อย่ามัวแต่พะวงดับไฟโควิด-19 จนลืมว่าเราจะไปไหน-ไปอย่างไร?

          ภัยพิบัติจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สร้างความเสียหายให้แก่มวลมนุษยชาติ โดยเฉพาะความเสียหายด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากมนุษย์ไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กันได้ เพราะต้องรักษาระยะห่างเพื่อไม่ให้ติดโรค 

          กว่าจะเริ่มปรับตัวกันได้ บางธุรกิจก็รอด บางธุรกิจก็ไปไม่เป็น โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางธุรกิจมาสู่ภาคบริการ  อาทิ การท่องเที่ยวซึ่งในปี 2562 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาราว 40 ล้านคน  มีรายได้จากการท่องเที่ยวถึง 12 % ของจีดีพี  เมื่อคนไม่เดินทาง ภาคบริการก็ขาดรายได้แทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร บริการขนส่ง สปา ไกด์ทัวร์ ฯลฯ  แรงงานจากภาคการผลิตผันตัวเองไปสู่ภาคท่องเที่ยวจำนวนมาก  เมื่อไม่มีนักท่องเที่ยวก็ตกงานขาดรายได้ ยังไม่รู้อีกกี่ปีจึงจะฟื้น 

          วันนี้แม้เราพร้อม แต่นักท่องเที่ยวไม่พร้อม เช่น จีนประกาศไม่ให้คนเข้าออกประเทศ  อาศัยรายได้จากการผลิตสินค้าขายออนไลน์คาดว่าจีดีพีในปี 2564 จะโตถึง 8.5 % ส่วนสหรัฐอเมริกาที่กำลังฟื้นคาดว่าจีดีพีปีนี้จะโต 7 %  ประเทศไทยปี 2563 จีดีพีโตติดลบ 6.1 % ต่ำสุดในรอบ 22 ปี  ปีนี้ครั้งแรกคาดว่าจะโตกลับขึ้นมาราว 4 % และค่อยลดลงเรื่อย ๆ เพราะการระบาดรอบ 2 และ 3 จนถึงปัจจุบันคาดว่าจะโตต่ำกว่า 2 % อาจจะอยู่ที่ 1.5 % เท่านั้น 

          กล่าวได้ว่าขณะนี้ประเทศต่าง ๆ กำลังค่อยฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แต่ประเทศไทยยังแย่อยู่  ที่อื่นเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่ไทยยังมืดแปดด้าน ความหวังอยู่ที่วัคซีน ยิ่งฉีดช้า ไวรัสกลายพันธุ์ก็อาจป้องกันไม่ได้ 

          ขณะที่ไทยกำลังมึนงง และมีการทะเลาะกันเรื่องบริการและจัดซื้อวัคซีนกันอยู่ ประเทศต่าง ๆ เริ่มหนีไปพูดกันถึงเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมารุ่งเรืองเหมือนเดิม ผู้คนจะได้มีรายได้เพิ่ม บางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา  ธนาคารกลางของเขาออกมาบอกว่าอาจจะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสะกัดเงินเฟ้อ เพราะบ้านของเขาราคาแพงขึ้น ขายดิบขายดี จนอุปกรณ์ก่อสร้างขาดแคลน  เขากำลังออกกฎหมายชื่อว่า Innovation Act เป็นกฎหมายใช้งบประมาณราว 2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐเพื่อจูงใจเอกชนให้หันมาพัฒนางานวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) คิดค้นเซมิคอนดักเตอร์แบบใหม่ ๆ แข่งกับจีน ไต้หวัน 

          กฎหมายฉบับนี้มุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยีเป็นสำคัญ เป็นกฎหมายที่หนาถึง 2,400 หน้า  แต่มีคำว่า “จีน” อยู่ในกฎหมายฉบับนี้ไม่น้อยกว่า 600 คำ จนหลายคนคิดว่าเป็นกฎหมายที่จะป้องกันไม่ให้จีนเติบโตทางเศรษฐกิจในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี  จีนเป็นประเทศที่ใช้เซมิคอนดักเตอร์ถึง 30 % ของผลผลิตทั้งโลก  จีนเองก็รู้ตัวพยายามสู้ด้านเทคโนโลยี ใช้งบประมาณวิจัยพัฒนาด้านนี้ถึง 7 % ของจีดีพีในแผนพัฒนาฯ ฉบับ 14 (ฉบับใหม่)

          ประเทศไทยเป็นศูนย์ใหญ่ของการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟของโลก (ซึ่งเขาเริ่มจะไม่ใช้กันแล้ว) เราเป็นศูนย์กลางผลิตรถ ICE (Internal Cobustion Engine) รถเครื่องยนต์ใช้น้ำมัน (ซึ่งกำลังจะถูกเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้า)  ปัจจุบันการลงทุนจากต่างประเทศในไทยเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด  แม้กระทั่งมิตรรักอย่างญี่ปุ่นก็กำลังเริ่มเซย์กู๊ดบายไปประเทศอื่น   เรามีโครงการอีอีซีซึ่งยังไม่รู้ว่าทำไมนักลงทุนไม่ยอมมาลงทุน เราตั้งโจทย์ว่าเพราะสนามบินอู่ตะเภาและรถไฟความเร็วสูงยังไม่ได้ทำจะใช่หรือไม่หันกลับไปถามนักลงทุนดีไหมว่าเป็นเพราะเราขาดแรงงานที่เขาต้องการ เรามีกฎระเบียบที่ไม่เอื้อต่อการลงทุน เราขาดการบังคับใช้กฎหมายที่ยุติธรรม ฯลฯ ใช่หรือไม่ ดีกว่าตั้งโจทย์ผิด การส่งออกของเราในเดือนเมษายน 2564 โต 13 % สูงสุดในรอบหลายปี  ขณะที่อีกหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศข้างเคียงเราเขาโตกว่า 40 %

                กว่าประเทศไทยจะกลับมาเจริญเติบโตเท่าปี 2562 คงใช้เวลาหลายปี  เราอย่ามัวแต่ดับไฟจากโควิด-19 โดยลืมนึกไปว่าเราจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร โลกใบนี้เปลี่ยนแปลงเร็วและจะยิ่งเร็วมากขึ้นหลังโควิดสงบ  ประเทศเราคงแข่งขันเทคโนโลยีหลัก ๆ กับประเทศร่ำรวยลำบาก  แต่เราควรจะเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปาทานการผลิตเพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชนในประเทศ  เราคงไม่มีปัญญากู้เงินทุกปีเพื่อแจกเยียวยาประชาชนตลอดไป จะเดินไปข้างหน้าอย่างไรหลังโควิด-19 เริ่มสงบ  ต้องเริ่มคิดตั้งแต่วันนี้ครับก่อนสายเกินแก้และไทยจะเป็นรถขบวนสุดท้ายตามหลังประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะในอาเซียน.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!