ย้อนอดีต ร.ศ.137 ‘ค่ายหลวงหาดเจ้าสำราญ’ ฟื้นประวัติศาสตร์โดย ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม

ย้อนอดีต ร.ศ.137 ‘ค่ายหลวงหาดเจ้าสำราญ’

ฟื้นประวัติศาสตร์โดย ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม

          เมื่อครั้ง ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นประธานเปิด “ค่ายหลวงหาดเจ้าสำราญ” เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2560 ในงาน “99 ปี แอนนีเวอร์ซารี่ หาดเจ้าสำราญ ร.ศ.137”

 

         ท่านได้กรุณาย้อนอดีตความเป็นมาของหาดเจ้าสำราญให้ฟังว่า “หาดเจ้าสำราญ” หรือเดิมเรียกว่า “บางทะลุ” เป็นตำบลเล็ก ๆ ไม่ได้มีความสลักสำคัญใด ๆ ในด้านการปกครอง และแม้แต่เรื่องเศรษฐกิจก็มิได้เด่นไปกว่าตำบลอื่น ๆ ในประเทศไทย ย้อนไปเมื่อกว่า 100 ปีที่ผ่านมา ตำบลแห่งนี้เป็นถิ่นทุรกันดานแสนสาหัสอย่างมาก ไม่มีใครเคยนึกอยากจะเข้าเยี่ยมเยือนเลย    

 

         แต่ทว่า “หาดเจ้าสำราญ” ก็ยังมีสิ่งที่โดดเด่นกว่าตำบลอื่น ตรงที่มีหาดทรายขาว ทะเลสวย และที่สำคัญมีประวัติศาสตร์ที่สืบค้นได้ใน “พงศาวดาร” ดังที่จารึกไว้ว่า…

 

         “ในปี พ.ศ. 2121 พระยาจีนจันตุ ขุนนางจีนของกัมพูชา รับอาสาพระสัฎฐามาปล้น ‘เมืองเพ็ชร์บุรี’ แต่ต้องพ่ายแพ้ตีเข้าเมืองไม่ได้ จะกลับกัมพูชาก็เกรงว่าจะต้องถูกลงโทษ จึงพาสมัครพรรคพวกมาสวามิภักดิ์อยู่กับคนไทย โดยสมเด็จพระมหาธรรมราชาทรงชุบเลี้ยงไว้ ต่อมาพระยาจีนจันตุได้ลงเรือสำเภาหนีออกไป ขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งมีพระชนมายุได้ 24 พรรษา ตระหนักในพระทัยดีว่า พระยาจีนจันตุเป็นผู้สืบข่าวไปให้เขมร พระองค์จึงเสด็จฯลงเรือกราบกันยา (เป็นเรือทรงเฉพาะเจ้านายชั้นพระองค์เจ้าเท่านั้น) ตามไปทันที่ละแวกท้องทะเลหน้าบางทะลุ (หาดเจ้าสำราญ) เรื่อยไปจนกระทั่งถึงชะอำ พระยาจีนจันตุได้ยิงปืนต่อสู้ สมเด็จพระนเรศวรจึงเร่งเรือพระที่นั่งขึ้นหน้าเรือลำอื่น ประทับยืนทรงยิงพระแสงปืนนกสับที่หน้าเรือกราบกันยา ไล่กระชั้นชิดเข้าไปจนข้าศึกยิงมาถูกรางพระแสงปืนแตกอยู่กับพระหัตถ์ จากนั้นเรือสำเภาของพระยาจีนจันตุได้ลมแล่นหนีหายไป ประกอบกับเรือรบไทยเป็นเรือเล็กสู้คลื่นลมไม่ไหว จำต้องเคลื่อนขบวนกลับสู่พระนครในทันที

 

            ภายหลังเสร็จศึกสงคราม สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พร้อมด้วยสมเด็จพระเอกาทศรถ พระอนุชา ได้เสด็จแปรพระราชฐานไปลงเรือตากอากาศเที่ยวเล่นให้สำราญใจที่ท้องทะเลบางทะลุ ซึ่งทั้งสองพระองค์ทรงพอพระราชหฤทัยในความงามของชายหาดแห่งนี้มาก จึงทรงประทับแรมอยู่หลายวัน”

