รัฐบาลคลายล็อกประกาศเปิดประเทศเศรษฐกิจจะกลับมาดีเหมือนเดิมไหม

ในที่สุดรัฐบาลภายใต้การนำของ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตัดสินใจเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย โดยไม่ต้องกักตัว ท่ามกลางกระแสทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย 

นักวิเคราะห์หลายฝ่ายให้ความเห็นว่ารัฐบาลคงยื้อเปิดประเทศต่อไปอีกไม่ได้  แม้หลายประเทศ   เช่น จีน ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ราว 11-12 ล้านคนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้นราว 40 ล้านคนที่มาเที่ยวไทยในปี 2562 จะยังไม่สามารถเดินทางเข้ามาได้เพราะรัฐบาลของเขายังไม่อนุญาตก็ตาม 

นั่นหมายถึงว่าแม้จะประกาศเปิดประเทศ แต่จะหวังตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติให้กลับมาเหมือนเดิมคงยาก เพราะแม้การฉีดวัคซีนจะมีมากขึ้น แต่ก็ยังมีปัญหาประชาชนหลายประเทศโดยเฉพาะในประเทศเจริญแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ยังไม่ยอมฉีดวัคซีนกันค่อนข้างมาก 

การเปิดประเทศโดยไม่กักตัวจึงยังนับเป็นความเสี่ยงต่อการระบาดต่อ และหากปริมาณนักท่องเที่ยวไม่มากพอ การเปิดภาคบริการ เช่น โรงแรม ฯลฯ จะมีต้นทุนที่สูง เห็นได้จากโครงการภูเก็ตแซนด์บ๊อกซ์ ปริมาณนักท่องเที่ยวยังไม่มากเท่าที่ควร และกระจุกตัวในโรงแรมใหญ่มากกว่าจะมีอานิสงส์เผื่อแผ่ไปยังโรงแรมขนาดกลางและเล็ก 

นอกจากนี้การที่ภาคท่องเที่ยวนิ่งสนิทไปปีกว่า ยังทำให้ภาคบริการที่เกี่ยวข้อง เช่น รถตู้ ไกด์ทัวร์ ร้านอาหาร ร้านนวด สปา ฯลฯ ปิดนานจนหาคนทำงานแทบไม่ได้ อย่างไรก็ดีในด้านจิตวิทยาถือว่าอย่างน้อยก็ทำให้เกิดความหวังแก่ผู้คนที่เกี่ยวข้องอยู่บ้าง

ปัจจุบันสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่องหนึ่งก็คือภาวะเงินเฟ้อ ที่เพิ่มสูงขึ้นอันจะนำไปสู่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามมา  สินค้าโภคภัณฑ์ต่าง ๆ ทยอยขึ้นราคา เช่น น้ำมันดิบเมื่อต้นปี 2563 ต่ำกว่าบาร์เรลละ 40 เหรียญสหรัฐ ปัจจุบันอยู่ที่ 84-85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล  และคาดการณ์ว่าอาจจะขึ้นไปแตะ 100 เหรียญสหรัฐ อันจะนำมาซึ่งต้นทุนสินค้าทุกตัวขยับราคาขึ้นแม้ประชาชนจะไม่มีกำลังซื้อก็ตาม 

ส่วนหนึ่งเกิดจากอากาศที่หนาวเย็นจำเป็นต้องใช้พลังงานทำความร้อน ความต้องการถ่านหินเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในจีน (จีนบริโภคถ่านหินปีหนึ่งราว 52 % ของถ่านหินทั้งโลก) ถ่านหินปรับราคาจากตันละ 50 เหรียญ ขึ้นเป็น 180 เหรียญ  แก๊สเองก็ไม่น้อยหน้า โดยสรุปสินค้าพลังงานขึ้นราคากันถ้วนหน้า  ทำให้อุตสาหกรรมต่าง ต้องแบกต้นทุนหนัก ก็ขึ้นราคาสินค้ากันยกใหญ่ เช่น เหล็ก ท่อน้ำ พลาสติก ฯลฯ ขณะที่พิษไวรัสโควิด-19 ยังกระหน่ำซ้ำทำให้คนจนลง กำลังซื้อถดถอย  แต่ราคาสินค้าขึ้นเอาขึ้นเอา เข้าสู่ยุคที่คนโบราณเรียกว่า ข้าวยาก หมากแพง อันจะนำไปสู่ภาวการณ์ขัดแย้งภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น

นักวิเคราะห์บางสำนักยังฉายภาพเศรษฐกิจไทยกำลังค่อย ฟื้นตัว ก็อาจจะดีในแง่ของสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ประชาชน แต่การวิเคราะห์ของบางสำนักบอกว่าให้ระวังเศรษฐกิจปี 2565 ค่อนข้างจะเปราะบาง เห็นได้จากการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะของแต่ละประเทศไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยที่ปรับจาก 60 เป็น 70แม้เพดานหนี้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่การใช้เงินให้ถูกช่องทางเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจจริง เพื่อให้กลับมาเติบโตได้อีกครั้งเป็นเรื่องใหญ่ 

งบประมาณใช้โดยราชการ ปัจจุบันสภาวะคอร์รัปชันในประเทศไทยค่อนข้างจะอยู่ในระดับสูง  จึงทำให้น่าห่วงในเรื่องของการใช้เงินให้ถูกช่องทาง  หากถูกใช้ไปในทางไม่เกิดประโยชน์และไปไม่ถึงปัญหา  จะทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย  และนี่คงเป็นคำตอบได้บ้างว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะค่อย ฟื้นตัว  แต่ประเทศไทยยังน่าห่วง  การเมืองก็ยังวุ่นวายไม่เลิกหากผู้บริหารบ้านเมือง นักการเมือง ยังนึกว่าประเทศไทยยังเหมือนเมื่อ 10 ปีก่อน ทำอย่างไรก็ได้เดี๋ยวก็ดีเองคงเป็นไปไม่ได้ในยุคนี้ ยุคที่โลกไม่หยุดรอประเทศไทยแล้ว  ที่คิดว่าไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว  อาจจะต้องไปเจอจุดที่ต่ำกว่าจุดต่ำสุดในปีหน้า  และประเทศไทยจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!