“ว่าวจุฬา” จ้าวเวหาท้าลมร้อน เสน่ห์ว่าวไทยจากใจ “ครูอ๊อด” อุทิศ มงคล

“ว่าวจุฬา” รูปร่างคล้ายดาว 5 แฉก หรือผลมะเฟืองผ่าซีก ทำจากโครงไม้ไผ่ปะติดด้วยกระดาษสาสีขาว นับ 10 ตัวกำลังลอยติดลมบน ส่ายไปมาอยู่บนท้องฟ้า อวดโฉมบริเวณลานกว้างหน้าโบสถ์วัดเกาะแก้ว ต.บางตะบูนออก อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ที่ ชมรมกีฬาว่าวไทยเพชรบุรี มี นายอุทิศ มงคล หรือ “ครูอ๊อด” ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานชมรมฯ ได้ชักชวนเพื่อนสมาชิกนักกีฬาเล่นว่าวไทยในเขตอำเภอบ้านแหลมมาทำกิจกรรมเล่นว่าวร่วมกัน ได้รับความร่วมมือจาก ชมรมว่าวไทยจังหวัดสมุทรสงคราม และจากจังหวัดกาญจนบุรี โดยมี พระครูรัตนทีปากร หรือ “หลวงพ่อรวย” เจ้าอาวาสวัดเกาะแก้ว ให้การสนับสนุนเอื้อเฟื้อสถานที่ในการจัดกิจกรรม เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา      

นายอุทิศ มงคล หรือ “ครูอ๊อด” ปัจจุบันอายุ 74 ปี อดีตผู้อำนวยการ รร.วัดดอนผิงแดด อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ข้าราชการบำนาญที่มีใจรักในการออกกำลัง ชื่นชอบการวิ่งระยะไกล ปั่นจักรยาน รวมถึงกีฬาเล่นว่าวไทย ครูอ๊อดเล่าว่า ตนผูกพันกับว่าวไทยมาตั้งแต่เด็ก ที่บ้านพ่อแม่ประกอบอาชีพออกเรือทำประมง บ้านอยู่ละแวกศาลเจ้าฮุดโจ๊ว ใกล้ ๆ กับวัดต้นสน “นายเทียน มงคล” เตี่ยหรือพ่อเป็นคนเล่นว่าว หน้าร้อนเดือนมีนาคม เมษายน ช่วงเทศกาลสงกรานต์คนบ้านแหลมจะนัดกันไปเล่นว่าวจุฬา ว่าวปักเป้ากันกลางทุ่ง สมัยก่อนเดิมพันด้วยน้ำมะเน็ต หรือ “น้ำซ่า” เตี่ยบังคับว่าวจุฬาเป็นหลัก มีการฝึกซ้อมเพื่อให้เกิดความชำนาญ จึงติดสอยห้อยตามเตี่ยไปฝึกซ้อมและแข่งขันว่าวอยู่เป็นประจำ จึงชื่นชอบว่าวจุฬามาตั้งแต่เด็ก กระทั่งเรียนจบ มศ.3 จาก รร.อรุณประดิษฐ ระหว่างรอสอบเข้าวิทยาลัยครูเพชรบุรี ก็ช่วยพ่อทำประมง รับจ้างถ่ายรูปโดยที่พ่อแม่ลงทุนซื้อกล้องถ่ายรูป ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ทำงานควบคู่กับการเรียนหนังสือจนสำเร็จการศึกษา ป.กศ.สูง จากวิทยาลัยครูเพชรบุรี สอบบรรจุรับราชการครูได้ที่ รร.วัดคุ้งตำหนัก ต.บางตะบูน อ.บ้านแหลม กระทั่งแต่งงานมีครอบครัวเป็นหลักเป็นฐาน

