อุโบสถไม้สักจำหลักลาย “วัดกุฏิ บางเค็ม” ชมภาพสลัก “ไซอิ๋ว” พระถังซัมจั๋ง-ซุนหงอคง

อุโบสถไม้แกะสลักที่เก่าแก่และมีความงดงามหลังหนึ่งในจังหวัดเพชรบุรีก็คือ “อุโบสถวัดกุฏิ” ตำบลบางเค็ม อำเภอเขาย้อย สร้างขึ้นในสมัย “หลวงพ่อชุ่ม” พระครูเกษมสุตคุณ (ชุ่ม ปุพพนิมิตร เขโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดกุฏิ ต.บางเค็ม เป็นโบสถ์ไม้สักอายุกว่า ๙๐ ปี แกะสลักไม้ลวดลายพุทธประวัติ ทศชาติชาดก และลวดลายศิลปะไทย ทั้งที่บานประตู บานหน้าต่าง และผนังโดยรอบทั้ง ๔ ด้านโดยช่างฝีมือท้องถิ่น นับเป็นงานช่างฝีมือเมืองเพชรบุรีที่ทรงคุณค่า

                ช่วงต้นปีที่ผ่านมาผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางร่วมกับ ผศ.ชำนาญ งามสมบัติ อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี พร้อมด้วย อาจารย์ปัญญา ป้อมปราณี อดีตครูโรงเรียนวัดกุฏิ (ชุ่มประชารังสรรค์) เก็บข้อมูลและถ่ายภาพศาสนสถานภายในวัดกุฏิ ต.บางเค็มเพื่อจัดทำหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ พระครูวิจิตรวัชรธรรม (ไพเราะ บัวแก้ว สิริภทฺโท) อดีตเจ้าอาวาสวัดกุฏิ อดีตเจ้าคณะตำบลบางเค็ม กำหนดจัดงานพระราชทานเพลิงศพวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๔ ที่ผ่านมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในโอกาสนี้จึงเรียบเรียงข้อเขียนเกี่ยวกับประวัติการก่อสร้างอุโบสถไม้สักจำหลักลายของวัดกุฏิ บางเค็ม นับได้ว่าเป็นโบสถ์ไม้สักแกะสลักลายโดยช่างฝีมือพื้นบ้านหลังแรกของเมืองเพชรบุรี รวมถึงเป็นต้นแบบให้วัดยุคหลังสร้างโบสถ์ไม้แกะสลักทั้งหลัง เช่น อุโบสถวัดเขาย้อย เป็นต้น

                “วัดกุฏิ” ตามประวัติสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาหรือช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีรายนามเจ้าอาวาสปกครองวัดกุฏิตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันเท่าที่สืบค้นได้จำนวน ๗ รูป ได้แก่ ๑. หลวงพ่อเทียน ๒. หลวงพ่อเปี่ยม ๓. พระอธิการแฉ่ง ๔. พระครูเกษมสุตคุณ (ชุ่ม ปุพพนิมิตร เขโม) ๕. พระครูสุชาตเมธาจารย์ (พระมหาหน บุญมี ฐานกโร) ๖. พระครูวิจิตรวัชรธรรม (ไพเราะ บัวแก้ว สิริภทฺโท) และ ๗. พระอธิการระวี ชื่นชม สุจิตฺโต เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน

                อุโบสถไม้สักจำหลักลายสร้างขึ้นในสมัย พระครูเกษมสุตคุณได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ดำเนินการสร้างอุโบสถหลังใหม่จนสำเร็จในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ “หลวงพ่อชุ่ม” เป็นเจ้าอาวาสวัดกุฏิต่อจาก “หลวงพ่อแฉ่ง” ในปี พ.ศ. ๒๔๕๔ ตามประวัติระบุว่า หลวงพ่อชุ่มเป็นชาวบ้านกุ่ม อ.เมืองเพชรบุรี เกิดเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๔๑๗ ท่านอุปสมบทถึง ๒ ครั้ง ครั้งแรกบวชที่ วัดกุฏิ ต.ท่าแร้ง อ.บ้านแหลม ครั้งนั้นมี พระสุวรรณมุนี (ฉุย) วัดคงคาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ บวชอยู่ ๔ พรรษาก็ลาสิกาขา แต่งงานกับ น.ส.จีน ชาวบ้านนามอญ มีบุตร ๑ คนชื่อทุเรียน และย้ายมาอยู่บ้านนามอญตัวเมืองเพชรบุรี มีอาชีพเดินเรือค้าขายข้าวระหว่างเพชรบุรี-กรุงเทพฯ

