ศาสตราจารย์พูน เกษจำรัส เกียรติประวัติศิลปินเลือดเมืองเพชร

ศาสตราจารย์พูน เกษจำรัส

เกียรติประวัติศิลปินเลือดเมืองเพชร

           ย้อนไปเมื่อประมาณ ๗๐ ปี ศาสตราจารย์พูน เกษจำรัส เลือดเนื้อเชื้อไขชาวจังหวัดเพชรบุรี เป็นที่เคารพนับถือของบรรดาลูกศิษย์ เหล่าศิลปิน และผู้อยู่ในวงการศิลปะภาพถ่าย ตลอดระยะเวลาที่รับราชการได้อบรมสั่งสอนวิชาการศิลปะการถ่ายภาพและงานศิลปะแขนงอื่นๆ ให้แก่ลูกศิษย์ รวมทั้งสร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปะการถ่ายภาพ ได้รับรางวัลเกียรติยศทั้งในและต่างประเทศ จนเป็นที่ยอมรับและได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์(ศิลปะภาพถ่าย) เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๑

           “เส้นทางชีวิต” ฉบับนี้ขอร้อยเรียงเรื่องราวประวัติ ศาสตราจารย์พูน เกษจำรัส ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ศิลปะภาพถ่าย) ปี พ.ศ.๒๕๓๑, บุคคลดีเด่นแห่งชาติ สาขาพัฒนาสังคม(ด้านศิลปะภาพถ่าย) ปี พ.ศ.๒๕๓๓

ผู้เขียนได้คัดย่อข้อมูลจากหนังสืออนุสรณ์ “พูน เกษจำรัส”  ที่บุตร-ธิดาจัดพิมพ์เป็นที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์พูน เกษจำรัส ณ วัดตรีทศเทพวรวิหาร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๒๔

           นายพูน เกษจำรัส เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๔ ที่บ้านฉาง หมู่ ๘ ต.หนองโสน อ.เมือง จ.เพชรบุรี เป็นบุตรของนายดี-นางเนื่อง เกษจำรัส มีพี่น้องร่วมบิดามารดาจำนวน ๓ คน

           ครอบครัวและญาติพี่น้องประกอบอาชีพทำนา แสดงหุ่นกระบอก เป็นช่างแกะสลัก และงานศิลปะหลายแขนง ทำให้ ด.ช.พูนได้ซึมซับงานศิลปะมาตั้งแต่เด็ก ในวัยเยาวช์ ด.ช.พูน เริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียนประชาบาลวัดสิงห์ ต.หนองโสน อ.เมือง จ.เพชรบุรี และได้ศึกษาต่อที่โรงเรียนประจำจังหวัดเพชรบุรี (โรงเรียนคงคาราม) จนสำเร็จการศึกษาชั้น ม.๖

           ต่อมาได้เข้าศึกษาต่อที่ โรงเรียนเพาะช่าง ระหว่างเรียนนายพูนมีความมุมานะ ขยันหมั่นเพียร จนมีผลการเรียนดีเยี่ยม สามารถทำคะแนนรวมได้เป็นที่ ๑ ของชั้น อีกทั้งนายพูนมีอุปนิสัย บุคลิกลักษณะดี สุขุม มีความรับผิดชอบงานในต่อหน้าที่สูง จึงเป็นที่รักใคร่นิยมชมชอบของเพื่อนฝูง ได้รับมอบหมายจากครู-อาจารย์ให้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าชั้นตลอดมา

           นายพูนมีความรักและสนใจในศิลปะภาพถ่าย ชอบเล่นกล้องเป็นชีวิตจิตใจ จึงได้ใช้วิชาความรู้ทางศิลปะภาพถ่ายหารายได้เพื่อใช้เป็นทุนในการศึกษา จนสำเร็จการศึกษาในระดับประโยคครูประถมการช่าง(ปป.ช.) และประโยคครูวาดเขียนโท(วท.) ชั้นสูงสุด

