(ยกเลิกขวนแห่อัญเชิญ ‘พระเกี้ยว’ ใช้ตรรกะอะไรคิด !! ‘เนติวิทย์’ เหิมหนักย่ำยีหัวใจชาวจุฬาฯ-คนไทยทั้งประเทศ

จากกรณีคณะกรรมการองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.)ที่มี นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาลนิสิตคณะรัฐศาสตร์ เป็นนายกสโมสรฯ ได้ออกแถลงการณ์เรื่องยกเลิกกิจกรรม“ขบวนอัญเชิญพระเกี้ยว”ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์

แถลงการณ์อ้างว่า…

“ขบวนอัญเชิญพระเกี้ยว จำลองกระบวนแห่อย่างราชสำนัก โดยมีผู้เชิญพระเกี้ยวนั่งบนเสลี่ยงซึ่งถูกแบกโดยนิสิตจุฬาฯกว่า 50 คน สะท้อนถึงระบอบอำนาจนิยม ค้ำยันความเชื่อว่าคนไม่เท่ากัน พระเกี้ยวบนเสลี่ยงคือสัญลักษณ์ของศักดินา เป็นกิจกรรมที่ขัดต่อคุณค่าสากลประชาธิปไตย ความเท่าเทียม และสิทธิมนุษยชน”

ที่ประชุม อบจ.จึงมีมติ 29 : 0 เสียง ให้ยกเลิกกิจกรรมอัญเชิญพระเกี้ยวดังกล่าว  

            ข่าวนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะศิษย์เก่าจุฬาฯที่ส่วนใหญ่ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์

            ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตนิสิตคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ ปี 2519 ใน ได้ออกมาแสดงความเห็นเรื่องนี้อย่างน่าสนใจ ความสรุปได้ว่า

            “ทำไมนายเนติวิทย์และคณะกรรมการ อบจ.จึงจงใจออกแถลงการณ์ยกเลิกขบวนแห่พระเกี้ยวในวันที่ 23 ตุลาคม 2564 ซึ่งตรงกับวันปิยมหาราช เป็นวันที่ปวงชนชาวไทยรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทั้งที่ทราบดีว่าปีนี้ไม่มีการแข่งขันฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์เพราะสถานการณ์โควิด-19 ทำไมนายเนติวิทย์และคณะจึงไม่เคารพความรู้สึกของคนไทยที่มีความจงรักภักดีต่อรัชกาลที่ 5 ทั้งยังเขียนข้อความในแถลงการณ์ทำร้ายจิตใจคนไทยทั้งประเทศ

            ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชปณิธานวางรากฐานการอุดมศึกษา ด้วยพระราชดำรัสที่ว่า “ทั้งจะมีโรงเรียนวิชาอย่างสูงขึ้นไปอีก ซึ่งกำลังคิดจัดอยู่บัดนี้ เจ้านายตั้งแต่ลูกฉันเป็นต้นไป ตลอดจนราษฎรที่ต่ำสุดจะได้มีโอกาสเล่าเรียนได้เสมอกัน ไม่ว่าเจ้าว่าขุนนางหรือว่าไพร่”

            การแบ่งงานกันเชิญพระเกี้ยวคนหนึ่ง แบกเสลี่ยงอีก 50 คน เป็นการแบ่งงานกันทำ ไม่ใช่ตอกย้ำความไม่เสมอภาค วัฒนธรรมและประเพณีเป็นวิถีของคนในสังคมที่บอก “ราก” และ “ฐาน” ของสังคมนั้น คนปฏิเสธวัฒนธรรมคือคนปฏิเสธรากเหง้าของตนเอง

            ประเพณีการแห่พระเกี้ยวเป็นความงดงามที่คนไทย นิสิตไทย มีความกตัญญูต่อพระผู้สถาปนามหาวิทยาลัยที่ใช้พระปรมาภิไธยเป็นมงคลนามของมหาวิทยาลัย เป็นสิ่งงดงามทั้งใจ กาย จงระวังให้ดี การใช้ความรู้สึกอย่างเดียวจะทำให้เป็น “ปัญหาชน” ที่ไร้ราก ไร้ฐาน และอาจไร้อะไร ๆ อีกมากก็ได้”