 

            เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลได้ประกาศให้ตั้งชื่อชายทะเลละแวกนี้อย่างเป็นทางการว่า “ชายหาดสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” และขึ้นทะเบียนประวัติศาสตร์ไว้ด้วย แต่กลับไม่มีใครเรียกอย่างที่ทางการประกาศไว้ เหตุผลเนื่องจากคนพื้นที่มักจะเรียกตามถิ่นที่ตัวเองอยู่ เช่นชายทะเลหาดเจ้าสำราญ ชายทะเลปึกเตียน ชายทะเลชะอำ เป็นต้น

 

         ต่อมาในสมัยแผ่นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ขณะที่พระองค์เสด็จโดยกระบวนเรือออกจากกรุงธนบุรี นำกระบวนทัพหลวงพร้อมทหารจำนวน 10,000 คน ลงไปตีเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อเดือน 8 ปีฉลู พ.ศ.2312 ระหว่างทางได้ถูกพายุพัดโหมอย่างหนัก เรือล่มเสียหายไปหลายลำ พระองค์จึงรับสั่งให้กระบวนเรือเข้าหลบพายุที่บ้านบางทะลุ และหยุดพักซ่อมแซมเรือเสียคราวหนึ่ง ก่อนเคลื่อนทัพไปตีเมืองนครศรีธรรมราชได้เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 10 แรม 6 ค่ำ

 

         ครั้นถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ในปี พ.ศ. 2401 ซึ่งเป็นปีที่พระองค์เสด็จฯมายังเพชรบุรี โดยเป็นการเสด็จครั้งแรกภายหลังจากที่พระองค์ขึ้นครองราชสมบัติ มีหลักฐานปรากฏในสารตราของ เจ้าพระยาอัครมหาเสนา ถึง พระยาเพชรบุรี เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 12 ปีมะเมีย สัมฤทธิศก ตรงกับวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2401 มีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า.. 

 

         “…ให้พระยาเพชรบุรี กรมการ จัดแจงปลูกหลังพลับพลาที่ข้างหน้า ข้างในไว้สำหรับเสด็จพระราชดำเนินที่ค่าย ซึ่งพระยาเพชรบุรีทำไว้ที่ตำบลหนึ่ง ที่บางทะลุตำบลหนึ่ง อย่าให้นอนใจ เร่งรัดปลูกพลับพลาให้ทันกำหนดอย่าให้เสียราชการไปได้เป็นอันขาดทีเดียว แล้วให้พระยาเพชรบุรีแต่งตั้งกรมการดูร่องน้ำปักกรุยน้ำตื้นลึก ตั้งแต่ชายทะเลเข้าไปจนถึงบ้านแหลมและปากน้ำบางทะลุ  แล้วให้ตัดฉายเจนหลักตอตามคลองน้ำอย่าให้กีดขวางทางเสด็จพระราชดำเนินได้…”

 

         ต่อมาวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2401 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสเขามหาสมณ (พระนครคีรี หรือเขาวังในปัจจุบัน) แล้วเสด็จไปพักแรมที่พลับพลาค่ายหลวงบางทะลุ 1 คืน ในวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2401 จึงเสด็จกลับพระนคร

 

