“รถเล้ง”…สี่ล้อเล็กรอบเมืองเพชรบุรี

“รถเล้ง”…สี่ล้อเล็กรอบเมืองเพชรบุรี

          ย้อนไปในอดีต สมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6  รถโดยสารรอบเมืองเพชรบุรียังไม่มีวิ่งเหมือนสมัยนี้ จะมีเพียงแค่รถญี่ปุ่น หรือ รถยินริกซอ” หรือ รถลาก” หรือ รถเจ๊ก”  ที่ จีนพุก” ซึ่งรับราชการอยู่สังกัดในกรมท่าซ้าย ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาโชฎีกราชเศรษฐี(พุก โชติกพุกนะ) สั่งซื้อจากประเทศญี่ปุ่น เข้ามาให้ชาวจีนรับจ้างเช่า รับคนโดยสารในกรุงเทพฯ สำหรับในเมืองเพชรก็มีผู้นำรถมาใช้รับ-ส่งคนโดยสาร ทั้งในตัวตลาด และไปยังสถานีรถไฟเพชรบุรี

          หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองราวปี 2475 มีผู้ประดิษฐ์รถจักรยานสามล้อ แบบพ่วงข้างขึ้น บนกระบะมีเก้าอี้หวายสำหรับผู้โดยสารนั่ง แต่ไม่ได้มีประทุนคุ้มแดดฝน จากนั้นต่อมาจึงมีการพัฒนาแบบรถสามล้อหรือซาเล้งให้มีที่นั่งเป็นเบาะฟองน้ำที่นุ่มนิ่ม หลังคามีผ้าใบคลุม คลี่พับขึ้นลงได้ โดย นายทวน นาวิกนันทน์(นาคะเวช) อดีตนายทหารประจำการอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้ริเริ่มนำมาประกอบขายเป็นเจ้าแรกให้แก่ชาวเมืองเพชรบุรี ประมาณ 50-60 คัน เพื่อไว้คอยบริการถีบรถรับ-ส่งผู้โดยสารแถวสถานีรถไฟเพชรบุรี วัดมหาธาตุวรวิหาร หน้า รพ.เพชรบุรี (รพ.พระจอมเกล้าฯ) และตลาดสดเทศบาล  ตลอดจนตระเวนรับ-ส่งพ่อค้าแม่ขายไปยังคิวรถประจำทาง เช่น คิวรถเมล์สายเพชรบุรี-หาดเจ้าฯ เพชรบุรี-บ้านแหลม เพชรบุรี-หนองหญ้าปล้อง เพชรบุรี-หัวหิน และคิวรถแท็กซี่ท่ายาง เป็นต้น ต่อมามีวิวัฒนาการนำรถสามล้อถีบมาพัฒนาดัดแปลงทำเป็นรถ “สามล้อเครื่อง” โดยการนำเครื่องยนต์เรือมาติดตั้งและวิ่งรับ-ผู้โดยสาร แต่ก็ยังไม่รับความนิยมเท่าที่ควร

          ในปี 2503 มีผู้หัวใสนำรถสามล้อเครื่องกระบะบรรทุกจากประเทศญี่ปุ่นยี่ห้อไดฮัดสุ เข้ามาดัดแปลงต่อหลังคาและเปลี่ยนเบาะที่นั่งด้านหลังเป็นที่นั่งสองแถวไว้สำหรับโดยสารและขนของ แล้วนำมาวิ่งโดยสารในตัวเมืองเพชร สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับประชาชนด้วยรูปลักษณ์ที่แปลกตาไม่เคยพบเห็น จนผู้คนหันมานิยมใช้บริการกันอย่างมาก เพราะเห็นว่าสามารถวิ่งไปได้ไกล สะดวกสบายกว่ารถสามล้อถีบและรถสามล้อเครื่อง อีกอย่างค่าโดยสารก็ไม่แพง คนใหญ่ 1 บาท เด็ก 50 สตางค์ แรก ๆ คนไม่รู้จะเรียกว่ารถอะไรก็เลยอาศัยเรียกชื่อตามเสียงท่อไอเสียของรถกลายเป็นชื่อ “รถตุ๊กตุ๊ก” ติดปากมาถึงวันนี้

 

          กระทั่งต่อมา นายสุวิทย์ พัชรพจนากรณ์ หรือ เสี่ยเล้ง”  เลือดเนื้อเชื้อไขชาวเมืองเพชรบุรี ได้คิดริเริ่มนำรถสี่ล้อเล็กมาวิ่งโดยสารรอบเมืองเป็นเจ้าแรกใน จ.เพชรบุรี

          “เฮียร็อก” นายพงศ์ชัย พัชรพจนากรณ์ เจ้าของร้านอากังพานิช ซึ่งเป็นน้องชายของนายสุวิทย์ พัชรพจนากรณ์ หรือ เสี่ยเล้ง” เล่าให้ฟังว่า