           นายพูนได้เข้าศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรมประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นรุ่นแรก (นักศึกษาคนแรกของมหาวิทยาลัยศิลปากร-นักศึกษาเลขประจำหมายเลข ๑) สมัยนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีเรือดำน้ำข้าศึกเข้ามาปิดอ่าวไทย ส่งผลให้ไม่มีเครื่องปั้นส่งมาขาย นายพูนซึ่งมีความเป็นช่างโดยชาติกำเนิด ชำนาญงานหลายอย่าง จึงทำเครื่องปั้นใช้เองโดยการดัดเหล็กและตะไบเหล็กกลึงไม้สารพัด ทำเหมือนของนอกทุกอย่าง เหล่านักศึกษาและอาจารย์ที่รู้ข่าวต่างพากันมาสั่งทำไม้ปั้นและเครื่องปั้นอยู่บ่อยครั้ง จนทำให้นายพูนมีรายได้และสามารถส่งตัวเองเรียนจนจบอนุปริญญาศิลปบัณฑิต สาขาจิตรกรรมและประติมากรรม (การศึกษาชั้นสูงสุดในขณะนั้น)

           เมื่อสำเร็จการศึกษานายพูนได้ทำงานครั้งแรก โดยเป็นครูศิลปะที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน อยู่ ๑ ปี จากนั้นได้รับการบรรจุเป็นครูตรีอยู่ที่โรงเรียนเพาะช่าง กระทั่งได้พบรักกับอาจารย์สุดา เกษจำรัส (วงศ์ขจรสุข) อาจารย์สอนวิชาศิลปหัตกรรมที่วิทยาเขตเพาะช่าง มีบุตร-ธิดาด้วยกัน ๖ คน

           หลังแต่งงานอาจารย์พูนใช้เวลาว่างจากการสอนหนังสือ ศึกษาวิชาอัดรูป ล้างรูป และขยายภาพด้วยตนเอง เริ่มแรกทำการล้างฟิล์ม ขยายภาพในสุ่มไก่ขนาดใหญ่ใช้ผ้าคลุม จากนั้นได้ทำห้องมืดแบบถาวรขึ้นที่บ้านพัก มีผู้คนให้ความสนใจในฝีมือแวะเวียนไปให้ถ่ายรูปและสั่งอัดรูปอยู่ตลอดเวลา

           อาจารย์พูนสอนอยู่ที่เพาะช่างได้ ๖ ปี ก็ย้ายไปสอนที่ โรงเรียนอุเทนถวาย สอนได้ไม่กี่เดือน วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ ได้ขอให้ย้ายมาสอนประจำที่แผนกวิชาช่างถ่ายรูป (ปัจจุบันคือสาขาวิชาเทคโนโลยีการถ่ายภาพและภาพยนตร์) ซึ่งอาจารย์พูนได้บุกเบิกการสอนวิชาถ่ายภาพให้นักศึกษามาหลายต่อหลายรุ่น จนมีศิษย์จำนวนมากทั่วประเทศ

           ต่อมาอาจารย์พูนได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนกวิชาช่างภาพและหัวหน้าคณะวิชาช่างพิมพ์-ช่างภาพ จนเกษียณอายุราชการ และยังเป็นอาจารย์สอนพิเศษตลอดมา

           กระทั่งในปี ๒๕๓๐ ได้รับแต่งตั้งเป็น “ศาสตราจารย์พิเศษ” วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา (วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ) ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

           ที่ผ่านมาศาสตราจารย์พูนได้ถ่ายทอดวิชาการศิลปะการถ่ายภาพและงานศิลปะแขนงอื่น ๆ  ให้แก่ลูกศิษย์จำนวนมากให้ได้รับความรู้ ทั้งยังได้สร้างผลงานด้านศิลปะการถ่ายภาพอยู่ในคอลัมน์ประจำของนิตยสารสตรีสาร ตั้งแต่การพิมพ์ระบบเก่าเป็นภาพขาว-ดำ  ใช้น้ำยากัดสังกะสีโรยผงย่างไฟ และพิมพ์ด้วยแท่นนอนอย่างฉับ-แกระ จนเปลี่ยนเป็นแม่พิมพ์ตามกระบวนการพิมพ์ออฟเซท แยกสีด้วยคอมพิวพ์เตอร์ รวมทั้งยังมีผลงานดีเด่นและแพร่หลายได้รับรางวัลทั้งประกาศนียบัตร โล่รางวัลอย่างมากมาย จนเป็นที่ยอมรับจากวงการถ่ายภาพทุกระดับชั้นทั้งในและต่างประเทศ