                ครูอ๊อด เล่าต่ออีกว่า ตั้งแต่เป็นครูสอนหนังสือก็ห่างเหินจากกีฬาว่าวไทยไปหลายสิบปี กระทั่งอายุได้ 50 ปีกว่า ไปชมการแข่งขันไทยว่าวไทยที่จังหวัดสมุทรสงคราม ด้วยความที่ชื่นชอบว่าวจุฬามาตั้งแต่เด็ก ได้ซื้อว่าวจุฬากลับมาเล่นอีกครั้ง ขณะนั้นยังทำว่าวจุฬาไม่เป็น จึงมีความคิดในการทำว่าวด้วยตนเอง ทราบว่าที่ วัดพระศรีอารย์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี มีการทำว่าวจุฬา ด้วยความสนใจจึงขอไปเรียนรู้ฝึกหัดทำว่าวกับ “ครูแดง” พระอาจารย์ที่วัดพระศรีอารย์ท่านได้เมตตาสอนวิธีทำว่าวจุฬา เริ่มต้นตั้งแต่การเหลาไม้ ขึ้นโครง ผูกเชือก ติดกระดาษ เนื่องจากตนเองมีพื้นฐานการผูกเชือกจากเคยทำประมงมาก่อน เงื่อนที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นเงื่อนตะกรุดเบ็ด

                “นั่งทำตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงเที่ยงคืน ก่อนจะนอนพัก ตื่นเช้าขึ้นมาทำต่อจนถึงเที่ยงวันก็แล้วเสร็จ ได้ว่าวจุฬาตัวแรกของชีวิต ก่อนหน้าที่จะฝึกทำว่าว ผมซื้อว่าวจุฬามาเล่นจากอาจารย์หลายท่าน ตัวที่ราคาแพงสุด 4,000 – 5,000 บาทก็เคยซื้อ ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เล่นไปสักพักก็คิดว่าการซื้อว่าวมาแข่งขันนั้น แสดงว่าเรายังไม่มีความรู้ความสามารถในการทำว่าว จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ไปศึกษาเรียนรู้วิธีทำว่าว ตอนนั้นอายุ 50 กว่า ใกล้จะเกษียณเริ่มมีเวลาว่างที่จะฝึกทำว่าวจุฬาอย่างจริงจัง”

                ครูอ๊อด กล่าวว่า วิธีการทำว่าวจุฬา เริ่มต้นจากการกำหนดขนาดของตัวว่าว ว่าวจุฬาจะมีตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนใหญ่ วัดจากความยาวของไม้ไผ่แกนกลางของตัวว่าวที่เรียกว่า “อก” เริ่มตั้งแต่ขนาด 75 เซนติเมตร (1 ศอก 1 คืบ) ขนาด 2 ศอก (100 เซนติเมตร) ขนาด 3 ศอก ( 150 เซนติเมตร) ขนาด 4 ศอก (200 เซนติเมตร) ขนาด 5 ศอก (250 เซนติเมตร) ขนาดใหญ่กว่านี้ก็มี แต่ไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากมีขนาดใหญ่มาก ใช้คนบังคับจำนวนมาก ไม่สะดวกต่อการเก็บและขนย้าย

                วิธีการทำว่าวจุฬา เริ่มจากการขึ้นโครงว่าว ประกอบด้วยไม้ 5 ชิ้นสำคัญ ได้แก่ ไม้แกนกลางตัวว่าว เรียกว่า “อก” เหลาหัวและปลายให้เรียว 2 ชิ้นต่อมาคือ “ปีก” ผูกขนาบกับอก ปลายไม้ทั้งสองข้างจรดกัน และไม้อีก 2 ชิ้น เรียกว่า “ขากบ” เป็นขาว่าว มีหน้าที่ในการส่งว่าวให้ขึ้นสู่บนท้องฟ้า ไม้ไผ่ที่ใช้ในการทำว่าวควรเป็น “ไม้ไผ่สีสุก” อายุประมาณ 3 ปี ถึง 4 ปี มีความเหนียว น้ำหนักเบา ยืดหยุ่นสูง ถ้าอ่อนเกินไปจะหักง่ายเวลาว่าวปะทะแรงลม หรือขณะที่นำว่าวลงพื้น อาจตกกระแทกพื้นทำให้ตัวว่าวหักเสียหาย ส่วนไม้แก่กว่านั้นจะมีผลต่อการทรงตัวของว่าว เมื่อได้ไม้ไผ่ตามที่ต้องการ นำมาผ่าซีกและตากทิ้งไว้ให้แห้งสนิท ใช้มีดเหลาขึ้นรูป บริเวณที่เป็นข้อหรือตาไม้ไผ่ให้ใช้ตะไบฝนและกระดาษทรายขัดให้เรียบเสมอกัน ก่อนนำไปย่างไฟหรือลนไฟให้ไม้อ่อนตัว ง่ายต่อการดัดให้ตรง เป็นการไล่น้ำและความชื้นป้องกันมอดกินไม้ เมื่อดัดให้ตรงแล้วก็ใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ ลูบตัวไม้ในส่วนที่เราเห็นว่าตรงแล้ว เพื่อให้ไม้คงที่ ไม่บิดหรืองอกลับไปเหมือนเดิม

