สมุนไพร ‘ฟ้าทะลายโจร-สามแม่ทัพ’ ปราบโควิด-19 ‘สื่อเลือกข้าง’ ตัวการสำคัญขยายความขัดแย้งในสังคม

เมื่อสัปดาห์ก่อนคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบหลักการส่งเสริมการใช้ยา“ฟ้าทะลายโจร”ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่ยังไม่ปรากฏอาการตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ

เนื่องจากที่ผ่านมากรมราชทัณฑ์ใช้ยา“ฟ้าทะลายโจร”ซึ่งมีสารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ที่มีศักยภาพในการป้องกันเชื้อไวรัสเข้าสู่เซลล์และลดการแบ่งตัวของไวรัส ใช้รักษาในกลุ่มผู้ต้องขังที่มีอาการติดเชื้อไวรัสโควิดไม่รุนแรง จำนวน 1.18 หมื่นคน พบว่าได้ผลดีสามารถรักษาผู้ต้องขังในเรือนจำหายจากโควิด-19 ได้มากถึงร้อยละ 99.02

นอกจากนี้กระทรวงยุติธรรมได้มอบหมายให้เรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศปลูกสมุนไพรประเภทต่างๆ โดยเน้นการปลูกสมุนไพร “ฟ้าทะลายโจร”และ“กระชายขาว”เป็นหลักในพื้นที่รวม141 ไร่ เพื่อเป็นการเริ่มต้นเพื่อช่วยผู้ต้องขังในเรือนจำที่ติดเชื้อโควิค-19 และโรคอื่นๆ รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่ประชาชนทั่วไปด้วย

                ปรากฏว่างานนี้ “บิ๊กป้อม”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ขอเป็นผู้กำกับดูแลเอง

                ที่สมุนไพรไทยได้รับความสนใจในช่วงนี้ คาดว่ารัฐบาลน่าจะถูกกดดันจากหลาย ๆ ทางที่เรียกร้องให้นำ “ฟ้าทะลายโจร” มารักษาผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งเคยเสนอมาตั้งแต่มีการระบาดในช่วงแรก ๆ ด้วยซ้ำ แต่รัฐบาลไม่ให้ความสนใจ

นายปานเทพ พัวพงษ์พันคณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิตน.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กรุงเทพฯ ก็พยายามรณรงค์เรียกร้องให้รัฐบาลสนใจยาฟ้าทะลายโจรมาตั้งแต่โควิดระบาดใหม่ ๆ ได้มีการนำไปใช้ในเรือนจำที่มีผู้ติดโควิดเป็นที่ทดลองก่อนในช่วงแรก ซึ่งก็ได้ผลดี ผู้ป่วยโควิดลดลงทันตาเห็น แต่สงสัยว่าทำไมฝ่ายการแพทย์สาธารณสุขไม่นำไปให้ผู้ป่วยโควิดในโรงพยาบาลสนามได้ทดลองใช้บ้าง

รัฐบาลให้ความสนใจแต่ยา“ฟาริพิราเวียร์ (favipiravir)” ซึ่งมีการผลิตและใช้รักษาตั้งแต่ปี 2557 ในช่วงการระบาดหนักของไวรัสไข้หวัดใหญ่และไวรัสอีโบลา ขณะนี้ใช้เป็นยาต้านไวรัสโควิด-19 ที่ค้นพบโดยบริษัท โตยยามะเคมิคอล จำกัด ในประเทศญี่ปุ่น มากกว่า“ฟ้าทะลายโจร” ซึ่งเป็นสมุนไพรไทยที่สามารถรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ได้ไม่แพ้กัน

เมื่อวันนี้รัฐบาลให้ความสนใจสมุนไพรไทยที่เราสามารถปลูกได้เองและใช้แล้วได้ผล ก็มีข่าวว่ารัฐสั่งซื้อฟาริพิราเวียร์ล็อตใหญ่ทิ้งทวน ทำให้สงสัยว่ามีผลประโยชน์หรือเงินทอนอยู่เบื้องหลังยาชนิดนี้หรือไม่

ส่วนสมุนไพรอีกตัวหนึ่งที่เคยพูดมาบ้างแล้ว คือสมุนไพร“สามแม่ทัพ” ประกอบด้วย หอมแดง, กระเทียม, ขมิ้นชันที่ใช้กรรมวิธีทุบให้แตกแล้วเอามาต้มกินแทนน้ำ จะได้ผลในการป้องกันโควิด-19มูลนิธิข้าวขวัญของ อ.เดชา ศิริภัทรที่ จ.สุพรรณบุรี ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคนที่กินสามแม่ทัพเป็นประจำไม่ติดโควิดแม้แต่คนเดียว มีอยู่ครอบครัวหนึ่งสมาชิกในครอบครัว 5 คน ปรากฏว่า 4 คนไม่เชื่อสมุนไพรสามแม่ทัพ มีเชื่ออยู่คนเดียว ปรากฏว่าติดโควิดทั้ง 4 คน คนที่กินสามแม่ทัพไม่ติด

