‘ร.อ.ขุนชาญใช้จักร ร.น.’ (ชาญ ชาญใช้จักร) อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี

ร.อ.ขุนชาญใช้จักร ร.น.’ (ชาญ ชาญใช้จักร)

อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี

          ย้อนหลังไปเมื่อประมาณ ๑๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา ชื่อ ร.อ.(เรือเอก) ชาญ ชาญใช้จักร หรือ ขุนชาญใช้จักร ร.น. นับว่าโดดเด่นเป็นที่รู้จักของคนทุกระดับชั้นใน จ.เพชรบุรี และมีชื่อเสียงในระดับชาติ เคยได้รับเกียรติเป็นผู้แทนประเทศไทยทำหน้าที่รับมอบดินแดนคืนให้แก่ไทยในสงครามมหาเอเชียบูรพาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส และเคยเป็น ข้าหลวงประจำจังหวัดเพชรบุรี” (ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี)

          เส้นทางชีวิต” ฉบับนี้จะขอร้อยเรียงเรื่องราวประวัติของ ร.อ.ชาญ ชาญใช้จักร หรือ ขุนชาญใช้จักร ร.น. บิดานายศรศิลป์ ชาญใช้จักร อดีตครูและศึกษานิเทศก์จังหวัดเพชรบุรี และเป็นบิดา นางประโยชน์ สุนทรวาทะ (ชาญใช้จักร) อดีตประธานกรรมการบริษัท เพชรภูมิการพิมพ์ จำกัด อดีตนายกสมาคมสื่อมวลชนเพชรบุรี (ผู้ล่วงลับ) 

          ผู้เขียนได้คัดย่อข้อมูลจากบันทึกที่ขุนชาญฯเริ่มต้นเขียนขึ้นเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๑๖ ขณะท่านมีอายุ ๗๙ ปี มาพอเป็นสังเขป  

          ในบันทึกระบุไว้ว่า ร.อ. ชาญ ชาญใช้จักร หรือ ขุนชาญใช้จักร ร.น. เดิมชื่อ ฮวด ควรถนอม เกิดเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๔๓๗ ที่บ้านตรอกต้นจันทน์  ริมแม่น้ำเพชรบุรี ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี เป็นบุตรของ นายควน-นางพุก ชาญใช้จักร มีพี่สาวร่วมสายโลหิตจำนวน ๓ คน คือ นางเน้ย ประกอบผล, นางเนียน รีละชาติ และนางเยื้อน วิเชียรศรี

          ในวันเด็ก พระครูสุวรรณมุนี(หลวงพ่อมี) เจ้าอาวาสวัดพระทรง ตั้งชื่อให้เด็กชายฮวดว่า เทพ” เมื่ออายุ ๘ ขวบ เริ่มเรียน ก.ข. กับ อาจารย์พรหมา” ที่วัดพระทรง อ.เมือง จ.เพชรบุรี ได้ประมาณ ๑ ปี ต่อมานายควนผู้เป็นบิดาได้พาไปอยู่ที่เมืองจีน พักอาศัยที่บ้าน “เอ้ฉีเซี่ยหราย  ในเมืองหูเซี้ย แต้จิ๋ว” พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็นจีนว่า เฮง ม่ง ฮวด” (หรือ นายม่งฮวด แซ่เฮ้ง) 

          เด็กชายฮวดเข้าเรียนหนังสือจีนได้ปีเศษ ก็เกิดไข้ทรพิษ(ฝีดาษ) ระบาดใหญ่ในเมืองนั้น บิดาจึงพากลับมาเมืองไทย และไปพักอาศัยอยู่กับพี่สาวของเด็กชายฮวดที่ตลาดบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ต่อมาพี่สาวได้ฝากเด็กชายฮวดให้ไปอยู่กับ เจ้าคุณพระธรรมจารย์ (สมเด็จพระพุฒาจารย์ นวม มหาสรณะ) ที่วัดอนงคาราม และเข้าเรียนหนังสือไทยชั้น ป.๑ และ ป.๒ ที่โรงเรียนอุดมวิทยายน,  ชั้น ป.๓ และ ป.๔ ที่โรงเรียนสุขุมาลัย จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมที่โรงเรียนมัธยมอนงคาราม ตั้งแต่ ม.๑ ถึง ม.๓