         นอกจากนี้ในรัตนโกสินทร์ศก 123 (พ.ศ.2447) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระอาการประชวร หมอหลวงได้แนะนำให้ให้เสด็จฯเพื่อทรงพักผ่อนพระราชอิริยาบถ อย่าให้เป็นพระราชธุระในราชกิจอย่างใด ๆ เสียสักคราวหนึ่ง จึงจะรักษาพระองค์ให้ทรงสบายได้  พระองค์ทรงดำริเห็นชอบด้วย แต่ต้องการเสด็จประพาสอย่างเงียบ ๆ ไม่ให้ราษฎรรู้จักพระองค์ จึงทรงมีพระราชดำริให้จัดกระบวนเรือที่เรียกกันว่า “กระบวนประพาสต้น” คือทรงเรือมาดเก๋งสี่แจวอย่างที่ข้าราชการใช้กันในขณะนั้น มีเรือประทุน 4 แจวเป็นเรือเครื่องครัว พ่วงเรือไฟเล็กไปเพียง 2 ลำ เสด็จไปประพาสตามลำน้ำ โดยมีพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ตามเสด็จไปด้วย

 

         การเสด็จฯในครั้งนี้พระพุทธเจ้าหลวงได้เสด็จประทับแรมที่ตำบลบางทะลุ จังหวัดเพ็ชร์บุรี เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2447 ก่อนจะเสด็จโดยเรือฉลอมจากบางทะลุออกทะเลมาเข้าบ้านแหลม กลับสู่เมืองเพ็ชร์บุรี ในวันรุ่งขึ้น

 

         บ้านบางทะลุ ห่างหายจากการเสด็จประพาสและประทับแรมแห่งพระบรมวงศ์ในราชวงศ์จักรีนานหลายสิบปี กระทั่งภายหลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  โปรดเกล้าฯให้มีการสถาปนา “กองเสือป่า” ขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2454 ซึ่งพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งนายกองใหญ่ ได้ควบคุมกองเสือป่าประกอบด้วยข้าราชการ พ่อค้า คหบดี และเยาวชนอายุ 9-15 ปี เดินทางมายังแถบชายทะเลบางทะลุ ทำการฝึกฝนอย่างทหารแบบสงครามกองโจรและการซ้อมรบในเวลากลางคืน ซึ่งถือเป็นการรบแบบใหม่ในสมัยนั้นเพื่อประโยชน์ในการป้องกันประเทศ

 

         แต่การเสด็จมาในครั้งนั้นพระองค์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับบางทะลุมากนัก กระทั่งช่วงปี 2458–2460 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประชวรด้วยโรครูมาติซั่ม (โรคไขข้ออักเสบ) มีพระอาการปวดตามพระวรกาย พระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช) แพทย์หลวงประจำพระองค์ ได้กราบบังคมทูลให้เสด็จฯไปประทับ ณ สถานที่ที่อบอุ่น อากาศถ่ายเทสะดวกแถบชายทะเล พระโรคก็จะหายหรือทุเลาลงได้ พระองค์จึงโปรดเกล้าฯให้ข้าราชบริพารเสาะหาพื้นที่ที่มีอากาศเหมาะสมในการเสด็จพระราชดำเนินมาพักผ่อนพระวรกาย แต่ในสมัยนั้นสถานที่ตากอากาศชายทะเลที่ประชาชนนิยมไปกันมากคือ “หัวหิน” พระองค์จึงมีดำริว่าหากเสด็จไปประทับ ณ ชายหาดหัวหิน ย่อมจะทำให้ประชาชนไม่สะดวกสบาย จึงโปรดเกล้าฯให้กรมอุทกศาสตร์ กระทรวงทหารเรือสำรวจหาดทรายชายทะเลที่เหมาะสม

 

         กรมอุทกศาสตร์ได้สำรวจแล้วมีความเห็นว่า เวิ้งอ่าวจากปากคลองบางทะลุลงไปทางทิศใต้ มีหาดทรายดีพอสมควร กำลังลมพอสมควร และมีไอโอดีนสูงกว่าที่อื่น ที่สำคัญอยู่ไม่ไกลจากพระนคร (กรุงเทพฯ) มากนัก จึงนำขึ้นกราบบังคมทูลถวายรายงาน พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพลับพลาที่ประทับแรมขึ้นที่ชายทะเลตำบลบางทะลุ เมื่อปี พ.ศ.2460

 

