ศึกน้ำลาย

      คำว่า ศึก สงคราม รบทัพจับศึก มีความหมายไปทำนองเดียวกัน คือ การใช้กำลังเข้าประหัตประหารกันอย่างรุนแรงระหว่างรัฐหรือประเทศตั้งแต่ 2 รัฐ หรือ 2 ประเทศขึ้นไป เช่น ศึกชายแดน การต่อสู้ระหว่างบุคคลกับบุคคล หรือระหว่างพวกหนึ่งกับอีกพวกหนึ่ง (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554)

      เมื่อพูดถึงการทำศึกต้องใช้กำลังและอาวุธเข้าเข่นฆ่ากัน หรือทำร้ายกัน ให้บาดเจ็บล้มตาย หรือให้อีกฝ่ายพ่ายแพ้ไปในที่สุด

      ถ้าติดตามข่าวการเมือง ข่าวสังคม ข่าวกีฬา จะเห็นว่า มีการนำคำว่า ศึก ไปใช้ในหลายบริบททำให้เกิดความหมายกว้างออกไปแทนที่จะเป็นการมุ่งเข่นฆ่ากันตามความหมายเดิม เช่น เปิดศึกฟุตบอล หมายถึง แข่งฟุตบอล ศึกน้ำลาย หมายถึง การดวลวาทะด้วยวาจาที่มีทั้งคำบริภาษ คือ ด่าด้วย คำหยาบคาย วาจาประชดประชัน เสียดสี เหน็บแนม กล่าวร้าย พาดพิง อย่างที่พบได้ทั่วไป เช่น เวลาเปิดอภิปรายประชุมสภา ดารา นักแสดง แม่ค้า ประชาชนเกิดเขม่นกันขึ้น ก็มักจะประกาศศึกน้ำลายใส่กัน

      ช่วงนี้จะเห็นว่านักข่าวเสนอข่าว ศึกน้ำลาย กันบ่อย ทั้งศึกน้ำลายแบบเผชิญหน้า และศึกน้ำลายผ่านตัวหนังสือ คำว่า ศึกน้ำลาย ผมว่ามองเห็นภาพชัดว่าต้องการสื่อความหมายถึง การใช้คำพูดโดยตรง เพราะคำพูดเป็นภาษาที่มีเสียง จึงต้องใช้ปากเป็นส่วนหนึ่งของการกำเนิดเสียง ทำให้คำพูดเกี่ยวข้องกับน้ำลายไปโดยปริยาย

      น้ำลาย มีคำเรียกอีกอย่างหนึ่งที่เป็นปริศนาว่า น้ำบ่อน้อย

      คำนี้มีที่มาจากเรื่องรามเกียรติ์ ตอน ที่หนุมานเผากรุงลงกา หลังจากที่หนุมานถูกพวกยักษ์จับตัวได้ ทศกัณฐ์ก็สั่งประหารด้วยอาวุธต่าง ๆ แต่ก็ไม่ระคายผิว ทศกัณฐ์จึงถามหนุมานว่าถ้าจะทำให้ตายโดยไม่ต้องทรมานต้องฆ่าอย่างไร หนุมานจึงแกล้งทูลว่า

            จงเอาผ้าชุบน้ำมันมาพันตัว    หุ้มให้ทั่วทั้งกายจนปลายหาง

      ทั้งนุ่นเคล้าเข้ากับน้ำมันยาง          ประสมฟางต่างเชื้อมาผูกพัน

      แล้วจึงเอาเพลิงแรงแสงกล้า          มาจุดเข้าเผาข้าให้อาสัญ

      ซึ่งทูลความตามจริงทุกสิ่งอัน         ทรงธรรม์จงทราบบาทบงสุ์

      แล้วทศกัณฐ์ก็จุดไฟเผาหนุมานด้วยหอกสุรกานต์ หนุมานได้โอกาสเหาะทะยานขึ้นสู่ยอดปราสาท และท้องพระโรง เผากรุงลงกาจนราบเรียบ ทศกัณฐ์และบริวารต้องหนีตายกันอลหม่าน

      ส่วนหนุมานเมื่อเผากรุงลงกาแล้ว ปรากฏว่าไฟที่ไหม้อยู่ที่ปลายหางนั้นไม่ยอมดับ จะใช้วิธีดำน้ำก็แล้ว ปัดเป่าก็แล้ว จนเดือดร้อนต้องมาหาฤๅษีนารทพระฤๅษีจึงได้แนะเป็นปริศนาแก่หนุมานว่า

            เมื่อนั้น                         พระนารทหัวเราะร่าแล้วว่าขาน

      เพราะฤทธิ์หอกออกเป็นอัคคีกาล    จึ่งบันดาลติดไหม้เหมือนไฟฟ้า

      จะแก้ไขให้หายไม่ง่ายดอก           กูจะบอกให้คิดปริศนา

       อันน้ำบ่อน้อยที่มีมา                 เป็นคงคาสำหรับดับไฟ           

            บัดนั้น                          หนุมานชาญชิตคิดได้

      จึ่งจับหางขึ้นอมอัดลมไว้              ประเดี๋ยวไฟดับสิ้นดังจินดา

            แม้ว่าในรามเกียรติ์จะไม่ได้ใช้น้ำลายในเชิงดวลวาทะปะคารมกัน แต่การใช้น้ำบ่อน้อยดับไฟก็น่าจะเข้ากันได้กับ ศึกน้ำลาย ด้วยประการฉะนี้

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!