          เมื่อนายฮวดสำเร็จการศึกษาจบประโยคมัธยมบริบูรณ์ สมเด็จพระอาจารย์จึงไปฝากเข้าโรงเรียนเตรียมนายเรือ ซึ่งนายฮวดสามารถสอบเตรียมทั้ง ๓ ชั้นได้ในเวลารวดเร็ว จึงได้เป็นนักเรียนแผนกพรรคกะลิน กระทั่งจบหลักสูตร และเข้ารับราชการเป็นนายทหารเรือ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๕๗

          ขณะที่เป็นนายทหารเรืออยู่นั้น ร.อ.ฮวด ควรถนอม ผู้มีพรสวรรค์ทางด้านวรรณศิลป์ได้แต่งบทละครร้องเรื่อง ทำบุญวันเกิดเจ้ากรม” และแสดงละครร้องร่วมกับนายทหารกรมสรรพาวุธทหารเรือที่บางนา

          กระทั่งต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ ร.อ.ฮวด ควรถนอม เป็น ขุนชาญใช้จักร ร.น.”

          ร.อ.ขุนชาญฯนอกจากจะมีนิสัยชอบแต่งบทละคร กาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ และรักการแสดงแล้ว ยังเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ในงานราชการด้วยความเฉียบพลันและเด็ดขาด โดยเมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๔๖๐ ได้นำกำลังทหารเรือเข้ายึดเรือสินค้าเยอรมันและจับตัวทหารเยอรมันมาเป็นเชลยศึก (ขณะนั้นไทยประกาศสงครามกับเยอรมัน, ออสเตรีย ในสงครามโลกครั้งที่ ๑) รวมทั้งยังเป็นต้นกลเรือรบหลวง “พาลีรั้งทวีป” ไปรักษาการณ์ทางทะเลถวายการอารักขาเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปประทับแรม ณ ค่ายหลวงหาดเจ้าสำราญ เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๔๖๑

          นอกจากนี้ขุนชาญฯยังเสี่ยงภัยไปราชการที่ประเทศญี่ปุ่นโดยเรือพาณิชย์นาวีสยาม หรือเรือ “เยี่ยมสมุทร” ขากลับระหว่างทางเรือได้ชนเกาะแอลลิเกเตอร์(จีนเรียกเกาะตุงชา) ในทะเลจีน ทำให้ ร.อ.ขุนชาญฯและกำลังพลต้องทนทุกข์ทรมาน อดอาหารและน้ำจืดอยู่บนเกาะถึง ๑๓ วัน อีกทั้งยังได้ทำหน้าที่รับมอบ “เรือรบหลวงพระร่วง” และ “เรือรบหลวงรัตนโกสินทร์” แล้วอยู่ประจำเรือทั้ง ๒ ลำ  ได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงทหารเรือให้เป็น “ต้นกลใหญ่” ของเหล่าเรือสินค้าบริษัท อีส เอเชียติ๊กฯ เป็นการชั่วคราว เพราะบริษัทฯร้องขอความช่วยเหลือมา เนื่องจากต้นกลเรือสินค้าทุกลำของบริษัทฯนัดกันหยุดงานทั้งหมด

          การปฏิบัติหน้าที่ในคราวนั้น ทำให้ ร.อ.ขุนชาญฯได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทางทหารเรือ เช่น เบญจมาภรณ์มงกุฎสยาม, เบญจมาภรณ์ช้างเผือก, เหรียญราชรุจิทอง, เหรียญราชาภิเศกรัชกาลที่ ๖, เหรียญราชาภิเศกรัชกาลที่ ๗, สร้อยทองและเสมาทองคำ ร.๖, แหนบเงินลงยา ป.ป.ร.๗

          ต่อมา ร.อ.ขุนชาญฯได้ลาออกจากราชการทหารเรือ และเข้าไปทำป่าไม้กับบริษัทหุ้นส่วนของ นางลิ้นจี่ ชยากร และนายป่วน สง่าเมือง มีสัญญาว่าจ้าง ๑๐ ปี แต่บริษัทต้องเลิกล้มก่อนกำหนดสัญญาว่าจ้าง ทำให้ ร.อ.ขุนชาญฯต้องฟ้องร้องคดีเรียกค่าจ้างตามสัญญา บริษัทได้พยายามแกล้งฟ้องต่าง ๆ นานา เพื่อข่มขู่ให้ถอนฟ้องคดี แต่ ร.อ.ขุนชาญฯไม่ยินยอม จึงได้เป็นความกันหลายเรื่องทั้งอาญาและแพ่ง รวมเวลาเป็นความกันถึง ๖ ปีเศษ ซึ่ง ร.อ.ชาญก็ชนะทุกคดี