                ครั้งหนึ่งราวปี พ.ศ. ๒๔๔๗ ท่านมีอายุ ๓๐ ปี พาเมียและลูกน้อยวัย ๕ เดือนเศษ เดินเรือไปค้าขายที่กรุงเทพฯ ระหว่างทางถูกพายุพัดเรือล่มในทะเลแถบปากอ่าวบางตะบูน ท่านพาลูกเมียว่ายน้ำเข้าฝั่งได้และอาศัยเรือหาปลากลับมาหาญาติแถวบ้านกุ่ม เรียกขานเท่าไรก็ไม่มีใครรับ เพราะทราบข่าวว่าเรือล่มคิดว่าจมน้ำตายทั้งหมด ที่เห็นคงเป็นผี
ทั้งครอบครัว ต้องบอกเล่าอยู่นานถึงจะเชื่อว่ายังไม่ตาย เหตุการณ์เรือล่มครั้งนั้นทำให้ครอบครัวของท่านยากจนลง จึงย้ายมาอยู่กับญาติที่ตำบลบางเค็ม อ.เขาย้อย ประกอบอาชีพค้าขาย ต่อมาภรรยาตั้งท้อง และสังหรณ์ว่าจะเสียชีวิต จึงขอให้ท่านบวชให้ บวชแบบไม่สึก ท่านก็รับปากในเรื่องบวช แต่เรื่องสึกในไม่รับรอง ในที่สุดภรรยาก็เสียชีวิตเป็นการตายทั้งกลมด้วย

                การบวชครั้งที่ ๒ นั้น ท่านบวชที่ วัดโพธิ์บางเค็ม ขณะนั้นอายุราว ๓๓ ปี พระปลัดจันทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการแฉ่ง วัดกุฏิ บางเค็ม เป็นพระกรรมวาจาจารย์และ พระอธิการอาจ วัดโพธิ์ บางเค็ม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่ออุปสมบทแล้วท่านได้มาจำพรรษาที่วัดกฏิ ต.ท่าแร้ง อ.บ้านแหลม ต่อมาพระอธิการแฉ่งได้ลาสิกขา ชาวบ้านได้พยายามนิมนต์ท่านให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดกุฏิ บางเค็ม ถึง ๓ ครั้ง ท่านจึงยอมมารับตำแหน่งเจ้าอาวาสเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๔

                ช่วงที่หลวงพ่อชุ่มเข้ามารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกุฏิ บางเค็ม เป็นช่วงที่วัดค่อนข้างทรุดโทรม หลวงพ่อได้ดำเนินการบูรณะซ่อมแซมทั้งกุฏิสงฆ์ หอฉัน หอสวดมนต์ ศาลาการเปรียญ รวมถึงผลงานชิ้นสำคัญคือการก่อสร้างอุโบสถหลังใหม่เป็นโบสถ์ไม้สักแกะสลักทั้งหลัง โดยช่างฝีมือพื้นบ้านชาวเพชรบุรี การก่อสร้างอุโบสถด้วยไม้ทั้งหลังเป็นเรื่องที่ว่ายากแล้ว การสร้างอุโบสถไม้สักแกะสลักทั้งหลังทั้งบานประตู บานหน้าต่าง ฝาผนังภายนอกทั้ง ๔ ด้านเป็นงานฝีมือที่ต้องอาศัยระยะเวลาและกำลังคนในการสร้างสรรค์ผลงาน

