า”เพราะยุบสภาตอนนี้ก็คงจะหาเสียงกันลำบากแน่ โควิดกำลังระบาดหนัก คนไปชุมนุมกันไม่ได้ ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

พล.อ.ประยุทธ์ที่ถูกกดดันอย่างหนักในทุกด้าน ก็คงตัดสินใจลำบาก ยุบสภาก็อาจจะถูกมองว่าหนีปัญหา ไม่รับผิดชอบ ไม่ยุบก็ถูกฝ่ายตรงข้ามออกมาชุมนุมขับไล่แทบทุกวัน ต้องโทษตัวเองที่อยู่มานานกว่า 7 ปีไม่ปฏิรูปบ้านเมืองตามที่รับปากมาแต่ต้น แม้แต่การปฏิรูปตำรวจก็ยังไม่กล้าแตะ กลายเป็นจุดอ่อนให้เขาโจมตีไม่สิ้นสุด.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!