         “พลับพลาที่ประทับสร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายเทียบไม่ได้เลยกับพระบรมมหาราชวัง เป็นอาคารไม้ยาง ใต้ถุนสูง ฝาขัดแตะ หลังคามุงจาก หลังที่เป็นห้องพระบรรทมอยู่ล้ำหน้าใกล้ทะเลกว่าหลังอื่น ๆ และมีอาคารใต้ถุนเตี้ยอยู่หลังหนึ่งคล้ายท้องพระโรง เป็นที่เสด็จฯเสวยพระกระยาหารและทอดพระเนตรการแสดงมหรสพต่าง ๆ นอกจากอาคารพลับเพลาที่ประทับแล้ว ยังมีอาคารคล้าย ๆ กันหลายหลังสำหรับผู้ตามเสด็จฯ อาคารเหล่านี้สร้างรวมกันเป็นหมู่บ้านใหญ่ดูแล้วคล้ายเป็น ‘ค่าย’ จึงเรียกว่า ‘ค่ายหลวงบางทะลุ’ ตามชื่อของตำบลบางทะลุ

 

         นอกจากหมู่อาคารเหล่านี้แล้ว ยังมีประภาคารหรือหอคอยสูงสร้างอยู่ชายหาด เมื่อน้ำขึ้นจะท่วมถึง พระองค์ทรงรับสั่งให้สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2461 ด้วยโครงไม้สูงประมาณ 8 เมตร ประภาคารสูงนี้กลางวันชักธงชาติบนยอด กลางคืนตามดวงไฟสีแดง ต่อมาอีก 2 สัปดาห์ เจ้าหน้าที่ได้สร้างห้องพักสำหรับพนักงานประภาคารแต่ไม่มีใครไปอยู่”

 

         พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับยังค่ายหลวงบางทะลุ ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2461 โดยกองทัพเรือได้ส่งเรือรบหลวงพาลีรั้งทวีปมารักษาด่านทางทะเล และถวายความปลอดภัยให้แก่พระองค์ มี น.ต.หลวงฤทธิคำรณ ร.น. เป็นผู้บังคับการ และมี ร.อ.ขุนชาญใช้จักร ร.น. เป็นต้นกล ขณะนั้นกำลังอยู่ในระหว่างสงครามโลกครั้งแรก พลเรือโทพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ร.น. เสนาธิการทหารเรือ ทรงนำ เรือรบหลวงเสือคำรณสินธุ์ เรือสุครีพครองเมือง เรือสุริยมณฑล เรือตอปิโด เรือวิเทศกิจการและเรือปราบปรปักษ์ มาจอดที่หน้าค่ายหลวงบางทะลุ เพื่อทำการซ้อมรบด้วย

 

         ต่อมาพระองค์ทรงมีพระราชดำริว่า “บางทะลุ” เป็นชื่อที่ไม่ไพเราะ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ขนานนามพระราชทานว่า “ค่ายหลวงหาดเจ้าสำราญ” (หมายถึงเป็นที่พระเจ้าแผ่นดินทรงสำราญพระราชหฤทัย) ประกาศมา ณ วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2461

 

         สมัยนั้นการเดินทางค่อนข้างลำบาก มีเพียงถนนดินเล็ก ๆ ที่ตัดไว้แล้วตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บางตอนน้ำทะเลท่วมถึง เมื่อถึงหน้าฝนทางจังหวัดต้องใช้ไม้ไผ่สานปูคล้ายเสื่อเพื่อให้ล้อรถยนต์ผ่านได้ มิเช่นนั้นจะติดหล่ม ที่สำคัญการเดินทางต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง จึงทรงโปรดเกล้าฯให้ พระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว.เย็น อิศรเสนา) เป็นแม่กองจัดสร้างรถไฟเล็กหรือรถไฟสายน้อย โดยเริ่มสถานีต้นทางตรงมุมถนนข้างพระรามราชนิเวศน์ไปยังหาดเจ้าสำราญ มีพลับพลาก่ออิฐปูน บานประตูกระจกสี่ด้าน พระราชทานนามว่า “สถานีหลวงพระรามราชนิเวศน์” ส่วนปลายทางอยู่ใกล้กับทางเข้าพระราชฐาน ณ หาดเจ้าสำราญ