เครื่องมือในการทำว่าวส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือที่ครูอ๊อดออกแบบและทำใช้ขึ้นเอง เช่น อุปกรณ์ในการเหลาไม้ เครื่องมือที่เรียกว่า “ครูโครงว่าว” ใช้ในการวัดและไล่ขนาดของไม้ไผ่เพื่อให้ปีกทั้ง 2 ข้างมีขนาดเท่ากัน เพราะมีผลต่อการขึ้นและการทรงตัวของว่าวจุฬา จากนั้นให้นำชิ้นส่วนทั้งหมดมาประกอบเข้าด้วยกันตามสูตรของแต่ละคน สูตรโครงว่าวจุฬาของครูอ๊อด ได้รับการถ่ายทอดจาก นายบุญรอด นาคศิธร หรือ “ครูเตี้ย” ช่างทำบ้านทรงไทยชาวจังหวัดสมุทรสงคราม ที่มีความรู้ในการานทรงไทย ภูมิปัญญาการำว่าวกับทางชมรมฯ หรือได้มีโอกาสไปถ่ายทอดความรู้นไปได้ก็อยากร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เปิดโอกาทำว่าว ผู้เป็นครูถ่ายทอดวิชาความรู้การทำว่าวอีกคนหนึ่ง

หลังจากขึ้นโครงว่าวด้วยไม้ไผ่เป็นที่เรียบร้อย เป็นขั้นตอนในการขึงเชือกด้าย เรียกว่า “ผูกสัก” เป็นการขึงเชือกด้ายเป็นรูปสี่เหลี่ยมรูปตารางหมากรุก ทับด้วยเส้นกากบาท แล้วใช้กระดาษสาปิดทับลงบนโครงว่าว จากนั้นปิดดอกด้วยกระดาษสีหรือกระดาษอังกฤษที่ตอกเป็นลวดลายต่าง ๆ ทำให้ตัวว่าวแข็งแรงมากขึ้น ก่อนที่เจาะรูผูกซุงที่อกว่าว โดยอาวุธของว่าวจุฬาคือ “จำปา” เป็นไม้ไผ่ดัดปลายทั้งสองข้างโค้งและเหลาให้เรียวแหลมจำนวนหลายอัน นำมาผูกรวมติดกับเชือกว่าวเพื่อใช้เกี่ยวสายซุงหรือสายว่าวปักเป้าให้เข้ามาในแดนของตน ส่วนว่าวปักเป้าจะมี “เหนียง” เป็นสายเชือกว่าวเอาไว้คล้องหรือครอบว่าวจุฬา หรือใช้ป่านพันซุงว่าวจุฬาให้เสียการทรงตัว ว่าวตัวไหนที่สามารถลากคู่ต่อสู้เข้ามาในแดนตัวเองได้ก็จะได้คะแนน   

                หลักเกณฑ์การประกวด “ว่าวจุฬา” ประเภทว่าวคว้า ประกอบด้วย 4 ข้อ หรือ “4 ส.” ได้แก่ 1) สวยงาม 2) ส่าย 3) ขึ้นสูง และ 4) มีเสียง กล่าวคือ การขึ้นโครงว่าวจุฬาต้องมีความเรียบร้อยสวยงาม เหลาไม้ได้กลม อกตรงไม่คด การขึงเส้นเชือกตรงแนวกากบาท การปะดอกให้พอดีกับเส้น แต่ไม่ต้องละเอียดเท่ากับว่าวจุฬาประเภทสวยงาม ประการที่ 2 ว่าวต้องส่าย ธรรมชาติของว่าวจุฬาต้องส่ายอยู่กับที่ ไม่ใช่ย้ายหรือเคลื่อนที่ไปมา ลีลาการส่ายมีจังหวะที่สวยงาม ประการที่ 3 ต้องขึ้นสูง เมื่อเทียบกับว่าวตัวอื่น ๆ ที่ลอยบนท้องฟ้า ต้องขึ้นสูงเด่นกว่า ประการที่ 4 ต้องมีเสียง ช่วงที่ปล่อยว่าวจุฬาขึ้นท้องฟ้า จะเกิดเสียงดังครืดคราด เป็นเสียงที่เกิดจากเชือกเส้นนอกที่ขึงบริเวณส่วนหัวกับปีก มี “หมอน” หรือ “อูฐ” ไม้ไผ่รูปสามเหลี่ยมชิ้นเล็ก ๆ หนุนเส้นเชือกปิดด้วยกระดาษสา เรียกที่ว่า “ใบ” ตีกระพือกับลมเกิดเป็นเสียงดัง

