ศุภโยค พานิชวิทย์  ‘ผู้ว่าฯจอมน้ำหมาก’ บู๊-บู๋นครบเครื่อง นักปกครองเท้าติดดิน ขวัญใจคนเมืองเพชร

ศุภโยค พานิชวิทย์ 

ผู้ว่าฯจอมน้ำหมาก’ บู๊-บู๋นครบเครื่อง

นักปกครองเท้าติดดิน ขวัญใจคนเมืองเพชร

          “ผู้ว่าราชการจังหวัด” หรือ “พ่อเมือง” ของจังหวัดเพชรบุรี นายศุภโยค พานิชวิทย์ นับเป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีที่ชาวเมืองเพชรรักใคร่และกล่าวถึงคุณงามความดีที่ท่านสร้างสรรค์ไว้ให้แก่แผ่นดินเมืองเพชรมากมาย

          ท่านเป็นอีกหนึ่งตำนานของนักปกครองที่ได้ชื่อว่า “เท้าติดดิน” คลุกคลีตีโมงกับชาวบ้านอย่างไม่ถือเนื้อถือตัวตลอดชีวิตราชการ

          ตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ หากคนเมืองเพชรเอ่ยถึง ผู้ว่าฯจอมน้ำหมาก” นั่นแหละใช่แล้ว ท่านผู้ว่าฯ “ศุภโยค พานิชวิทย์” นักปกครองที่ติดหมากติดพลู ต้องเคี้ยวหมากปากแดงทุกวัน ยามว่างจากงานราชการแต่งกายแบบบ้าน ๆ ปลูกต้นไม้ ทำสวนครัว อุ้มไก่ไปตี คลุกคลีกับชาวบ้าน

          ท่านเป็นนักปกครองที่มีความคิดโลดโผน ชอบทำงานแบบคิดต่าง มีแนวทางแปลกแหวกแนวไม่เหมือนใคร เกียรติประวัติในชีวิตราชการของท่านในจังหวัดเพชรบุรี เคยเป็นตัวแทนชาวเมืองเพชรน้อมเกล้าฯถวายช้างเผือกแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ในคราวเดียวกันถึง ๓ เชือก ณ โรงช้าง สนามหน้าเขาวัง อ.เมือง จ.เพชรบุรี

          เส้นทางชีวิต”  ฉบับนี้ขอร้อยเรียงเรื่องราวประวัติชีวิต ศุภโยค พานิชวิทย์” อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี จากความทรงจำของ นายกฯหมี” ธีรศักดิ์ พานิชวิทย์  นายก อบต.บ้านหม้อ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ผู้เป็นบุตรชาย

          นายศุภโยค พานิชวิทย์ เกิดที่ ต.ศาลาลอย อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นบุตร นายเจือ-นางละมุน พานิชวิทย์ มีพี่ชายร่วมสายโลหิต ๑ คน ชื่อ นายเยื้อน พานิชวิทย์ อดีต ส.ส.พระนครศรีอยุธยา เขต ๒ อดีต รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีกหลายกระทรวง

          ในวัยเยาว์คุณแม่ละมุนตั้งชื่อให้นายศุภโยคว่า บุญปลูก” แต่เตี่ยเจือตั้งชื่อให้ว่า ทองย่อย” แปลว่าทองหดเหลือน้อยลง ฉายแววเรียนดีมาตั้งแต่เด็กไม่แพ้ผู้เป็นพี่ชาย สอบได้ข้ามชั้นเรียนอยู่บ่อยครั้ง กระทั่งสำเร็จการศึกษาสูงสุดจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้านกฎหมายและภาษาต่างประเทศ เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า ศุภโยค พานิชวิทย์”

          นายศุภโยคเริ่มชีวิตราชการ ทำหน้าที่เป็นล่ามกองการต่างประเทศ สปม., ผู้ตรวจการเทศบาลเมืองชุมพร, ปลัดอำเภอตรีเมืองสตูล, ปลัดกิ่งอำเภอทุ่งหวัง, ปลัดอำเภอเมืองสตูล, นายอำเภอเมืองสิชล, นายอำเภอเมืองสตูล, นายอำเภอท่าศาลา, ปลัดจังหวัดนราธิวาส, ปลัดจังหวัดสตูล, ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล, ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส, ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช,  ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี และเกษียณอายุราชการที่ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย

          สมัยเป็น นายอำเภอศุภโยค” มีเสียงร่ำลือว่าเป็นนักดื่มสุราชั้นเซียน คือดื่มทุกวันโดยเฉพาะตอนแดดร่มลมตกจนค่ำมืดดึกดื่น บางครั้งระหว่างทางกลับบ้านก็มีคนเห็นเมาหลับอยู่บนกองหินข้างถนน หรือนอนหลับอยู่กับคนถีบสามล้อหรือคนงานก่อสร้าง จนมีคนตั้งฉายาในช่วงนั้นว่า ศุภโยคจรจัด”

          ถึงแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นนักร่ำสุราตัวยง แต่นายศุภโยคจะไม่ดื่มสุราในเวลาราชการ และไม่เคยทำให้งานในหน้าที่เสียหาย

          แต่กลับใช้ประโยชน์จากการดื่มสุราเป็นกลยุทธ์ในการปกครอง เช่นบางครั้งดื่มแล้วแกล้งเมาดิบ หูก็สดับตรับฟังวงสนทนาซึ่งเป็นชาวบ้านพูดคุยกันด้วยความคะนองปาก ทำให้รู้ว่าคนในสังคมนั้นเขาคิดกันอย่างไร สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ในความคิดของพวกเขาเป็นอย่างไร อยู่เย็นเป็นสุขกันมากน้อยเพียงใด  ทำให้นายศุภโยคสามารถทำงานแก้ไขปัญหาให้แก่ชาวบ้านได้สำเร็จและได้ผลเกินคาดในหลายเรื่อง

          นายศุภโยคเป็นนักพัฒนาผู้มีแต่ให้ กล้าคิด กล้าทำ และกล้ารับผิดชอบ ได้ริเริ่มพัฒนาถนนหนทางใน อ.ท่าศาลา เพื่อให้สะดวกในการสัญจร ขณะนั้นการพัฒนาค่อนข้างลำบาก เครื่องจักรกลทุกอย่างไม่มีใช้เหมือนสมัยนี้ ต้องใช้กำลังคนอย่างเดียว ที่สำคัญไม่มีเงินงบประมาณมาสนับสนุนแต่อย่างใด ต้องไปเหมาซื้อจอม เสียม มีด พร้า ฯลฯ จากร้านค้าในพื้นที่ มาแจกจ่ายให้ผู้ที่มาช่วยทำถนน เสร็จแล้วต่างคนต่างเอากลับบ้าน เมื่อขอแรงพัฒนาครั้งใหม่ ใครที่มามือเปล่า ก็ไปเหมามาแจกจ่ายให้ใหม่อีก จนทำให้เป็นหนี้กับร้านค้าอยู่จำนวนมาก แต่สามารถพัฒนาให้ อ.ท่าศาลา มีถนนหนทางติดต่อกันได้ทั้ง ๑๐ ตำบล

          นอกจากเป็นนักพัฒนาแล้ว นายศุภโยคยังให้ความสำคัญเรื่องการดูแลทุกข์สุขของชาวบ้าน เรียกได้ว่าชาวบ้านต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ถ้ามีเหตุผัวเมียทะเลาะตบตีกัน นายศุภโยคจะเรียกมานั่งอบรมทั้งผัวทั้งเมียว่า ทะเลาะกันได้ แต่ห้ามลงไม้ลงมือ ถ้าไม่เชื่อ กูจะไม่ให้เป็นผัวเมียกันอีก” ทำให้ผัวเมียหลายคู่ที่ถูกอบรมไม่กล้าทะเลาะกันอีกเลย

          ประมาณปี ๒๕๑๕ นายศุภโยคได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายให้ไปเป็นปลัดจังหวัดสตูล ยังคงออกไปคลุกคลีตีโมงกับชาวบ้านในพื้นที่ทุกอำเภออยู่เป็นประจำ จนเป็นที่รักใคร่ของชาวบ้านชาวเมืองเป็นส่วนมาก

          แต่เป็นธรรมดา มีคนรัก ย่อมมีคนเกลียด นายศุภโยคถูกผู้ไม่หวังดีเขียนบัตรสนเท่ห์ร้องเรียนไปยังกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ว่าชอบดื่มสุรา งานการไม่ทำ อธิบดีฯจึงส่งผู้ตรวจราชการกรมการปกครองไปสืบว่าเป็นไปดังที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ได้ความว่าเป็นจริงตามคำร้องเรียน แต่ไม่ถึงกับเสียงานเสียการอะไร

          อธิบดีฯจึงสั่งให้ นายปัญญา กฤษ์อุไร เลขานุการกรมการปกครองในขณะนั้นไปเกลี้ยกล่อมให้นายศุภโยคเลิกดื่มสุรา เพราะเดือนกันยายนปีนั้นกำลังจะถูกเสนอให้เลื่อนขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด

          ปรากฏว่านายศุภโยคยอมเชื่อฟังและเลิกสุราอย่างเด็ดขาด แต่หันมา “กินหมาก” แทน เดือนตุลาคมปีนั้นนายศุภโยคได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล จากนั้นไปเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กระทั่งปลายปี ๒๕๑๙ ได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายให้มาเป็น “ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี”

          ขณะนั้นกระทรวงมหาดไทยมีนโยบายให้ทุกจังหวัดจัดโครงการสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงให้ช่วยกันปลูกป่าเพื่อรักษาธรรมชาติและสภาพแวดล้อม  ผู้ว่าฯศุภโยค” ได้เลือกเอา โครงการปลูกมะขามแสนต้น” เนื่องจากเห็นว่าเป็นไม้ยืนต้นที่แข็งแรง และเป็นพืชเศรษฐกิจใช้บริโภคเป็นอาหารและทำเฟอร์นิเจอร์ได้ จึงให้รวบรวมเมล็ดมะขามจำนวนมากมาไว้ที่จวนฯ

          และในช่วงที่ นายดำรง สุนทรศารทูร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นั่งเฮลิคอปเตอร์มาตรวจราชการที่ จ.เพชรบุรี ผู้ว่าฯศุภโยคที่กำลังรอให้การต้อนรับอยู่นั้น ฉุกคิดขึ้นมาได้ จึงขอใช้เฮลิคอปเตอร์นำเมล็ดมะขามจำนวน ๑ แสนเมล็ด ใส่กระสอบขึ้นลอยอยู่บนฟ้าเหนือพื้นที่ อ.ท่ายาง แล้วโปรยเมล็ดมะขามกระสอบแรกแต่มิได้คำนวณทิศทางลมให้ดีเสียก่อน เมล็ดมะขามและฝุ่นละอองบางส่วนได้ปลิวย้อนตีกลับเข้ามาในเครื่อง ทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อยที่นั่งอยู่ในเฮลิคอปเตอร์มอมแมมด้วยฝุ่นผงละออง เหลือให้เห็นเพียงลูกตา สร้างความขบขันให้แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

          “ขณะนั้นชาวบ้านบางคนไม่รู้เรื่องการปลูกป่ามะขามด้วยเฮลิคอปเอตร์ของผู้ว่าฯ นึกว่าสายฝนลงมาเป็นเมล็ดมะขาม ได้เก็บไปบูชา บ้างก็เอาไปใบ้หวยกัน จนเป็นที่เล่าลือกันอยู่ระยะหนึ่ง และมีหนังสือพิมพ์บางฉบับลงข่าวเกรียวกราวอยู่ ๒ – ๓ วัน”

          ผู้ว่าฯศุภโยคเป็นคนเรียบง่าย ไม่ชอบหรูหราฟู่ฟ่าเหมือนคนอื่น เวลาไปตรวจราชการที่ไหนจะมีอักษรเลขคอยสะพานย่ามติดตามไปเท่านั้น บางคนเข้าใจว่าเป็นมือปืนคอยติดตามเหมือนเจ้าพ่ออื่น ๆ แต่แท้จริงแล้วภายในย่ามที่อักษรเลขสะพายเดินตามนั้นมีเพียง หมาก พลู ยาเส้น สีเสียด ฯลฯ เท่านั้น

          นายกฯหมีเล่าว่า คุณพ่อถือเป็นผู้ว่าฯติดดิน หลังว่างเว้นภารกิจการงานมักจะนุ่งผ้าขาวม้าสีม่วง ไม่สวมเสื้อ ลงมาคลุกคลีอยู่กับต้นไม้ในจวน ใครที่ไม่เคยเห็นและรู้จักหน้าตาผู้ว่าฯมาก่อน ก็จะนึกว่าเป็นคนสวนหรือคนงานในจวน เคยมีชาวบ้านคนหนึ่งถือพานดอกไม้พร้อมการ์ดเดินเข้ามาหาพ่อที่กำลังปลูกต้นไม้อยู่ ตามองเข้าไปในจวนแต่ปากก็เอ่ยถามว่า “ผู้ว่าฯอยู่ไหม” คุณพ่อก็ถามว่ามีอะไรกับผู้ว่าฯ ชาวบ้านบอกจะเชิญผู้ว่าฯไปเป็นประธานแต่งงานลูกสาว คุณพ่อจึงบอก “ฉันนี่แหละเป็นผู้ว่าฯ” เมื่อชาวบ้านได้ยินก็แทบช็อก ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากราบเป็นการใหญ่เลย ทำเอาคนที่อยู่ในเหตุการณ์ขำกันไปเลยทีเดียว”