                หลวงพ่อชุ่มเป็นผู้ออกแบบควบคุมการก่อสร้างอุโบสถใหม่ทั้งหมด ขณะนั้นท่านมีปัจจัยอยู่ ๘๐ ชั่ง เพื่อใช้ในการปรับปรุงเสนาสนะต่าง ๆ หลวงพ่อชุ่มพร้อมคณะสงฆ์และช่างไม้จำนวนหนึ่งได้เดินทางไปจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อหาไม้มาปรับปรุงวัดได้ไม้สักและไม้มะค่าเป็นซุงท่อนใหญ่ จากนั้นท่านและคณะจึงนำไม้ซุงลงแพชักล่องมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา ระหว่างทางมีคนขอซื้อท่านก็ขายไปจนหมด ได้ปัจจัยมาจำนวนหนึ่งหลวงพ่อชุ่มและคณะก็เดินทางขึ้นไปหาซื้อไม้ใหม่ โดยขึ้นไปไกลกว่าเดิม แล้วท่านก็ชักล่องลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยาก็มีคนมาขอซื้ออีก ทำเช่นนี้อยู่ ๓ เที่ยว ได้ปัจจัยมาจำนวนมาก ในเที่ยวที่ ๔ คราวนี้ท่านได้ซื้อไม้สัก ไม้มะค่าที่มีขนาดใหญ่และยาวมากกว่าเดิม ทำแพชักล่องลงมาทางแม่น้ำเจ้าพระยา ใครมาถามซื้อท่านก็ปฏิเสธไม่ขาย ล่องผ่านทางแม่น้ำท่าจีนจนถึงปากอ่าวแม่กลอง แล้วเข้ามาทางคลองยี่สารและคลองบางตะบูนจนถึงคลองบางเค็ม นำไม้มาขึ้นที่ท่าน้ำข้างวัดกุฏิ นำไม้สักไม้มะค่าทั้งหมดสร้างอุโบสถจนแล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๔๗๓

                อุโบสถหลังนี้สร้างด้วยไม้ตั้งอยู่บนฐานปูน เป็นโบสถ์หลังใหญ่ขนาดความยาว ๗ ห้อง กว้าง ๓ ห้อง มีประตูทางเข้าทิศตะวันออกและทิศตะวันตกฝั่งละ ๒ คู่ ความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่ผนังภายนอก บานประตู บานหน้าต่าง หน้าบัน ล้วนแล้วแกะสลักลวดลายด้วยไม้สัก โดยช่างพื้นบ้านเพชรบุรีทั้งสิ้น เนื้อหาที่แกะสลักบนฝาผนังโบสถ์เป็นเรื่อง ทศชาติชาดก และ พระมหาเวชสันดรชาดก มอบหมายให้ ช่างเนื่อง ช่างชาวเมืองเพชรเป็นผู้ออกแบบตัวภาพและลวดลายดำเนินการร่างภาพด้วยดินสอลงบนแผงไม้ฝาคนเดียวเกือบทั้งหมด และมีนายเทียนผู้เป็นพ่อช่วยเขียนบ้าง รวมถึงมีช่างหวานร่วมแกะสลักไม้ ส่วนภาพ “ไซอิ๋ว” เรื่องราวของพระถังซัมจั๋ง พร้อมคณะผู้ติดตาม เห้งเจีย หรือ ซุนหงอคง ตือโป๊ยก่าย และซัวเจ๋ง เดินทางไปอัญเชิญคัมภีร์ที่ชมพูทวีป ภาพนี้มีช่างชาวจีนชื่อ “เจ๊กโฮ่ง” หรือ “เจ๊กโค่ง” เป็นผู้ออกแบบร่างภาพและแกะสลักด้วยตนเอง

                สำหรับบานประตู บานหน้าต่าง เป็นฝีมือการออกแบบและแกะสลักของ นายระย่อม ศรีสังวาลย์ ช่างแกะสลักไม้ชาวเมืองเพชรบุรีเคยบวชเรียนและอาศัยอยู่ที่วัดแก่นเหล็ก แกะสลักลวดลายบานประตูและหน้าต่าง ส่วนมากเป็นลายไทย ลายกระหนก ลายดอกไม้ สัตว์หิมพานต์ สรรพสัตว์ มีหน้าต่างบานหนึ่งแกะเป็นตัวหนังสือความว่า “ระย่อมอุทิศให้พ่อยะ แม่พริ้ง” ส่วนบานประตูคู่หน้าช่างระย่อมแกะสลักเรื่องรามเกียรติ์ เป็นภาพจับการต่อสู้ระหว่างพระรามรบกับยักษ์ หนุมานรบกับยักษ์ องคตรบกับยักษ์ (ยักษ์กุมภกรรณ) พื้นหลังแกะสลักเป็นลายกระหนกไขว้สอดสลับกันไปมา ค่อนข้างลึกมีมิติแสดงถึงฝีมือการแกะสลักชั้นเยี่ยมของช่างระย่อม มีรูปสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยแอบซ่อนอยู่ในลวดลายกระหนก