          ช่วงที่ลาออกจากราชการ ร.อ.ขุนชาญฯได้พบรักกับ นางสังวาลย์ ชาญใช้จักร(ชินวรรณโน) และใช้ชีวิตร่วมกัน มีบุตรธิดา ๒ คนคือ นางประสงค์(โกสุม)-นายศรศิลป์ ชาญใช้จักร และต่อมาได้พบรักกับ นางเปื่อม ชาญใช้จักร มีบุตรด้วยกันหนึ่งคนคือ นางประโยชน์ สุนทรวาทะ

          หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี ๒๔๗๕ ร.อ.ขุนชาญฯมีส่วนในการช่วยเหลือรัฐบาลปราบขบถบวรเดช ทำให้ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๔๗๗ ได้มีคำสั่งจากกระทรวงมหาดไทย แต่งตั้ง ร.อ.ขุนชาญฯให้เข้ารับราชการตำแหน่ง นายอำเภอบ้านแหลม จ.เพชรบุรี และวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ปีเดียวกันมีคำสั่งย้ายไปเป็น นายอำเภอเมืองเพชรบุรี

          “การแต่งตั้งนายอำเภอเมืองเพชรบุรีในครั้งนั้นออกจะพิเศษกว่าคนอื่น เพราะแต่ก่อนนายอำเภอมีอำนาจจับกุมคุมขังสอบสวนคดี ทางราชการจะไม่ตั้งให้ผู้ที่เกิดในเมืองนั้น ๆไปเป็นนายอำเภอ”  

           ร.อ.ขุนชาญฯสามารถปราบปรามโจรผู้ร้ายจนเบาบางลงและปราบการพนัน, ผู้มีอิทธิพลได้อย่างราบคาบ รวมทั้งได้จัดหาเงินทุนก่อสร้างสโมสรข้าราชการพลเรือน โดยการแต่งละครพูดเรื่อง แม่ยายเน้อ” พร้อมจัดแสดงร่วมกับ พ.อ.หลวงอาจศรศิลป์ (เปาธนพุทธิ) ข้าหลวงประจำจังหวัดเพชรบุรี หลวงประสิทธิ์บุรีรักษ์ ปลัดจังหวัดเพชรบุรี นายพลตำรวจตรี หลวงอรรถสิทธิสุนทร อัยการจังหวัดเพชรบุรี ร้อยตำรวจเอก หลวงอาวุธอัคนี ผู้บังคับกองตำรวจภูธรเพชรบุรี น.ส.เหรียญเพชร ตาลวันนา ครูใหญ่โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศฯ นางถนอม พิพิธสุขการ พยาบาลสุขศาลาเพชรบุรี นางถวิล สังขเวส ครูโรงเรียนเบญจมเทพอุทิศฯ และนางอนงค์ แสงเสยโย นางอนามัยสถานีเอื้อนอนามัย 

          ต่อมาเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๔๘๐ มีคำสั่งให้ ร.อ.ขุนชาญใช้จักร ร.น. ย้ายไปเป็นนายอำเภอเมืองลพบุรี เนื่องจาก จอมพล ป.พิบูลสงคราม รมว.กระทรวงกลาโหม ได้ขอตัวเพื่อให้ไปร่วมการสร้างเมืองใหม่ที่ จ.ลพบุรี  ซึ่ง ร.อ.ขุนชาญ ได้ทำงานร่วมกับฝ่ายทหารบก เป็นกรรมการเวนคืนที่ดินจากราษฎรอย่างเร่งด่วน และเป็นกรรมการสร้างสวนสัตว์ ซึ่งการทำงานของ ร.อ.ชุนชาญฯเป็นที่ถูกใจ จอมพล ป. เป็นยิ่งนัก ได้มอบหีบบุหรี่ลงยาจารึกความดีและแหนบเงินลงยาตราไก่ให้แก่ ร.อ.ขุนชาญฯต่อหน้าแถวข้าราชการและพลเรือนที่ตั้งแถวต้อนรับที่หน้าสถานีรถไฟลพบุรี จนเป็นที่อิจฉา ถูกเจ้านายเขม่นมาตลอด

