หลักสูตรพัฒนาคน

บ้านเมืองประเทศชาติจะเจริญรุ่งเรืองหรือเสื่อมถอยมีปัจจัยเอื้อหรือข้อจำกัดอยู่มากมายตั้งแต่สภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติ และทรัพยากรต่าง ๆ และทรัพยากรที่ส่งผลต่อประเทศมากที่สุดคือคุณภาพของคนในประเทศ และการจัดการศึกษาเป็นเครื่องมือพัฒนาคนที่นานาประเทศให้ความสำคัญ มีการพัฒนาหลักสูตร วิธีจัดการเรียนรู้และคัดสรรครูที่มีความสามารถมาขับเคลื่อนระบบการศึกษาเพื่อสร้างคนให้มีคุณภาพที่จะดำรงความเป็นชาติและนำพาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ดำรงชีวิตอย่างผาสุก

สำหรับบ้านเราถือว่าเป็นประเทศที่มีสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติเอื้อต่อการมีชีวิตที่มีความสุขไม่มีภัยธรรมชาติที่รุนแรง ผู้คนสามารถดำรงชีวิตได้ไม่ยาก การจัดการศึกษาของเราที่ผ่านมาจึงไม่พบจุดเน้นในการจัดการศึกษาให้คนเข้มแข็งพึ่งตนเองได้ จะเห็นว่าหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ระดับประถม มัธยม) ก่อนปี พ.ศ. 2503 และหลักสูตร พ.ศ. 2503 เอง ก็เป็นหลักสูตรเน้นเนื้อหา (content based curriculum) และหลักสูตรนี้เองที่ใช้มายาวนานมากจนถึงหลักสูตร พ.ศ. 2521 และทั้งสองหลักสูตรนี้มีโครงสร้างของหลักสูตรคล้ายกับสหรัฐอเมริกามากเหมือนแพะกับแกะทั้ง ๆ ที่ไทยกับสหรัฐมีโครงสร้างพื้นฐานต่างกัน อย่างมากมาย ผลของการจัดการศึกษาแบบเน้นเนื้อหาความรู้ต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนาน หลักสูตรที่มีการพัฒนาในระยะต่อมาจนถึงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ใช้ในปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลงเป็นหลักสูตรอิงมาตรฐาน (standard based curriculum) และเพื่อไม่ให้การเรียนการสอนเน้นเนื้อหาที่เป็นแบบเดียวกัน จึงให้มีการทำหลักสูตรสถานศึกษาเป็นของโรงเรียนเอง กระนั้นก็ตามโรงเรียนก็ใช้แบบเรียนตามหลักสูตรแกนกลางเป็นส่วนใหญ่

เมื่อเป็นหลักสูตรอิงมาตรฐานจึงต้องกำหนดให้มีตัวชี้วัดสำหรับวัดผลว่าการเรียนรู้ของนักเรียนบรรลุมาตรฐานหรือไม่ จุดอ่อนของหลักสูตรนี้ก็คือแต่ละมาตรฐานมีตัวชี้วัดจำนวนมากและต้องยอมรับว่าครูผู้สอนส่วนใหญ่ถนัดการวัดผลแบบวัดความรู้ความจำ ตัวชี้วัดหลายตัวชี้วัดอาจต้องวัดผลจากการสังเกต การปฏิบัติจริง แฟ้มสะสมผลงาน ฯลฯ ถ้าวัดผลด้วยข้อสอบแบบเลือกตอบเพียงแบบเดียว หลักสูตรอิงมาตรฐานที่ออกแบบมาอย่างดีก็ไม่ต่างจากหลักสูตรอิงเนื้อหาแบบเดิม

จากหลักสูตรอิงมาตรฐานเรากำลังเปลี่ยนเป็นหลักสูตรสมรรถนะเริ่มทดลองใช้ในโรงเรียนนำร่อง สมรรถนะตามร่างหลักสูตรมี 5 สมรรถนะคือ 1. การจัดการตนเอง 2. การสื่อสาร 3. การรวมพลังทำงานเป็นทีม 4. การคิดขั้นสูง 5. การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง จากเดิมมีสมรรถนะ 5 ด้าน ขณะนี้ ปรับเป็นมีสมรรถนะ 6 ด้าน ประกอบด้วย 1. การจัดการตนเองอย่างมีสุขภาวะ 2. การคิดขั้นสูงและการเรียนรู้3.การสื่อสารด้วยภาษา 4. การจัดการและการทำงานเป็นทีม 5. การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง และ 6. การอยู่ร่วมกับธรรมชาติและวิทยาการอย่างยั่งยืน โดยเน้นมิติด้านคุณธรรม จริยธรรม รวมถึงคุณค่าของประวัติศาสตร์และความเป็นไทยมากขึ้น ซึ่งการเพิ่มสมรรถนะ “การอยู่ร่วมกับธรรมชาติและวิทยาการอย่างยั่งยืน” เพื่อให้เด็กไทยมีสมรรถนะทั้งด้านวิทยาศาสตร์ รู้เท่าทันเทคโนโลยีดิจิทัล และอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน

 สมรรถนะทั้ง 5 ด้าน จะได้รับการพัฒนาผ่านขอบข่ายการเรียนรู้ (Learning Area) 5 ด้าน เพื่อบูรณาการหัวข้อการเรียนรู้ข้ามศาสตร์ให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาและแสดงความสามารถผ่านมุมมองต่าง ๆ ได้แก่ 1. ขอบข่ายการเรียนรู้ด้านสุขภาวะกายและจิต 2. ขอบข่ายการเรียนรู้ด้านภาษา ศิลปะและวัฒนธรรม 3. ขอบข่ายการเรียนรู้ด้านโลกของงานและการประกอบอาชีพ 4. ขอบข่ายการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ 5. ขอบข่ายการเรียนรู้ด้านสังคมและความเป็นมนุษย์

สำหรับขอบข่ายการเรียนรู้สมรรถนะด้านที่ 6 ก็คงต้องกำหนดเพิ่มเติมขึ้น อย่างไรก็ตามขอบข่ายการเรียนรู้ก็ไม่ต่างจากการสอนเนื้อหาถ้าครูยังใช้วิธีการสอนแบบเดิม วัดผลแบบเดิม

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!