ช่วงนี้มีคนกิน “สามแม่ทัพ”ในรูปแบบที่ทำเป็นแคปซูล พอมีผู้นิยมมากขึ้น ปรากฏว่าแคปซูลเปล่าขาดตลาดหาซื้อไม่ได้ ขมิ้นชันก็ขาดตลาด แถว จ.สุพรรณบุรีไม่มีสามแม่ทัพชนิดแคปซูลขายเลย นั่นแสดงว่าคน จ.สุพรรณบุรี นิยมกินสามแม่ทัพป้องกันโควิด

ขมิ้นชันที่สุพรรณฯขาดตลาด ก็น่าจะติดต่อหาซื้อทางจังหวัดภาคใต้ คนใต้ใช้ขมิ้นชันเป็นส่วนประกอบเครื่องแกง เพชรบุรีก็ยังพอหาขมิ้นชันได้ ความจริงไม่ต้องรอแบบแคปซูล เอาหอมแดง กระเทียม ขมิ้นชัน ทุบกันสด ๆ ต้มกินดีที่สุด อาจจะประสิทธิภาพกว่าชนิดแคปซูลด้วย รัฐบาลควรจะนำ“สามแม่ทัพ”ไปให้ผู้ต้องขังทั่วประเทศที่ยังไม่ติดโควิดกิน เชื่อว่าจะป้องกันและลดสถิติผู้ติดโควิดได้แน่นอน ผู้นำรัฐบาลหรือผู้ว่าราชการจังหวัดควรจะเป็นผู้แนะนำประชาชนให้สนใจสูตรสมุนไพรสามแม่ทัพอย่างจริงจัง

ขณะนี้ทั่วโลกกลับมาติดโควิดสายพันธุ์ใหม่ ๆ กันมากขึ้น ซึ่งเชื้อมีความรุนแรงและติดง่าย บุคลากรทางการแพทย์ อุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจ แม้กระทั่งวัคซีนก็มีจำกัด ไทยเป็นประเทศผู้ซื้อ ไม่ใช่ผู้ขาย เมื่อวัคซีนไม่มีหรือมาไม่ทัน ก็มีคนป่วยคนตายมากขึ้นทุกวัน ก็คงเป็นไปตามที่คาดการณ์กันว่าพีคสุดของประเทศในอีกไม่นานนี้จะมีคนติดโควิด-19 วันละประมาณ 3 หมื่นคน ถึงตอนนั้นคนที่ได้รับการฉีดวัคซีนคงจะมากพอที่จะทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง เกิดภูมิคุ้มกันหมู่

                รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องยอมรับความผิดพลาดในเรื่องการบริหารวัคซีน ตั้งแต่การติดต่อ การสั่งซื้อ ความคลาดเคลื่อนของเวลาในการได้รับวัคซีนจากประเทศผู้ผลิต ดูไม่เป็นโล้เป็นพาย สับสนวุ่นวายไปหมด ชาวบ้านก็ได้แต่รอคอยและผิดหวัง ขณะที่คนป่วยคนตายมีมากขึ้นทุกวัน เสียงก่นด่าก็คงไม่พ้นรัฐบาลต้องรับไปเต็ม ๆ จะให้ใครมารับผิดชอบคงจะไม่ได้

ก่อนวันที่ 28กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นวันสำคัญของชาติ มีคนบางจำพวกออกมาปลุกระดมว่าขอให้แต่งชุดดำ แสดงตัวต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจนเรื่องแบบนี้เมื่อทราบแล้วก็ไม่สมควรไปให้ราคา ถ้าสื่อไม่ไปทำข่าว ไม่ให้ความสำคัญกับความเคลื่อนไหวของคนจำพวกนี้ มันก็ฝ่อไปเอง แต่สื่อหลายสำนักก็หยิบเอามาเป็นประเด็น เอามาประโคมเป็นข่าวใหญ่ ก็เข้าทางพวกนี้ที่มีสื่อคอยรับใช้ช่วยกระพือ

กระบวนการด้อยค่าสถาบันพระมหากษัตริย์แบบโจ่งแจ้งชนิดไม่เคยเห็นมาก่อน เกิดในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ โดยมีนักการเมืองและกลุ่มการเมืองคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ทำให้มองให้เห็นถึงความจริงจังในการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ว่าไม่เอาจริง ไม่เด็ดขาด