          ในปี ๒๔๘๑ ขณะที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการยกเลิกบรรดาศักดิ์และยศข้าราชการพลเรือน และให้มีนามสกุล เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ร.อ.ขุนชาญจึงได้นำคำว่า ขุน” ออก และใช้ชื่อว่า ร.อ.ชาญ ชาญใช้จักร”

          ครั้นถึงวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๔๘๒ ร.อ.ชาญฯได้รับคำสั่งให้ย้ายจากตำแหน่งนายอำเภอขึ้นเป็นปลัดจังหวัดลพบุรี ดำรงตำแหน่งอยู่ประมาณเกือบ ๑ ปี กระทั่งในเดือนพฤษภาคม ๒๔๘๓ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ข้าหลวงประจำจังหวัดลพบุรี” (ข้าหลวง = ผู้ว่าราชการจังหวัด)

          ช่วงนั้นมีสงครามมหาเอเชียบูรพาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส และไทยสามารถชิงดินแดนกลับคืนมาจากฝรั่งเศสได้ทั้งหมด ประกอบด้วย เมืองลานช้าง, เมืองนครจัมปาศักดิ์,  เมืองเสียมราฐ และ เมืองพระตะบอง (ภายหลัง เมืองเสียมราฐ เปลี่ยนนามเป็น จังหวัดพิบูลสงคราม) โดย ร.อ.ชาญได้รับเกียรติให้ไปรับมอบดินแดน และเป็นข้าหลวงประจำจังหวัดนครจำปาศักดิ์ เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๘๔

          ร.อ.ชาญ ชาญใช้จักร ปกครองนครจัมปาศักดิ์อย่างอะลุ้มอล่วย อยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุขแบบพี่น้องร่วมชาติ และในปีนั้นกำลังจะมีการเตรียมการที่จะจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญขึ้นในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ปรากฏว่าเช้าวันที่ ๘ ธันวาคม ได้รับวิทยุแจ้งว่ามีทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกบุกประเทศไทยหลายแห่ง รวมทั้งฝั่งโขงตรงข้ามนครจัมปาศักดิ์ด้วย ทำให้การฉลองรัฐธรรมนูญที่จะขึ้นเป็นอันต้องงดไป

          พอถึงเดือนมกราคม ๒๔๘๕  กระทรวงมหาดไทย ก็มีคำสั่งย้ายด่วนให้ ร.อ.ชาญฯไปเป็น ข้าหลวงประจำจังหวัดสงขลา ขณะนั้นมีทหารญี่ปุ่นบุกขึ้นที่นั่นประมาณ ๒ แสนคน  จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มอบใบเบิกเงินคลังให้ ร.อ.ชาญฯ ๔ หมื่นบาท เพื่อไว้สำหรับเลี้ยงรับรองนายทหารผู้ใหญ่ฝ่ายญี่ปุ่นได้ทุกเมื่อโดยไม่อั้น เงินหมดแล้วให้เบิกใหม่ได้

          อยู่ที่นั่น ร.อ.ชาญฯใช้อำนาจหน้าที่ในทางปกครองค่อนข้างลำบาก เนื่องจากทหารญี่ปุ่นใช้อำนาจโดยพลการ  เที่ยวจับคนมากรอกน้ำสบู่  ทรมานคนโดยใช้วิธีจารีตนครบาล ตลอดจนขับรถชนคนตายอยู่บ่อย ๆ แต่ก็ไม่สามารถจับทหารฝ่ายญี่ปุ่นได้ ทั้ง ๆ ที่ทำผิดกฎหมายชัดเจน

          ต่อมาวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๔๘๖ ทางราชการทหารสูงสุด มอบหมายให้ ร.อ.ชาญฯเป็นผู้แทนไปรับมอบดินแดน ๔ รัฐมาลัย จากทหารญี่ปุ่นที่บุกขึ้นตีได้ตลอดแหลมมาลายูถึงสิงคโปร์ แล้วส่งคืนให้แก่ประเทศไทย ประกอบด้วย รัฐเปอร์ลิส รัฐเคดาห์(ไทรบุรี) รัฐกลันตัน และรัฐตรังกานู ซึ่งแต่ก่อนเคยเป็นของประเทศไทยมาก่อน พร้อมแต่งตั้งให้ ร.อ.ชาญฯเป็นข้าหลวงทหารแห่งรัฐกลันตัน ด้วย

