อดีต ส.ว.หญิงเหล็กเมืองเพชร นำชาวบ้านร้องศาลปกครอง ฟ้อง นายก ท.ท่าแลง ฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ และ ทำสัญญาอนุญาต บ.เอกชน ตั้งโรงงานกำจัดขยะ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อดีต ส.ว.หญิงเหล็กเมืองเพชร นำชาวบ้านร้องศาลปกครอง ฟ้อง นายก ท.ท่าแลง ฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ และ ทำสัญญาอนุญาต บ.เอกชน ตั้งโรงงานกำจัดขยะ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายขอคำสั่งศาลคุ้มครองฉุกเฉินปิดบ่อ และขนขยะกว่าแสนตันออกนอกพื้นที่ภายใน 3 เดือน

 

          เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 24 ธันวาคม น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ประธานชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเพชรบุรี อดีต ส.ว.เพชรบุรี พร้อมด้วยชาวบ้านตำบลท่าแลง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี กว่า 20 คน นำโดย นายอนุวัต เวชสว่าง แกนนำ ผู้ฟ้องคดี เดินทางมาที่ศาลปกครองเพชรบุรี อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ยื่นคำร้องต่อศาล ฟ้อง นายสงวน จิตต์พุ่ม นายกเทศมนตรีตำบลท่าแลง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี และเทศบาลตำบลท่าแลง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ผู้ถูกฟ้อง กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้ผู้ฟ้องคดี และชาวบ้านในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนรำคาญ

          สรุปคำฟ้องได้ว่า เดิมพื้นที่ดังกล่าวมีสถานที่ทิ้งขยะในพื้นที่ ต.ท่าแลง 1 แห่ง พื้นที่จำนวน 18 ไร่ ทิศตะวันตกอยู่ในการดูแลของเทศบาลตำบลท่ายาง ทิศตะวันออกอยู่ในความดูแลของเทศบาลตำบลท่าแลง ต่อมาชาวบ้านรอบพื้นที่ได้ร้องเรียนเรื่องความเดือดร้อนรำคาญจากกลิ่นขยะที่เหม็นและรถขนขยะที่วิ่งนำขยะเข้ามาทิ้ง จนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการและปิดบ่อขยะดังกล่าว และจังหวัดเพชรบุรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกลั่นกรองการพิจารณาอนุญาตอนุมัติโครงการหรือเรื่องที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนออกมาบังคับใช้ ในปี 2551

          ต่อมา นายสงวน ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลท่าแลง ได้อนุญาตให้บริษัท คูสซิ่ง รีนิวเอเบิล เอ็นเนอจี (ประเทศไทย) จำกัด ในนามบริษัทท่าแลง รีไซคลิง จำกัด ซึ่งยื่นขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2554 ใช้พื้นที่เปิดบ่อขยะในพื้นที่หมู่ที่ 7 บ้านแม่เบื้อ ต.ท่าแลง ห่างจากที่เดิมประมาณ 1 กิโลเมตร รับวัตถุดิบที่ขยะมูลฝอยชุมชนจากบ้านเรือนประชาชนภายใน จ.เพชรบุรี เพื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และไฟฟ้าจากก๊าชชีวภาพ มีการทำธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนด้วยการคิดค่าบริการ


          ขณะนั้นประชาชนในพื้นที่ได้ต่อต้านและส่งเรื่องร้องเรียนไปยังอำเภอท่ายาง หน่วยงานราชการต่างๆ และจังหวัดเพชรบุรี แต่บริษัทฯมีการเปิดรับขยะเข้ามากองทิ้งในพื้นที่แต่ไม่มีการฝังกลบ มีการขนขยะเข้ามาต่อเนื่องมาหลายปีจนขยะมีปริมาณหลายแสนตัน กระทั่งบริษัทฯมีปัญหากับเจ้าของสถานที่จึงได้ยุติกิจการดังกล่าวไป แต่บ่อขยะดังกล่าวกลับยังมีการนำขยะเข้ามาทิ้งอยู่ตลอดเวลา ชาวบ้านพยายามขอดูเอกสารในการอนุญาต แต่นายสงวนและเทศบาลตำบลท่าแลง ไม่เคยนำเอกสารหลักฐานมาแสดง และจากตรวจสอบของประชนไม่พบว่า มีการนำเรื่องดังกล่าวขอความเห็นชอบจากสภาเทศบาลตำบลท่าแลงแต่อย่างใด จึงทำให้เชื่อได้ว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย

          ต่อมาวันที่ 29 กรกฏาคม 2557 นายสงวน ได้อนุญาตให้บริษัท ดับเบิลยูพีจีอี เพชรบุรี จำกัด เข้ามาดำเนินโครงการบริการจัดการและกำจัดขยะมูลฝอยแบบครบวงจรในพื้นที่เดิม โดยระบุ สัญญาเลขที่ 1/2557 ลง ระหว่างเทศบาลตำบลท่าแลง โดยนายสงวน จิตต์พุ่ม นายกเทศมนตรีตำบลท่าแลง “ผู้รับสัญญา” กับ บริษัทดับเบิลยูพีจีอี เพชรบุรี จำกัด โดยนายธานี ปลูกเจริญ ผู้ได้รับมอบอำนาจกระทำการแทนบริษัทฯ “ผู้ให้สัญญา” ซึ่งพบว่าการออกใบอนุญาตก็ไม่ได้ขอความเห็นชอบจากสภาเทศบาลตำบลท่าแลง ประกอบกับไม่มีข้อบัญญัติท้องถิ่นให้อำนาจนายกเทศมนตรีตำบลท่าแลงเป็นผู้อนุญาตให้เอกชนรายใดเข้ามาดำเนินการได้ และไม่เป็นไปตามคำสั่งจังหวัดเพชรบุรี ที่ 1147/2551 , พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 มาตรา 6,7,18 และมาตรา 19 อีกทั้งยังไม่มีการดำเนินการตามพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ.2548 จึงเป็นการอนุญาตโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย

 

          นอกจากนี้พบว่า บริษัทฯได้นำขยะจากนอกพื้นที่ จ.เพชรบุรี อาทิ จาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.ชุมพร เข้ามาทิ้งยังบ่อขยะดังกล่าว โดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีการตรวจสอบและควบคุมขยะที่ถูกนำมาทิ้งว่า เป็นขยะติดเชื้อ ขยะพิษหรือขยะควบคุมตาม พ.ร.บ.โรงงานหรือไม่ จนทำให้ชาวบ้านหวาดกลัวปัญหาสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากผลกระทบของบ่อขยะดังกล่าวที่ไม่มีการดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานและหลักการสาธารณสุขที่ดี จึงเป็นเหตุทำให้ปลัดอำเภอท่ายาง ผู้ใหญ่บ้านและกำนัน ต.ท่าแลง แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่ายาง จับกุม รถขนขยะได้จำนวน 8 คัน ปัจจุบันศาลจังหวัดเพชรบุรีพิจารณาและตัดสินคดีไปแล้ว 1 ราย ส่วนที่เหลืออีก 7 คัน อยู่ระหว่างสอบสวนและส่งฟ้อง

          ทั้งนี้ตั้งแต่ในช่วงจับกุม นายสงวน ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ไม่ได้เข้ามามีส่วนดำเนินการตรวจสอบหรือจับกุมแต่อย่างใด การกระทำดังกล่าว นายกเทศมตรีตำบลท่าแลง และเทศบาลตำบลท่าแลง จึงละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด

          นอกจากนี้ผ่านมาตลอดระยะเวลาตั้งแต่เริ่มมีการทิ้งขยะ ประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนรำคาญทั้งจากปัญหากลิ่นเหม็นที่ขณะถูกนำมากองทิ้งไว้ โดยไม่มีการดำเนินการใดๆ และเมื่อฝนตกฝนได้ชะล้างขยะไหลออกนอกพื้นที่ และน้ำเสียจากกองขยะซึมลงใต้ดินทำให้น้ำใต้ดินในบริเวณใกล้เคียงไม่สามารถใช้ได้ เพราะที่ตั้งของบ่อขยะอยู่เชิงเขาซึ่งเป็นป่าต้นน้ำ ชาวบ้านได้ร้องเรียนไปยังเทศบาลตำบลท่าแลง แต่ก็ไม่ได้รับการดูแล หรือดำเนินการให้บริษัทฯแก้ไขแต่อย่างใด ส่วนหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เมื่อได้รับการร้องเรียนก็จะลงมาตรวจสอบและให้คำแนะนำบริษัทให้ดำเนินการแก้ไขเป็นครั้งคราว แต่เมื่อนานไป ก็ปล่อยทิ้งไว้เช่นเดิม ไม่มีแผนงานดำเนินการป้องกันผลกระทบจากปัญหาขยะที่ถูกนำมากองทิ้งไว้หลายแสนตัน สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ทั้งกลิ่นเหม็น ทั้งน้ำที่ไหลออกจากพื้นที่บ่อขยะ และน้ำที่ซึมลงใต้ดิน

 

          ทั้งนี้ที่ผ่านมาชาวบ้านและตัวแทนชาวบ้านได้พยายามร้องเรียน ไปยังหน่วยงานระดับอำเภอ จังหวัด และหน่วยงานส่วนกลาง และเข้าพบนายกเทศมนตรีตำบลท่าแลงให้ออกมาชี้แจง และรับฟังปัญหาความเดือดร้อนรำคาญและอันตรายที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ ก็ไม่ได้รับความร่วมมือ เมื่อถึงวันนัดหมายมีการอ้างไปราชการอื่น เมื่อชาวบ้านร้องขอตรวจสอบหลักฐานการอนุญาตเปิดบ่อขยะ ก็ไม่ยอมส่งหลักฐานให้ชาวบ้านได้ทราบว่ามีการดำเนินการถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่ และไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านได้ ผู้ฟ้องคดีจึงเห็นว่า นายสงวน จิตต์พุ่ม นายกเทศมนตรีตำบลท่าแลง และเทศบาลตำบลท่าแลง ละเลยต่อหน้าที่ในการควบคุมให้มีการดำเนินการที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ และยังออกใบอนุญาตโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

          ผู้ฟ้องคดีจึงขอให้ศาลหรือผู้แทนลงเผชิญสืบข้อเท็จจริงในพื้นที่ และขอให้มีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนคำพิพากษา โดยมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดี ใช้อำนาจตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ออกคำสั่งห้ามการกระทำการใดๆ รวมทั้งห้ามการนำขยะเข้ามาทิ้งในพื้นที่พิพาท ขอให้พิพากษาเพิกถอนใบอนุญาต และการอนุญาตให้บริษัท ดับเบิลยูพีจีอี เพชรบุรี จำกัด ในการประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ประเภท บ่อขยะ และขอให้สั่งให้บริษัทฯ หรือเอกชนผู้เกี่ยวข้องกับการนำขยะมากองทิ้งในพื้นที่พิพาท ขนย้ายขยะที่นำมากองทิ้งไว้ออกนอกพื้นที่ ให้แล้วเสร็จภายในเวลา 3 เดือนหรือ 90 วัน

 

http://https://www.youtube.com/watch?v=_56YbXH2rXk

 

#ทีมข่าวเพชรภูมิ : รายงาน

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!