            นั่นคือความเห็นของอาจารย์บวรศักดิ์ในฐานะรุ่นพี่ที่ออกมาติติงรุ่นน้องชาวสีชมพู

            “พระเกี้ยว” เป็นศิราภรณ์ประดับพระเกศาหรือพระเศียรของพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระมหากษัตริย์ คำว่า “เกี้ยว” ถ้าเป็นคำนามแปลว่าเครื่องประดับศีรษะหรือเครื่องสวมจุก ถ้าเป็นคำกริยาแปลว่าผูกรัดหรือพัน, “จุฬาลงกรณ์” แปลว่า เครื่องประดับศีรษะหรือจุลมงกุฎ, “จุลมงกุฎ” หมายถึงพระราชโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎฯ หรือพระจอมเกล้าน้อย อันเกี่ยวโยงถึงพระปรมาภิไธยในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระนามาภิไธยเดิมคือสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฎฯ

            แม้กระทั่งเนื้อเพลง “มหาจุฬาลงกรณ์” ประพันธ์เนื้อร้องโดย ท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยาอดีตนิสิตคณะอักษรศาสตร์จุฬาฯ และ นายสุภร ผลชีวินโดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเพลงนี้ให้เป็นเพลงประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาจนถึงปัจจุบัน เนื้อหาในเพลงมีคำว่า “พระเกี้ยว” เป็นองค์ประกอบสำคัญ

“…น้ำใจน้องพี่สีชมพูทุกคนไม่รู้ลืมบูชาพระคุณของแหล่งเรียนมาจุฬาลงกรณ์ขอทูนขอเทิดพระนามไทพระคุณแนบไว้นิรันดรขอองค์พระเอื้ออาทรหลั่งพรคุ้มครองนิสิตพร้อมหน้าสัญญาประคองความดีทุกอย่างต่างปองผยองพระเกียรติเกริกไกรขอตราพระเกี้ยวยั้งยืนยงนิสิตประสงค์เป็นธงชัยถาวรยศอยู่คู่ไทยเชิดชัยชโย…”

            เนื้อเพลงท่อนที่ว่า “ขอตราพระเกี้ยวยั้งยืนยง นิสิตประสงค์เป็นธงชัย” ถ้ายกเลิกการอัญเชิญพระเกี้ยว เวลาร้องเพลงนี้ ก็จะไม่เข้าถึงจิตใจของชาวจุฬาฯ

            แถลงการณ์ของนายเนติวิทย์อ้างว่าขบวนอัญเชิญพระเกี้ยวสะท้อนถึงระบอบอำนาจนิยม รวมถึงค้ำยันความเชื่อว่าคนไม่เท่ากัน เป็นตรรกะที่สะท้อนความไม่มีรากเหง้าของนายเนติวิทย์และคณะกรรมการอบจ.ทั้ง 29 คน

พฤติกรรมนายเนติวิทย์ใคร ๆ รู้กันมานานแล้วว่าไม่เคารพสถาบันกษัตริย์ อะไรที่เป็นสัญลักษณ์ของเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ก็จ้องจะด้อยค่าออกสื่อ คนพวกนี้ต้องการจะเปลี่ยนการปกครองประเทศไทยจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้เป็นการปกครองในระบอบสาธารณรัฐ

            จะให้ยกเลิกประเพณีหามเสลี่ยงอัญเชิญพระเกี้ยวในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ แต่ขบวนล้อการเมืองที่ด้อยค่าคนอื่นทำไมไม่ยกเลิกด้วย ยกเลิกหามพระเกี้ยว ต่อไปก็อาจจะขอให้ยกเลิกการร้องเพลง “มหาจุฬาลงกรณ์”ในโอกาสต่าง ๆ รุกคืบไปเรื่อย ๆ

            ที่น่าแปลกตรงที่ความฮึกเหิมรุกคืบต้องการล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ของคนรุ่นนี้จำนวนมากเกิดในสมัยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความจงรักภักดีสูง หลายรัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่มีใครกล้าฮึกเหิมขนาดนี้ ถ้าไม่ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาดตรงไปตรงมาก็จะเหิมเกริมหนักข้อยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ

กฎหมายเกี่ยวกับหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ก็มีอยู่ กว่าจะบังคับใช้ก็ช้าเหลือเกิน เห็นพวกนี้ทำผิดซึ่งหน้าก็ไม่จับ ค่อยไปตามจับทีหลัง ทำไมจึงไม่ตัดไฟแต่ต้นล้ม ปล่อยให้สถาบันฯถูกหยามหมิ่นย่ำยีครั้งแล้วครั้งเล่า

            ติดตามจากข่าว พบว่าศิษย์เก่าชาวจุฬาฯจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์ของนายเนติวิทย์ เริ่มออกมาเคลื่อนไหวแล้ว ความจริงควรเฉย ๆ อย่าไปให้ความสำคัญกับคนจำพวกนี้

            นิสิตจุฬาฯที่เรียนอยู่ชั้นปีหนึ่งมีระเบียบให้ผูกไทร์ที่มีตราพระเกี้ยว เข็มกลัดและเข็มขัดโลหะของนิสิตหญิงก็เป็นตราพระเกี้ยว ศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่าใส่แล้วภาคภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันที่ผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์มายาวนานกว่าร้อยปี

            นักเรียน นิสิต นักศึกษา ยุคปัจจุบันไม่ได้เรียนวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย เพราะถูกยกเลิกตั้งแต่สมัย นายจาตุรนต์ ฉายแสง เป็น รมว.กระทรวงศึกษาฯ พอไม่เรียนก็ไม่ทราบถึงความเป็นมาในอดีต คนรุ่นใหม่เมื่อไม่รู้ถึงประวัติศาสตร์ก็เท่ากับไม่รู้จักรากเหง้าของตัวเอง 

มีคนจำนวนมากถามว่าคณะผู้บริหารจุฬาฯควรออกโรงเรื่องนี้อย่างไร คิดว่าจะยินดีกับการกระทำของพวกนี้คงไม่ใช่ ที่ผ่านมาเด็กพวกนี้ถูกมอมเมาไม่ให้เคารพผู้ใหญ่ ก้าวร้าวรุนแรง มักอ้างตามก้นฝรั่งว่าสังคมมีความเสมอภาค มีภารดรภาพ และมีเสรีภาพในการแสดงออก

จากนี้ไปก็ต้องคอยสังเกตตอนที่มีการเลือกตั้ง ถ้าพรรคที่มีแนวทางชังชาติ ชังสถาบัน ได้รับเลือกจำนวนมาก ก็แสดงว่าคนในสังคมไทยปัจจุบันมันเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ การเมืองก็สามารถสะท้อนภาพเช่นนี้ออกมาได้

สถาบันพระมหากษัตริย์ในต่างประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศประชาธิปไตยก็ยังดำรงอยู่หลายประเทศ และอยู่อย่างสง่างาม เช่น อังกฤษ ก็ยังมีสมเด็จพระราชินี เจ้าชาย เจ้าหญิง ดยุกดัชเซสพระบรมวงศานุวงศ์เป็นลำดับชั้น ชาวอังกฤษก็ยังไม่มีใครคิดจะรื้อสถาบันเก่าแก่ของเขาทิ้ง ญี่ปุ่นก็มีองค์พระจักรพรรดิ์และอีกหลายประเทศ เช่น สวีเดน เดนมาร์ค เบลเยี่ยม บาห์เรน บรูไน คูเวต ภูฏานฯลฯ ก็มีกษัตริย์สืบทอดกันมา ไม่เห็นว่าจะถูกจ้องล้มเหมือนในประเทศไทย

อย่างไรก็ตามถึงวันนี้ต้องบังคับใช้กฎหมายกับคนพวกนี้อย่างจริงจังได้แล้ว อย่าปล่อยให้เหิมเกริม ถ้าต้องให้ประชาชนที่จงรักภักดีออกมาจัดการเอง ก็อาจจะเกิดสงครามกลางเมือง คนไทยฆ่ากันเองเพราะความเห็นเกี่ยวกับสถาบันฯไม่ตรงกัน !!

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!