การประกวดว่าวจุฬา ประเภทสวยงาม หรือที่เรียกว่า “ว่าวเบญจรงค์” เป็นประกวดการทำว่าวจุฬาสวยงาม เพื่อแสดงถึงทักษะฝีมือของคนทำว่าว โดยจะต้องทำว่าวจุฬาส่งเข้าประกวดจำนวน 5 ขนาด ได้แก่ 1) ขนาด 75 เซนติเมตร 2) ขนาด 2 ศอก 3) ขนาด 3 ศอก 4) ขนาด 4 ศอก และ 5) ขนาด 5 ศอก จึงเรียกว่า “ว่าวเบญจรงค์” ซึ่งเป็นว่าวที่ทำขึ้นใหม่ ไม่ได้เจาะซุง หลักเกณฑ์การตัดสินจะเน้นความเรียบร้อยสวยงาม การเหลาไม้ การขึงเชือก การติดดอก ลวดลายสีสันดอกที่ใช้ต้องสวยงามและมีลวดลายที่เหมือนหรือใกล้เคียงกัน ครูอ๊อดได้ทำว่าวเบญจรงค์ส่งเข้าประกวด ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 การแข่งขันว่าวไทย ประเภทว่าวสวยงาม “ชุดเบญจรงค์” ในงานมหกรรมว่าวไทย “ศึกจ้าวเวหา” ประจำปี พ.ศ. 2559 ณ สนามหน้าทางเข้าวัดช่องลมวรรณาราม อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม จัดโดย อบจ.สมุทรสงคราม ร่วมกับ ชมรมว่าวไทยจังหวัดสมุทรสงคราม

“ว่าวจุฬาที่ผมทำส่วนใหญ่จะทำไว้เล่นเอง ไม่ค่อยได้ขาย จึงสะสมไว้เป็นจำนวนมาก นำไปเล่นตามสถานที่ต่าง ๆ เผยแพร่ให้คนได้รู้จัก ตามงานวัด งานประจำปี งานของอำเภอบ้านแหลม มีคนสนใจเข้ามาพูดคุยสอบถาม ขณะเดียวกันก็พบว่าที่เพชรบุรีมีคนเล่นว่าวอยู่จำนวนหนึ่ง จึงเริ่มชักชวนมาเล่นว่าวด้วยกัน พากันไปประกวดแข่งขัน กระทั่งประมาณปี 2557 เราเห็นว่าจังหวัดอื่น ๆ มีการจัดตั้งชมรมกีฬาว่าวไทย จึงมีแนวคิดในการรวมกลุ่มเพื่อน ๆ ที่เล่นว่าวด้วยกัน จัดตั้งเป็น ชมรมกีฬาว่าวไทยเพชรบุรี โดยขออนุญาตจากสมาคมกีฬาจังหวัดเพชรบุรี”

การตั้ง “ชมรมกีฬาว่าวไทยเพชรบุรี” ปัจจุบันมี นายประยุทธ์ สุขารมณ์ เป็นประธานชมรมฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนมาเล่นว่าวได้ออกกำลังกาย เพราะการเล่นว่าวมีทั้งการเดิน การวิ่ง การสาวเชือกว่าว ให้สมาชิกได้มาพบปะพูดคุยทำกิจกรรมร่วมกันก่อเกิดความรักความสามัคคีแลกเปลี่ยนความรู้ อีกประการหนึ่งได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ว่าวไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาติที่กำลังจะสูญหายไป ให้ฟื้นกลับคืนมาอยู่คู่กับบ้านเมืองเราตลอดไป ร่วมกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่มาเล่นมาเรียนรู้ จึงพยายามจัดการเล่นการแข่งขันเพื่อให้เป็นที่รู้จัก ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหน่วยงานต่าง ๆ ให้การสนับสนุน อาทิ สมาคมกีฬาจังหวัดเพชรบุรี สภาวัฒนธรรมอำเภอบ้านแหลม องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี เทศบาลตำบลบ้านแหลม มีการจัดกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็กและเยาวชนตามโรงเรียนต่าง ๆ แต่ก็มีอุปสรรคอยู่บ้าง เนื่องจากการสอนทำว่าวจะใช้มีดซึ่งเป็นของมีคมอันตราย จึงไม่เหมาะกับเด็กเล็ก แต่ปัจจุบันก็ยังมีคนที่สนใจเข้ามาเรียนรู้อยู่เสมอ