 

         “รถไฟเล็กสร้างขึ้นเพื่อขนข้าราชบริพารตามเสด็จฯ และใช้ลำเลียงน้ำจืดจากแม่น้ำเพ็ชร์บุรี ไปยังค่ายหลวงหาดเจ้าสำราญ รถไฟขบวนนี้มี 6 ตู้โดยสาร ใช้หัวรถจักรไอน้ำของเก่านำมาปรับปรุงใหม่ แต่รถก็ยังอยู่ในสภาพที่ไม่คอยดีนัก เมื่อแล่นไปได้ไม่เท่าไรตะขอพ่วงจะหลุด เพราะรถขณะที่แล่นจะเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา จนผู้โดยสารต้องร้องเอะอะให้พนักงานขับรถหยุด อีกทั้งทางที่วางรางรถนั้นก็ไม่ได้พูนดินให้สูง และทางรถไฟก็ตัดไม่ตรง ขณะแล่นรถผู้โดยสารสามารถวิ่งไล่ตามได้ทันอีกด้วย”

 

         รถไฟสายนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จพระดำเนินเมื่อ 16 เมษายน พ.ศ. 2464 ปัจจุบันได้รื้อรางไปหมดแล้ว สิ่งที่หลงเหลือพอเป็นหลักฐานก็คือหอคอยเก็บน้ำที่ไว้ใช้สำหรับรถไฟไอน้ำในสมัยนั้น ที่อยู่ด้านทิศใต้ของพระรามราชนิเวศน์ (วังบ้านปืน) ใกล้กับสะพานอุรุพงษ์

 

         ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานมาประทับแรมที่ค่ายหลวงหาดเจ้าสำราญ อยู่นานถึง 73 วัน พระองค์ทรงเสด็จลงสรงน้ำทะเลถึง 57 ครั้ง ทรงชุดอาบน้ำเป็นผ้าฝ้ายสีแดง เสื้อแขนสั้นแค่ข้อศอก พระสนับเพลาเป็นกางเกงสามส่วน โดยมีพวกตามเสด็จฯว่ายล้อมวงถวายความปลอดภัยเป็นกลุ่ม ๆ ละประมาณ 20-40 คน มีอยู่วันหนึ่งน้ำทะเลลดลงไปมาก ทำให้ดูหาดกว้างออกไป พระองค์เสด็จพระราชดำเนินลงไป ปรากฏว่าน้ำขุ่นโคลนจึงเสด็จกลับขึ้นมาประทับบนชายหาดที่มีแอ่งน้ำขังอยู่ และทรงปั้นทรายเป็นคูเมืองมีลำธารคดเคี้ยว ทำเป็น “เมืองทราย” ขึ้นเป็นครั้งแรก

 

         เมืองทรายนี้มีส่วนดลพระราชหฤทัยให้เริ่มสร้างดุสิตธานีเมืองประชาธิปไตย ณ บริเวณทิศเหนือของพระที่นั่งอุดรพระราชวังดุสิต มีลักษณะเป็นเมืองเล็ก ๆ คล้ายเมืองตุ๊กตา เนื้อที่ 3 ไร่ ประกอบด้วยพระราชวัง ศาลารัฐบาล วัดวาอาราม สถานที่ราชการ โรงทหาร โรงเรียน โรงพยาบาล ตลาดร้านค้า ธนาคาร โรงละคร เกือบสองร้อยหลัง เพื่อเป็นแบบทดลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยโปรดฯให้มีธรรมนูญการปกครองลักษณะนัคราภิบาล หรือ  ผู้ปกครองจังหวัดดุสิตธานี และมีสภาการเมืองแบบประชาธิปไตยอีกด้วย