          ในปี ๒๕๒๑ ผู้ว่าฯศุภโยคได้สร้างประวัติศาสตร์และความภาคภูมิใจให้กับชาวจังหวัดเพชรบุรี ด้วยการน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายช้างเผือกในคราวเดียวกันถึง ๓ เชือก แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ประกอบด้วย ช้างพลายภาศรี, ช้างพังขวัญตา และ ช้างพลายดาวรุ่ง

          ถึงแม้ว่าช้างเผือกทั้ง ๓ เชือกนี้ จะอุบัติขึ้นด้วยพระบุญญาธิการของพระมหากษัตริย์ แต่ก็ไม่เคยปรากฏว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันในวาระเดียวกันและจังหวัดเดียวกัน นับเป็นนิมิตอันประหลาดมากที่จังหวัดเดียวมีช้างสำคัญอุบัติขึ้นพร้อมกันถึงสามเชือกเช่นนี้

          ต่อมาในปี ๒๕๒๒ เพชรบุรี เกิดเหตุการณ์ฆ่าล้างแค้นกันของกลุ่มมือปืนเมืองเพชร ไม่เว้นแต่ละวัน ผู้ว่าฯศุภโยกจึงมีนโยบายลดคดีอาชญากรรมร้ายแรง ด้วยการใช้ธรรมะชนะอธรรม หวังเห็นเมืองเพชรเป็นเมืองพระ โดยเชิญมือปืนแต่ละกลุ่ม เจ้าพ่อ เจ้าแม่แต่ละคนที่เคยห้ำหั่นกัน มาพบกันต่อหน้าพระ แล้วใช้สัจจะละอาชีพมือปืน เลิกความบาดหมางอันมีแต่เดิมให้หมดสิ้น แต่ก็ไม่เป็นผล

          ผู้ว่าฯศุภโยกเห็นว่าเมื่อพูดแล้วเตือนแล้ว บางกลุ่มไม่ยอมจบ จึงสนับสนุนให้ยิงกันเสียเลย โดยใครอยากได้ใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนจะออกให้หมดทุกคน และอาวุธปืนราชการในสมัยนั้นที่กำหนดให้เป็นอาวุธสงคราม(เอ็ม ๑๖) ก็อนุญาตให้ผู้ที่ได้รับพิจารณาเป็นกรณีพิเศษสามารถยืมไปใช้ได้

          ในที่สุดนโยบายที่เรียกว่าให้ยิงกันเองไม่ต้องดำเนินคดี ปรากฏว่าล้างกันไป ล้างกันมาสักพัก เสียงปืนเริ่มลดลงจนเป็นที่พอใจของกระทรวงฯในขณะนั้น แต่ทว่าปืนหลวงที่เบิกไปใช้ไม่มีใครนำกลับมาส่งคืน ผู้ว่าฯต้องแอบซื้อปืนหลายกระบอกมาตอกเลขใหม่คืนให้แก่ทางราชการ

          ขณะชีวิตราชการของผู้ว่าฯศุภโยคเหลืออีก ๑ ปี ๖ เดือน ท่านได้รับคำสั่งย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย หลังเกษียณอายุราชการได้ไปลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่จังหวัดสตูล ถิ่นเก่าที่ท่านเคยเป็นผู้ว่าฯ ในสังกัดพรรคชาติประชาธิปไตย ที่มี พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นหัวหน้าพรรค หวังเจริญรอยตามพี่ชาย เพื่อเป้าหมายในชีวิตคือการรับใช้ประชาชน

          แม้จะไม่ได้รับการเลือกเป็น ส.ส. แต่ผู้ว่าฯจอมน้ำหมากคนนี้ก็ยังไม่ทอดทิ้งชาวจังหวัดเพชรบุรี ได้กลับมาเป็นผู้ก่อตั้ง “ชมรมผู้เลี้ยงโคนมเมืองเพชรบุรี” เพื่อสร้างอาชีพให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ได้ลืมตาอ้าปาก

          ท่านผู้ว่าฯศุภโยค ถึงแก่กรรมด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจ ขณะสิริอายุ ๗๕ ปี

          เส้นทางชีวิต “ผู้ว่าฯจอมน้ำหมาก” ศุภโยค พานิชวิทย์ อีกหนึ่งตำนานของนักปกครองที่หัวใจหลอมเป็นหนึ่งเดียวกับประชาชน ผู้สร้างเกียรติประวัติให้ไว้แก่แผ่นดินเมืองเพชร.

 

ทีมข่าวเพชรภูมิ:รายงาน