          “เฮียเล้งเป็นคนที่มีไอเดียดี ชอบคิดอะไรที่แปลก ๆ ใหม่ ๆ กว่าคนอื่นเขาตลอด ก่อนที่เฮีบเล้งจะนำรถสี่ล้อเล็กเข้ามาวิ่งในตัวเมืองเพชร เคยเป็นนายหน้าขายที่ดินและสร้างอสังหาริมทรัพย์ขายชื่อ “เมืองใหม่บันไดอิฐ” นอกจากนี้ยังจัดสร้างศูนย์อาหารที่บริเวณสี่แยกบันไดอิฐเป็นเจ้าแรกของเพชรบุรี ชื่อ “เล้งโต้รุ่ง” อีกด้วย”

          เฮียร็อกเล่าให้ฟังต่อไปว่า เฮียเล้งเป็นคนใจกว้าง ใครขออะไรก็ให้เขาหมด จนชาวบ้านในตลาดที่รู้จักมักคุ้นกับแกจะตั้งฉายาว่า แมวเก้าชีวิต” เพราะว่าเดี๋ยวก็รวย เดี๋ยวก็จน ซึ่งจนได้ไม่นาน ก็คิดทำโน่นทำนี่ จนมีเงินมีทองเข้ามาใหม่อีก รถสี่ล้อเล็กก็เช่นกัน เฮียแกเห็นว่าเศรษฐกิจของเมืองเพชรช่วงนั้นเริ่มเจริญรุ่งเรือง มีผู้คนเดินทางมาจับจ่ายใช้สอยเป็นจำนวนมาก รถสามล้อถีบ รถตุ๊กตุ๊กที่มีอยู่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้โดยสาร เฮียจึงติดต่อเพื่อนที่เป็นพนักงานขายรถสี่ล้อเล็กญี่ปุ่นยี่ห้อ “ไดฮัดสุ” แถวกรุงเทพฯ ซื้อรถดังกล่าวเข้ามาวิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารเป็นเจ้าแรก ใน จ.เพชรบุรี

          เริ่มแรกเฮียแกสั่งซื้อเข้ามาแค่ 5 คัน คันละประมาณ 20,000 บาท แล้วนำมาพิมพ์เบอร์ติดที่ข้างรถไว้เป็นหมายเลข 2, 4, 6, 8, 10, ที่พิมพ์เบอร์อย่างนี้ไม่ใช่อะไรหรอก เพียงแค่ทำให้คนอื่นมองว่าแกมีรถหลายคัน เมื่อตบแต่งรถเสร็จแล้วเฮียก็ว่าจ้างคนมาขับวิ่งตระเวนรับ-ส่งผู้โดยสารรอบเมืองเพชร ค่าโดยสารสมัยนั้นคนละ 1 บาท ส่วนถ้าจะเช่าเหมาคันก็คิดตามราคาใกล้ไกล ซึ่งผู้คนในสมัยนั้นจะรู้ว่ารถวิ่งรอบเมืองนั้นเป็นของ เสี่ยเล้ง” และเรียกติดปากมาตลอดว่า “รถเล้ง” จนถึงปัจจุบัน

          หลังจากเฮียได้นำ รถเล้ง” มาวิ่งรอบเมืองได้ในระยะหนึ่ง จนได้รับความนิยมจากประชาชน มีผู้หันมาใช้บริการรถเล้งจำนวนมาก เนื่องจากนั่งโดยสารได้สะดวกสบายกว่ารถตุ๊กตุ๊ก เฮียแกก็ซื้อรถเพิ่มอีกรวมเป็น 20 คัน แต่เฮียเล้งนำมาให้คนเช่าขับได้ไม่นานก็ต้องเลิกกิจการไปเนื่องจากมีผู้รับจ้างขับและผู้เช่าขับได้มาขอซื้อรถ เฮียแกใจดี ใจกว้าง ขี้สงสารคน ก็เลยขายไปคันแล้วคันเล่า ขายจนเกลี้ยงไม่เหลือไว้สักคัน จนมีข่าวออกไปว่าเฮียเล้งเลิกกิจการวิ่งรถรอบเมืองแล้ว ก็มีคนซื้อรถเล้งมาวิ่งกันมากมาย รวมถึงนายวิชัย หรือ เสี่ยโอ” เจ้าของปั้มน้ำมันแห่งหนึ่งใน จ.เพชรบุรี ที่นำรถเข้ามาร่วมด้วย 30 คัน