         นอกจากนี้เวลากลางคืนหลังจากเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว จะมีการแสดงถวายทอดพระเนตร เช่น ละคร, งิ้ว, ลิเก, เพลงลำตัด และมีแตรวงของทหารบรรเลงสลับกับวงปี่พาทย์ของกรมมหรสพ อีกทั้งยังนำภาพยนตร์มาฉายให้ทอดพระเนตร เป็นภาพยนตร์ใหม่ ๆ ที่ยังมิได้เข้าในโรงภาพยนตร์ที่กรุงเทพฯ สมัยนั้นจะเรียกกันว่า “หนังญี่ปุ่น” ภาพยนตร์ที่นำมาฉายมักเป็นเรื่องยาว ต้องฉายกัน 3-4 คืนจึงจบเรื่อง

         แม้ว่าตลอดระยะเวลาที่ประทับแรมพระองค์ทรงพระเกษมสำราญ มีพระพลานามัยที่แข็งแรง จนทำให้อาการพระประชวรจากพระโรครูมาติซั่มหายเป็นอาการปกติแล้วก็ตาม แต่พระองค์ก็ทรงมีพระราชดำริว่าจะย้ายพระราชฐานจากค่ายหลวงหาดสำราญ ไปยังที่อื่น เนื่องจากสาเหตุปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำจืดที่แก้ไม่ตก การคมนาคมไม่สะดวก รถไฟเล็กเสียบ่อย และมีแมลงวันหัวเขียวชุกชุม ประกอบกับมีผู้ตามเสด็จฯเขียนหนังสือประชดประชันว่า “ตรงนี้เป็นหาดเจ้าสำราญ แต่เป็นหาดทรมานพวกเราตามเสด็จ เจ้านะสำราญ แต่ข้าราชบริพารเดือดร้อน”

         เมื่อความทราบถึงพระเนตรพระกรรณ ทรงเห็นใจข้าราชบริพาร จึงย้ายพลับพลาไปปลูกสร้างในสถานที่แห่งใหม่ที่บริเวณริมทะเลตำบลบางควาย อำเภอหนองจอก (ปัจจุบันคือ ต.ห้วยทรายเหนือ อ.ชะอำ) และพระราชทานนามว่า “พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน”

         ภายหลังจากย้ายค่ายหลวงไป หาดเจ้าสำราญก็ได้หายไปจากความทรงจำของผู้คน กระทั่งอีกหลายปีต่อมา ได้มีการสร้างทางหลวงแผ่นดินทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3177 สายเพชรบุรี-หาดเจ้าสำราญ และมีระบบประปา ไฟฟ้า ตามเข้ามา อีกทั้งแมลงวันที่เคยชุกชมก็เริ่มลดน้อยลง ทำให้หาดเจ้าสำราญลืมตาอ้าปากจนมีชื่อเสียงในเรื่องการท่องเที่ยวมาถึงปัจจุบัน. 

         น่าเสียดายที่หาดเจ้าสำราญ มีเพียงชื่อเป็นอนุสรณ์ว่าครั้งหนึ่ง สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า เคยเสด็จพระราชดำเนินมาประทับแรม ณ สถานที่แห่งนี้ แต่กลับไม่มีสัญลักษณ์ทางวัตถุอื่นใดที่ปรากฏ แม้เพียงป้ายชื่อสถานที่ตั้งค่ายหรือตำหนัก.

 

ทีมข่าวเพชรภูมิ:รายงาน

 

 

 

 

 

 

 

อ้างอิง….

 

กรมศิลปากร. อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2552.

 

ข้อมูลห้องสมุดเมืองเพชร….ตามรอยเสด็จประพาสต้น ร.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗)

 

 

 

ปิ่น มาลากุล, ม.ล. “ค่ายหลวงหาดเจ้าสำราญ” แสดงคุณานุคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกเกล้าเจ้าอยู่หัว และเรื่องค่ายหลวงหาดเจ้าสำราญ พิมพ์ในงานกฐินพระราชทาน ณ วัดบรมวงศ์อิศรวราราม, ๒๕๑๖

 

ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๓๕ มิถุนายน ๒๔๖๑ หน้า ๕๑๙ – ๕๒๐