รมช.ธรรมนัส

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม กลุ่มชาวกะเหรี่ยง (กะหร่าง) บ้านบางกลอย หมู่ 1 ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่อยู่ระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราวตามหมายจับศาลจังหวัดเพชรบุรี ในข้อหาบุกรุกแผ้วถางป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเมื่อวันที่ 5 มีนาคม นำโดยนายนอแอ๊ะ มีมิ ลูกชายปู่คออี้ มีมิ และ น.ส.กิ๊ป ต้นน้ำเพชร เดินทางมาที่ สภ.แก่งกระจาน เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่ม ซึ่งผู้ต้องหาในคดีดังกล่าวรวมทั้งหมด 28 คน แต่มาพบพนักงานสอบสวนเพียง 23 คน ไม่มา 5 คน โดยมีนายแสงชัย รัตนเสรีวงษ์ จากสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) ร่วมรับฟังการแจ้งข้อหาเบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มในความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2562 รวม 7 ข้อหา โดยทำสำนวนส่งฟ้องศาลในวันที่ 28 พ.ค. เนื่องจากครบกำหนด วันฝากขังรวม 84 วัน

                ต่อมาวันที่ 25 พ.ค. ภาคีเซฟบางกลอย นำโดย นายพงษ์ศักดิ์ ต้นน้ำเพชร ยื่นหนังสือที่ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ ถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ทำกินรวมทั้งการพัฒนาและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของชาวกะเหรี่ยงบางกลอยโดยขอให้พนักงานสอบสวนชะลอการฟ้องชาวบ้านทั้ง 28 คนไว้ก่อนรวมทั้งให้ยุติการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มให้คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหากฎหมาย และคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาคดีความจัดประชุมด่วนเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาด้านคดีความของชาวบ้าน ขอให้ประสานงานไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ยุติการดำเนินการใด ๆ ในระดับพื้นที่เนื่องจากมีบันทึกข้อตกลงวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา และขณะที่ยังอยู่ในระหว่างการแก้ปัญหาของคณะกรรมการฯรวมทั้งให้ชี้แจงข้อเท็จจริงในกรณียิงเฮลิคอปเตอร์ของกรมอุทยานฯ และผลการดำเนินการตามปฏิบัติการใจแผ่นดินยอดดวงใจแก่งกระจานอย่างเป็นทางการเบื้องต้น ร.อ.ธรรมนัสพร้อมด้วย ดร.เสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีได้มารับหนังสือโดย ร.อ.ธรรมนัส รับว่าจะประสานงานให้ชะลอการดำเนินการสั่งฟ้องคดี รวมทั้งเร่งรัดให้มีการประชุมคณะกรรมการการแก้ไขปัญหาฯ

                วันที่ 27 พ.ค. นายสุรพล นาคนคร ประธานองค์กรอนาคตเพชรบุรี ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคี “#SAVE แก่งกระจาน ป่าของโลก เพื่อคนทั้งโลก” ได้ยื่นคำร้องต่อเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่สำนักงาน ป.ป.ช.จังหวัดเพชรบุรี เพื่อให้ ป.ป.ช.สอบสวนกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัสได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่าได้สั่งการให้มีการชะลอการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 28 ราย ในคดีบุกรุกพื้นที่ป่าของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานไว้ก่อนและมีหนังสือยืนยันให้กับกลุ่มดังกล่าวว่าได้สั่งให้ชะลอคดีนี้แล้ว โดยมีการเผยแพร่ภาพข่าวปรากฏต่อสื่อมวลชนไปแล้วนั้นโดยนายสุรพล ระบุว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีอาญาแผ่นดินและมีโทษสูง หาใช่ความผิดที่สามารถยอมความได้ แต่อย่างใดไม่ หากมีผู้หนึ่งผู้ใดไปทำให้คดีบิดเบี้ยวไม่เป็นไปตามกรอบเวลาหรือตามที่ควรจะเป็น บุคคลนั้นย่อมมีความผิดไปด้วย และหากพนักงานสอบสวนกระทำตาม ร.อ.ธรรมนัส อาจจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 200 วรรคแรก ร.อ.ธรรมนัสกับพวกแสดงเจตนาชัดเจนว่ามีการสั่งการซึ่งเป็นการใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมจึงขอให้ ป.ป.ช.ไต่สวนการกระทำดังกล่าวว่าเป็นความผิดตามกฎหมายใด มาตราใดเพราะหากกฎหมายไม่ถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดแล้ว สังคมก็จะมีแต่ความวุ่นวายหาความสงบสุขมิได้ และที่สำคัญบุคคลทุกคน ควรถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ไม่ควรมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าผู้คนในประเทศ

                ต่อมาวันที่ 28 พ.ค. ชาวกะเหรี่ยง (กะหร่าง) บ้านบางกลอยที่ถูกดำเนินคดีพร้อม น.ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน เดินทางมาที่ศาลจังหวัดเพชรบุรีโดยมีพนักงานสอบสวน สภ.แก่งกระจาน เดินทางมาแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่ผู้ต้องหาทั้งหมด จากนั้นจะทำสำนวนคดีส่งต่อพนักงานอัยการ ณ สำนักอัยการจังหวัดเพชรบุรีแต่ปรากฏว่าอัยการทำสำนวนส่งฟ้องไม่ทัน ทำให้ศาลต้องปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข และนัดฟังผลการพิจารณาว่าจะส่งฟ้องศาลหรือไม่ในวันที่ 29 กรกฎาคมนี้ นอกจากนี้พบว่า 1 ในผู้ต้องหาเป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องส่งให้ศาลคดีเด็กและเยาวชนเป็นผู้พิจารณา

                เบื้องต้นทีมทนายและผู้ต้องหาทั้งหมด 28 คน ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการให้สอบสวนเพิ่มเติมโดยเฉพาะกลุ่มนักวิชาการที่ได้เสนอไปทั้งหมด 7 คน อาทิ อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งให้ลงพื้นที่ศึกษาวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงคณะกรรมการที่รัฐบาลแต่งตั้งให้ไปทำงานในพื้นที่ โดยขอให้ดำเนินการสอบปากคำเพิ่มในช่วงระยะเวลา 2 เดือนนี้

                นายพงษ์ศักดิ์ ต้นน้ำเพชร ชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย หนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดี กล่าวว่า เมื่อ พ.ศ. 2539 เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้อพยพชาวบ้านจากพื้นที่ทำกินดั้งเดิมบ้านบางกลอยบนและบ้านใจแผ่นดินลงมาอยู่อาศัยในที่ดินที่รัฐจัดสรรให้ใหม่ โดยสัญญาว่าจะจัดสรรที่ดินทำกินให้เพียงพอ แต่ระยะเวลา 25 ปีผ่านมาหลายครอบครัว ยังประสบปัญหาไม่มีที่ดินทำกิน บางแปลงเป็นดินลูกรังไม่เหมาะสมกับการทำการเกษตรแบบดั้งเดิมที่ชาวบ้านปลูกข้าวไร่หมุนเวียน จึงต้องการจะกลับขึ้นไปทำกินในพื้นที่ดั้งเดิมที่เคยอยู่อาศัยมาก่อนซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากแผนที่ดาวเทียมไม่ได้เป็นการท้าทายกฎหมายส่วนเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ทราบว่าดำเนินการไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!