          เมื่อมีรถเพิ่มจำนวนมากขึ้น ประกอบกับยังไม่มีการจัดระเบียบรถเล้งในการวิ่ง-รับส่งผู้โดยสาร เป็นเหตุให้มีการวิ่งทับเส้นทางและแย่งผู้โดยสารกัน จนเป็นเรื่องเป็นราว ถึงขั้นมีการยกขบวนแห่มาร้องเรียนกับผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี อีกทั้งรถเล้งที่นำมาวิ่งก็ยังไม่ถูกต้องตามกฎหมายขนส่ง มักถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมเสียค่าปรับอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากเป็นป้ายดำ ไม่สามารถใช้เป็นรถโดยสารได้ สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ขับรถเล้งเป็นอย่างมาก จึงมีการรวมตัวไปปรึกษาขอความช่วยเหลือจาก อาเปี๊ยก” นายยุทธ อังกินันทน์ ส.ส.เพชรบุรีสมัยนั้น (ปัจจุบันเป็นนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี) เพื่อให้ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว

          นายยุทธได้อาสาตัวเป็นผู้ก่อตั้งยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหกรณ์ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2530 เลขทะเบียนสหกรณ์เลขที่ สทส.(ผ) 127 ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2530 โดยนายยุทธเป็นประธานกรรมการฯคนแรก หลังจากมีการขออนุญาตจัดตั้งเป็นสหกรณ์บริการเดินรถเพชรบุรี จำกัด แล้ว รถเล้งทั้งหมดจึงขึ้นตรงกับกรมการขนส่งทางบก และเปลี่ยนจากทะเบียนป้ายดำเป็นป้ายสีเหลือง (ป้ายเหลือง 30 หมายถึงรถโดยสารรับจ้างไม่ประจำทาง) ปัจจุบันมีรถเล้งอยู่ในสังกัดสหกรณ์จำนวน 161 คัน โดยมีนายวิทยา สงวนให้ เป็นประธานกรรมการฯ

          คนขับรถเล้งทุกคนจะต้องเป็นสมาชิกกับสหกรณ์ฯ และต้องเสียค่าบริการหรือค่าคิวคันละ 100 บาทต่อเดือน หรือเป็นรายปี ปีละ 1,100 บาทต่อคัน นอกจากนี้สหกรณ์ยังจัดระเบียบรถเล้งให้อยู่ตามคิวไม่ให้วิ่งมั่วเหมือนแต่ก่อน เดิมก็จะมีคิวอยู่ที่หน้าสถานีรถไฟเพชรบุรี หน้า รพ.พระจอมเกล้าฯ หน้าวัดธ่อเจริญธรรม(ถนน 18 เมตร) แต่ปัจจุบันมีคิวเพิ่มขึ้นอีกมากมาย เช่นหลังเขาวังบริเวณสถานีเคเบิลคาร์ หน้า รพ.เพชรรัชต์  ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีเพชรบุรี วิทยาลัยพระจอมเกล้าฯ ตลาดเพชรไพบูลย์ ร.ร.พรหมานุสรณ์ ร.ร.เบญจมเทพอุทิศ เป็นต้น ค่าโดยสารคนละ 20 บาท

          “เดี๋ยวนี้รายได้จากการขับรถเล้งโดยสารรับ-ส่ง ผู้คนรอบเมืองเพชร ไม่ค่อยแน่นอน บางวันก็ได้มาก บางวันก็ได้น้อย ลุงต้องอาศัยหาคนมาเช่าเหมาคันวิ่งไปตามสถานที่ต่างคิดตามระยะทางไกล้ไกล เช่นถ้าไปหาดเจ้าสำราญก็คิดประมาณ 150 บาท หรือไม่ก็อาศัยเป็นรถโฆษณาเคลื่อนที่ให้แก่บริษัท ห้างร้านต่าง ๆ ที่นิยมจะนำป้ายซื้อร้าน หรือสินค้าต่าง ๆ  มาติดที่รถเพื่อประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะคิดป้ายละ 100 บาท ต่อเดือน”

          นับวันรถเล้งกำลังลดจำนวนน้อยลงไปทุกที เนื่องจากบ้านเมืองมีการพัฒนา มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น อีกทั้งผู้คนก็หันมาใช้รถส่วนตัว ทั้งรถยนต์ จักรยานยนต์ ทำให้ “รถเล้ง” ไม่ได้รับความนิยมเหมือนครั้งที่เคยรุ่งเรืองในอดีต แต่เขาเหล่านี้ก็ยังคงต้องขับรถเล้งเพื่อหาเลี้ยงตนเองและครอบครัวตลอดไป…

          และชื่อ “เสี่ยเล้ง” นายสุวิทย์ พัชรพจนากรณ์ ต้นกำเนิด “รถเล้ง” ได้ถูกจารึกเป็นตำนานของรถสี่ล้อเล็กเมืองเพชรอีกตราบเท่านาน…

ทีมข่าวเพชรภูมิ:รายงาน