หางว่าวเลขเขยสู่

ได้ไปสำรวจเอกสารโบราณสมุดไทยที่วัดลาด อ.เมือง จ.เพชรบุรี พบสมุดไทยดำ (สมุดข่อยสีดำ) เล่มหนึ่ง ภายในเล่มจดเรื่องราวเบ็ดเตล็ดเอาไว้ มีอยู่เรื่องหนึ่งเป็นบัญชีทรัพย์สมบัติของชายหญิงคู่หนึ่ง ซึ่งเป็นคู่สมรสกัน ฝ่ายชายชื่อเมืองเป็นบุตรพี่บวพบ้านเพรียง ฝ่ายหญิงผู้เป็นภรรยาไม่ปรากฏชื่อแต่ทราบจากเอกสารว่าเป็นคนบ้านนาขลู่ ผู้ที่ทำหน้าที่จดบัญชีนี้น่าจะมีอายุน้อยกว่า นายหรือนางบวพบ้านเพรียงเพราะใช้คำว่า “พี่บวพ” และผู้จดบันทึกก็น่าจะอยู่ที่บ้านเพรียงเพราะใช้คำว่า “ไปอยู่กับเมียบ้านนาขลู่มีทุนไป”

             ชาวบ้านเมืองเพชรสมัยโบราณที่พอมีฐานะ​ เขามีสมบัติทุนสินเดิมอะไรติดตัว​ เมื่อออกเรือนไปมีผัวมีเมียกัน ลองอ่านดูครับ

             เจ้าเมืองพี่บวพบ้านเพรียงไปอยู่กับเมียบ้านนาขลู่มีทุนไป

             กองเป็นเงิน​ 1​ ชั่ง​ 10 ตำลึง 1 บาท 1 สลึง 1 เฟื้อง            แหวนหัว​ 2 ใบ กำไลทองคู่​ 1

             เกวียนเล่ม​ 1 วัวใหญ่​ 7 แม่วัว​ 5 นากระทุ่มเส้น​ 1 นาพนังเส้น​ 1

             ที่สามริ้วสี​ 2 กอตาล​ 40 กับเครื่องโต๊ะพาน​ ผ้ากับของทั้งปวง
             ข้างผู้หญิง​ เงิน​ 1 ชั่ง 1 ตำลึง 1 สลึง 1 เฟื้อง แหวน​ 3​ นิ้ว แหวนหัว​ใบ​ 1

             กำไลเท้าคู่​ 1 ดอกมะเขือ​คู่​ 1 จอกเงิน​ 1 นาทำได้​ 2​ เส้น  นาฟืน​ 4​ เส้น ตาลมีด 1

             วัวใหญ่น้อย​ 10​ ตัว กับโต๊ะพานขันน้ำ​ ผ้าผ่อนทั้งปวง

             ในปีฉลูตรีนิศก

             เจ้าเมืองพี่บวพบ้านเพรียง​ หมายถึง​ นายเมืองลูกพี่บวพ คนบ้านเพรียง​ นายเมืองคนนี้ไปมีเมียอยู่บ้านนาขลู่

             กอง​ หมายถึง​ เงินกองทุนที่พ่อแม่พี่น้องญาติผู้ใหญ่ประสมกองเป็นทุนไปทำกินเมื่อออกเรือน

             แหวนหัว​ หมายถึง​ แหวนประดับอัญมณี

             นากระทุ่ม หมายถึง นาบริเวณที่เรียกกันว่านากระทุ่ม ปัจจุบันยังมีอยู่ระหว่างวัดเพรียงไปทางวัดห้วยเสือ

             นาพนัง หมายถึง นาบริเวณที่เรียกกันว่า นาพนัง ปัจจุบันยังมี อยู่ระหว่างวัดเพรียงไปทางวัดห้วยเสือเช่นกัน

             โต๊ะ​ หมายถึง​ โต๊ะทองเหลือง​ บางท่านเรียกโตกเป็นเครื่องกิน เครื่องตั้งสำรับ

             ดอกมะเขือ​ หมายถึง​ ต่างหูลายดอกมะเขือ

             นาฟืน​ หมายถึง​ นาที่ไม่ได้ทำนา​ ปล่อยไว้เป็นป่าละเมาะ​ ป่าสะแก​ สำหรับไปตัดฟืนมาทำเชื้อเพลิงเคี่ยวตาล

             ตาลมีด 1 หมายถึง การทำตาล 1 มีด คือคนขึ้นตาล 1 คน นับจำนวนมีดตามจำนวนคนขึ้นตาล เพราะ 1 คน ใช้มีด 1 เล่ม สมัยโบราณเก็บภาษีการทำตาลจากมีดตาล จะทำได้มากน้อย บ้านเมืองไม่ได้มานับ แต่เก็บภาษีจากจำนวนคนทำตาลที่ใช้มีดตาล

             ปีฉลูตรีศก​ คือปีฉลูที่จุลศักราชลงท้ายด้วยเลขสาม ในรอบสองร้อยปีมานี้ ได้แก่ปี​ พ.ศ. 2324​ พ.ศ.  2384 พ.ศ. 2444​ พ.ศ. 2504 และ พ.ศ. 2564 พิจารณาจากตัวอักษรในเอกสารประกอบแล้ว​ เป็นรูปแบบตัวอักษรที่นิยมในช่วงรัชกาลที่​ 4​ ถึงรัชกาล​ที่​ 5​ ปีฉลูตรีนิศก​ ในเอกสาร​จึงควรเป็น​ พ.ศ. 2444​ จ.ศ. 1263 สมัยรัชกาลที่ 5

             คุณภัทรพล เปี้ยวนิ่ม นักประวัติศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาพถ่ายเก่าให้ความรู้เอาไว้ว่า เอกสารนี้น่าจะเป็น หางว่าวเลขเขยสู่ โดยได้อธิบายไว้ว่า สมัยก่อน “ถ้าชายหญิงต่างบ้านต่างมูลนายแต่งกันแล้วชายย้ายไปอยู่บ้านหญิง ทางบ้านเมืองจะทำบัญชีเขยสู่ หักชื่อชายคนนั้นจากบ้านเดิมสังกัดเดิม มาใส่ไว้ในบ้านใหม่สังกัดใหม่ โดยจะเขียนด้วยว่ามีทรัพย์สมบัติอะไรติดตัวมาด้วย”

             หางว่าวเลขเขยสู่บัญชีนี้น่าจะเขียนโดยผู้ปกครองในท้องที่บ้านเพรียง ซึ่งก็อาจจะเป็นผู้ใหญ่บ้าน หรือกำนันที่ทำหน้าที่นี้ บัญชีนี้ทำให้เห็นภาพข้าวของเครื่องใช้ติดตัวผู้คนที่แต่งงานออกเรือนสมัยโบราณได้เป็นอย่างดี แต่เจ้าเมืองลูกพี่บวพและภรรยาจะมีลูกหลานสืบมาอย่างไร ที่บ้านนาขลู่หรือบ้านเพรียง ในข้อนี้ฝากให้คนสองบ้านนี้ช่วยสืบค้นต่อครับ

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!