                ส่วนบานประตูฝั่งทิศตะวันตก ศาสตราภิชาน ล้อม เพ็งแก้ว ระบุว่าเป็นฝีมือของช่างเนื่อง และช่างหวาน เนื่องจากปรากฏผลงานของช่างหวานที่บานประตูโบสถ์วัดพลับพลาชัยแกะลายป่าเขาลำเนาไพร ส่วนซุ้มหน้าบันประตูโบสถ์ด้านหน้าและด้านหลังที่เป็นลวดลายปูนปั้นลงสีนั้นเป็นฝีมือของช่างปิ่น แต่ทางวัดเห็นว่าขัดตาจึงให้ช่างระงับไม่ได้
ปั้นต่อบริเวณซุ้มหน้าต่าง แป้นไม้รองซุ้มหน้าต่างอุโบสถจึงเว้นว่างไม่ได้มีลวดลายจำหลักไม้หรือลายปูนปั้นมาจนถึงทุกวันนี้

                ภาพแกะสลักไม้อุโบสถวัดกุฏิ ต.บางเค็ม ฝาผนังด้านทิศตะวันออกและตะวันตกแกะสลักเรื่อง ทศชาติชาดก ว่าด้วยเรื่องราวของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ใน ๑๐ พระชาติก่อนที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประกอบด้วย ชาติที่ ๑ เตมีย์ชาดก ชาติที่ ๒มหาชนกชาดก ชาติที่ ๓ สุวรรณสามชาดก ชาติที่ ๔ เนมิราชชาดก ชาติที่ ๕ มโหสถชาดก ชาติที่ ๖ ภูริทัตชาดก ชาติที่ ๗ จันทชาดก ชาติที่ ๘ นารทชาดก ชาติที่ ๙ วิธุรชาดก และชาติที่ ๑๐ เวสสันดรชาดก ทั้งนี้ชาติที่ ๒ และชาติที่ ๙ ไม่ได้แกะสลัก เพราะช่างแกะเป็นชาวจีน จึงแกะสลักภาพ “ไซอิ๋ว” ด้านบนแกะสลักรูป “เจ้าแม่กวนอิม” ส่วนด้านล่างเป็นรูป พระถังซัมจั๋ง ซุนหงอคง ตือโป๊ยก่ายและซัวเจ๋ง ส่วนผนังโบสถ์ด้านข้างฝั่งทิศเหนือและทิศใต้แกะสลักเรื่องราวเนื้อหาพระเวสสันดรชาดก จำนวน ๑๓ กัณฑ์ พื้นที่ว่างระหว่างช่องหน้าต่างแกะสลักรูปต้นไม้ชนิดต่าง ๆ เช่น ต้นโพธิ์ ต้นขนุน ต้นสาเก ต้นมะไฟ ต้นกุ่ม ต้นหว้า ต้นมะเดื่อ แต่ละออกผลมีสัตว์หลายชนิด ส่วนใหญ่เป็นลิง นก งู รวมถึงนายพรานถืออาวุธล่าสัตว์ เป็นภาพธรรมชาติและวิถีชีวิตที่น่าดูน่าชม

                อุโบสถวัดกุฏิ บางเค็ม ทางกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ นับเป็นอุโบสถที่เป็นเพชรเม็ดงามของอำเภอเขาย้อย และจังหวัดเพชรบุรี ไว้เมื่อสถานการณ์การแพร่ของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ เริ่มคลี่คลายในทางที่ดีขึ้น ประชาชนคนไทยได้รับการฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันหมู่เมื่อนั้นลองหาโอกาสไปชมความงดงามของงานจำหลักไม้อุโบสถวัดกุฏิ บางเค็ม สักครั้งหนึ่ง.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!