“เสน่ห์ของว่าวจุฬา ภูมิปัญญาการทำว่าวที่ต้องอาศัยทักษะฝีมือความประณีต คือการใช้สายเชือกเส้นเดียวในการบังคับว่าวให้เคลื่อนที่ไปมา ขึ้นสูงหรือลงต่ำได้ ทั้งว่าวจุฬา และว่าวปักเป้าใช้สายเชือกเส้นเดียว ว่าวสตันไคท์ของฝรั่งต้องใช้เชือก 2 เส้นถึงจะบังคับได้ แล้วเราเป็นคนไทยซึมซับการเล่นว่าวมาตั้งแต่เด็ก พอได้ทำแล้วรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันอนุรักษ์ภูมิปัญญาเหล่านี้ไว้ ทางเราก็ยินดีที่จะถ่ายทอดความรู้ให้คนที่สนใจ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เปิดโอกาสให้นักศึกษาที่สนใจมาเรียนรู้วิธีการทำว่าวกับทางชมรมฯ หรือได้มีโอกาสไปถ่ายทอดความรู้ให้กับนักเรียนนักศึกษาที่สนใจ เป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติให้ดำรงคงอยู่สืบต่อไป” ครูอ๊อด นายอุทิศ มงคล กล่าว

ผู้ที่สนใจกีฬาว่าวไทย ว่าวจุฬา ว่าวปักเป้า สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “ครูอ๊อด” นายอุทิศ มงคล ชมรมกีฬาว่าวไทยเพชรบุรี โทรศัพท์ 081-981-5354.

ว่าวไทยในอดีต

การเล่นว่าวไทยมีมานานตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี มีหลักฐานในพงศาวดารว่า “พระเจ้ากรุงสุโขทัยโปรดเล่นว่าวมาก พระองค์ทรงว่าวขนาดใหญ่ตกถึงเมืองตองอูของพม่า พระองค์จึงให้เสนาบดีตามไปเก็บ” ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ประมาณ พ.ศ. 1901 ชาวเมืองมีการเล่นว่าวกันมาก และเล่นกันวุ่นวาย จึงได้ออกกฎมณเฑียรบาลการเล่นว่าวข้ามกำแพงพระราชวังและในปี พ.ศ. 2231 ได้มีบันทึกของจดหมายเหตุลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ระบุว่าในเมืองไทยเป็นเมืองที่สนุกสนาน ว่าวของพระเจ้ากรุงสยามขึ้นในอากาศทุกคืนตลอดฤดูหนาว 2 เดือน มีเสนาอำมาตย์ผลัดเปลี่ยนกันดึงสายป่าน ในสมัยพระเพทราชา มีการใช้ว่าวในการทำสงครามกันในปี พ.ศ. 2232 กบฏนครราชสีมาเกิดฮึกเหิมปราบเท่าไรก็ไม่สำเร็จ แม่ทัพจึงคิดอุบายเผาเมือง โดยการใช้หม้อดินดำผูกติดว่าวจุฬาล่ามสาย พอได้จังหวะเหมาะก็จุดชนวนหล่นลงมาไหม้บ้านเรือน ในสมัยรัตนโกสินทร์ ว่าวก็เป็นที่นิยมแพร่หลายมาก เล่นในกลุ่มเจ้านายพระราชวงศ์ หรือชาวบ้านธรรมดาสามัญธรรม นิยมเล่นกันที่ท้องสนามหลวง.

ที่มาจาก หนังสือตำนานว่าวพนัน ตำราผูกว่าว วิธีการชักว่าว และการเล่นว่าวต่อสู้กันในอากาศ

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!