           นอกจากนี้ศาสตราจารย์พูนยังเป็นศิลปินที่มีบทบาทและให้บริการแก่สังคมอย่างกว้างขวาง เคยเป็น กรรมการฝ่ายศิลป์และการพิมพ์ให้แก่โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, เป็นที่ปรึกษาโครงการศึกษางานช่างของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, เป็นผู้เขียนคำบรรยายภาษาไทย “หนังสือภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙”  เป็นที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการและเขียนพระราชประวัติทางการถ่ายภาพโครงการ “ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พัฒนาประเทศ”  เป็นที่ปรึกษาการถ่ายภาพของบริษัทฟูจิ โฟโต้ ฟิล์ม(ประเทศไทย) จำกัด, เป็นกรรมการก่อตั้งสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์,  เป็นนายกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยฯ หลายสมัยนาน ๑๑ ปี และตำแหน่งอื่น ๆ อีกมากมาย

           ด้วยเกียรติประวัติดังกล่าว คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ประกาศยกย่องศาสตราจารย์พูน เกษจำรัส ให้เป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์(ศิลปะภาพถ่าย) ในปี ๒๕๓๑

           คณะอนุกรรมการเผยแพร่ผลงานดีเด่นของชาติ ในคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศยกย่องให้เป็น บุคคลดีเด่นของชาติ สาขาการพัฒนาสังคม (ด้านศิลปะภาพถ่าย) ประจำปี ๒๕๓๓

           ศาสตราจารย์พูนได้ทำงานที่ถือว่าสำคัญที่สุดในชีวิตคือการได้เขียนคำบรรยายภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่รวมพิมพ์เป็นเล่มในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ ๖๐ พรรษา นอกจากนี้เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯนำคณะกรรมการบริหารเข้าเฝ้าทูลเกล้าฯถวายเข็มทองคำศิลปะการถ่ายภาพแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่พระองค์ทรงคุณค่าอเนกอนันต์ประการทั้งด้านการถ่ายภาพและศิลปะวิทยาการถ่ายภาพสร้างสรรค์จรรโลงสังคม  โดยทรงสัมผัสชีวิตจริงในชนบทและทรงใช้กล้องถ่ายภาพเป็นร่องนำไปสู่ความสำเร็จของโครงการหลวงและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินับพันโครงการ ตลอดจนได้เป็นผู้นำเสด็จทอดพระเนตรและถวายคำอธิบายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในงานแสดงภาพถ่ายของสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยฯ ในปี พ.ศ.๒๕๐๒

           มีอยู่ครั้งหนึ่งศาสตราจารย์พูนได้ฟังเพลงพระราชนิพนธ์ “สายฝน” เกิดความประทับใจและมีความคิดอยากถ่ายทอดจินตนาการลงบนภาพถ่ายเป็นสื่อประกอบเพลง จึงตระเวนไปถ่ายภาพเทวดาจากผนังโบสถ์ ถ่ายต้นไม้ ผืนไร่ ท้องนา จากนั้นนำภาพมาล้าง อัด ขยาย ในห้องมืดที่บ้าน โดยใช้วิธีซ้อนภาพเข้าเป็นภาพเดียวกันให้สอดคล้องกลมกลืนกับเรื่องราวจากบทเพลงจัดใส่รวมกัน จากนั้นใช้ปากกาแร้งขูดภาพ แต่งแต้มด้วยพู่กันและหมึกจีน พยายามขูดขีดแต่งแต้มจนได้ภาพดูคล้ายรุกขเทวดากำลังโปรยปรายสายฝนลงมา และหวังไว้ว่าหากภาพนี้เสร็จสมบูรณ์จะถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรให้จงได้

           แต่ท่านได้ล้มป่วยด้วยเหตุเส้นเลือดในสมองตีบ

           ขณะนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ผู้แทนพระองค์ เชิญแจกันดอกไม้พร้อมเชิญกระแสพระราชดำรัสที่ทรงพระราชทานให้เป็นกำลังใจแด่ศาสตราจารย์พูนอยู่เสมอมา

           เมื่ออาการทุเลาลงและสามารถกลับมาพักรักษาตัวที่บ้านแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ นายเชาวน์ ณ ศีลวันต์ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์เชิญเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ต.จ.ว.) พระราชทานให้แก่ศาสตราจารย์พูนเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๓๖ 

           ต่อมาศาสตราจารย์พูนมีอาการทรุดลงและกลับมารักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราชอีกครั้ง พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุติยจุลจอมเกล้า (ท.จ.)  ซึ่งเป็นเกียรติยศชั้นสูงสุดที่ศาสตราจารย์พูนได้รับ

           ศาสตราจารย์พูน เกษจำรัส ถึงแก่กรรมด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ณ ตึก ๘๔ ปี โรงพยาบาลศิริราช สิริอายุ ๗๖ ปี.

ทีมข่าวเพชรภูมิ:รายงาน