          ขณะนั้นทหารญี่ปุ่นทำตัวอยู่เหนือกฎหมายไทย  อยากจับใครไปรีดไถและทำทารุณกรรม ก็ทำตามใจชอบ ตำรวจมาเลย์และตำรวจไทยก็ช่วยอะไรไม่ได้  ที่สำคัญผู้รักษาสันติราษฎร์ของไทยก็อาศัยอำนาจทหารญี่ปุ่นทำทารุณกรรมกับชาวพื้นเมืองเพื่อรีดไถเอาทรัพย์กัน ห้ามปราบก็ไม่เชื่อฟัง เมื่อรายงานเจ้านาย เจ้านายก็เข้ากับลูกน้อง ร.อ.ชาญฯรู้สึกอึดอัดใจในการทำงานเป็นอย่างมาก จึงได้ขอย้ายมาดำรงตำแหน่งเป็น ข้าหลวงประจำจังหวัดเพชรบุรี” แทนหลวงอรรถสิทธิสุนทร ที่ได้รับคำสั่งให้ย้ายไป จ.ยะลา

          เมื่อได้กลับมาอยู่ จ.เพชรบุรี ร.อ.ชาญ ฯได้พยายามทำนุบำรุงจังหวัดให้เจริญยิ่งขึ้น โดยเริ่มจากขอที่ดินจากราษฎรตัดถนน ถมดิน จาก อ.เมือง ผ่าน อ.บ้านลาด ไป อ.ท่ายาง ระยะทางยาว ๑๕ กม.ครึ่ง จนสำเร็จโดยไม่ต้องใช้งบประมาณรัฐบาลเลย ต่อมาสมัย นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อจาก จอมพล ป. พิบูลสงคราม ร.อ.ชาญฯและพวกรวม ๑๐ คน ถูกไล่ออกจากราชการโดยไม่มีการสอบสวนความผิด

กระทั่งต่อมาในปี ๒๔๙๐ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ทำให้พวกที่ถูกไล่ออกได้รับการกลับเข้ารับราชการกันหมดทุกคน ส่วน ร.อ.ชาญฯครบเกษียณอายุราชการ ๕๕ ปีพอดี

           หลังเกษียณอายุราชการ ร.อ.ชาญฯใช้เวลาว่างเขียนหนังสือเผยแพร่ประสบการณ์และประพันธ์โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ตามแนวที่ถนัด ช่วยเหลือราชการ ทำประโยชน์ส่วนรวมให้จังหวัดเพชรบุรีอย่างมากมาย โดยได้รับการแต่งตั้งเป็น สมาชิกสภาจังหวัด, สมาชิกสภาเทศบาลเมือง, สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ, นายกพุทธสมาคมเพชรบุรี, นายกสมาคมฟุตบอลและบาสเก็ตบอลจังหวัดเพชรบุรี, กรรมการสโมสรข้าราชการพลเรือนจังหวัดเพชรบุรี, กรรมการที่ปรึกษาโครงการพัฒนาการศึกษาส่วนภูมิภาคของภาค ๕, กรรมการที่ปรึกษาสมาคมชาวจีนจังหวัดเพชรบุรี,  กรรมการห้องสมุดสำหรับประชาชนจังหวัดเพชรบุรี, กรรมการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานจังหวัดเพชรบุรี, กรรมการสถานีวิทยุกระจายเสียง จ.ส.๖ และเป็นกรรมการต่าง ๆ อีกมากมาย

          เรือเอก ชาญ ชาญใช้จักร หรือ ขุนชาญใช้จักร ร.น. ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๑๗ สิริอายุ ๘๐ ปี นับได้ว่าจังหวัดเพชรบุรีได้สูญเสียบุคคลสำคัญที่มีความรู้ความสามารถรอบด้าน และมีเกียรติประวัติอันน่ายกย่องชมเชย บันทึกไว้ในแผ่นดินเมืองเพชร.

 

ทีมข่าวเพชรภูมิ:รายงาน