กรณีโจรก่อการร้ายที่ภาคใต้ พอเกิดเหตุสร้างสถานการณ์ฆ่ากันโหดเหี้ยม สื่อก็ประโคมข่าวให้ดัง ก็เข้าทางพวกนี้ที่ต้องการสร้างราคาให้ตัวเอง พวก 3 นิ้ว 3 กีบก็เหมือนกัน ถ้าไปชุมนุมสื่อไม่ให้ความสนใจ ไม่ไปทำข่าวให้มันดัง อะไรที่ไม่สมควรนำเสนอก็อย่านำเสนอ บางครั้งพวกนี้จุดประเด็นเล็ก ๆ ก็นำไปขยายข่าวให้เป็นประเด็นใหญ่ การด้อยค่าสถาบันพระมหากษัตริย์ในลักษณะเข้าข่ายผิดกฎหมาย ก็อย่าไปนำเสนอขยายความ สื่อเองนี่แหละที่มุ่งขายข่าวโดยไม่คิดถึงผลที่จะติดตามมา การให้ร้ายในโซเชียลก็เป็นอีกส่วนหนึ่งซึ่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือมีน้อยอยู่แล้วสื่อหลักไม่ควรนำมาขยาย

สื่อบางสำนักก็ทำตัวไม่เป็นสื่อสารมวลชนที่มีคุณธรรมจริยธรรม รับผลประโยชน์มาเพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อเลือกข้างชัดเจน สื่อบางองค์กรก็รับทรัพย์มาจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่ทุนที่สนับสนุนสื่อในไทยจะมาจากองค์กรต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกา เพราะอเมริการู้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังเลื่อมใสสถาบันพระมหากษัตริย์ วิธีที่จะทำลายก็ต้องพยายามด้อยค่าสถาบันฯให้มากที่สุด เมื่อรัฐบาลอ่อนแอก็จะสามารถเข้ามาควบคุมประเทศไทยได้ง่ายขึ้น

ช่วงนี้การเมืองลุกลามเข้าวงการบันเทิงหนักหน่วง มีปรากฏการณ์Call outของคนในแวดวงดารานักร้องนักแสดง มีการเรียกร้องให้ดารานักแสดงออกมาโพสต์ข้อความในลักษณะ Call out เลือกข้างเลือกฝ่ายทางการเมือง ถ้าอยู่เฉย ๆ ไม่แสดงออกหรือมีแนวโน้มไม่เลือกข้างชังชาติ ชังเจ้า ก็จะถูกทัวร์ลงโดยขบวนการไอโอที่พวก 3 กีบถนัด เรียกได้ว่าเป็น“ปรากฏการณ์มาเฟีย” ในหมู่แวดวงบันเทิงที่สร้างความแตกแยกในชาติให้มีมากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกันฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการCall out ก็เลิกสนใจ เลิกติดตามดาราที่ออกมา Call out ไปเลยก็มี ดาราหลายคนที่คล้อยตามนายณวัฒน์อิสรไกรศีลที่ก่อนหน้านี้ออกมาด้อยค่าเหยียดหยาม“วัคซีนซิโนแวค”ของจีน ปรากฏว่าวงการบันเทิงของสาธารณรัฐประชาชนจีนได้กาหัวดาราที่ด้อยค่าวัคซีนซิโนแวคไว้แล้ว คาดว่าจะไม่สนับสนุนดาราเหล่านี้ที่เคยไปทำมาหากินในจีนอีกต่อไป เชื่อว่าในระยะยาวพวกดารา Call out เหล่านี้จะไม่มีที่ยืนในสังคมทั้งในไทยและต่างประเทศ    

คนไทยที่ไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมถ่อย ๆ ของพวกขบวนการ 3 นิ้วน่าจะมีจำนวนมาก แต่ทุกคนยังอยู่ในที่ตั้ง ไม่แสดงออก แต่เชื่อว่ามีจำนวนมากกว่าพวก 3 นิ้วแน่นอน การชุมนุมช่วงหลังของพวกขบวนการชังชาติชังเจ้านับวันจะน้อยลงเรื่อย ๆ พยายามยั่วยุก่อความรุนแรง แต่เมื่อไม่ถูกปราบปรามอย่างรุนแรงตามแผน ก็ไปไม่ถูก แถมหลังก่อเหตุยังถูกตามตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมาย เข้าคุกเข้าตะรางเป็นไปตามตัวบทกฎหมาย ไม่มีใครกลั่นแกล้ง.

——————————-

“…กระบวนการด้อยค่าสถาบันพระมหากษัตริย์แบบโจ่งแจ้งชนิดไม่เคยเห็นมาก่อน เกิดในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ โดยมีนักการเมืองและกลุ่มการเมืองคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ทำให้มองให้เห็นถึงความจริงจังในการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ว่าไม่เอาจริง ไม่เด็ดขาด…”

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!