เตรียมบูรณะเสาไม้ศาลาการเปรียญ วัดใหญ่สุวรรณาราม

                สืบเนื่องจาก ผศ.แสนประเสริฐ ปานเนียม อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี พร้อมด้วยนายธานินทร์ ชื่นใจ และนายกฤษดากร  อินกงลาศ ช่างงานศิลปะไทยเมืองเพชรบุรีตรวจสอบพบเสาไม้แปดเหลี่ยมลงรักปิดทองที่ตำหนักพระเจ้าเสือซึ่งอยู่ภายในศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณาราม ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรีเกิดการชำรุดอย่างหนัก มีการปริแตกของเนื้อไม้เป็นรอยใหม่หลายแห่งและมีการทรุดตัว จึงแจ้งให้เจ้าอาวาสและสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี ทราบเพื่อให้ตรวจสอบ

                ต่อมาเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 7 ตุลาคม นางศาริสา จินดาวงษ์ ผอ.สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี นายณัฐพล ระดาฤทธิ์ ผอ.กลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าเสาไม้ศาลาวัดใหญ่ฯ มีร่องรอยปริแตกเสียหายดังที่ได้รับรายงานจริง โดยมีพระครูวัชรสุวรรณาทร เจ้าอาวาสวัดใหญ่ฯ เจ้าคณะอำเภอเมืองเพชรบุรี นายณัฐวุฒิ เพ็ชรพรหมศร รอง ผวจ.เพชรบุรี รักษาราชการแทน ผวจ.เพชรบุรี น.ส.เอกรัตน์ นาคาคง รอง ผวจ.เพชรบุรี นายสุชาติ อุสาหะ ส.ส.เพชรบุรี เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ผศ.แสนประเสริฐ นายธานินทร์ นายกฤษดากร พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบ

                เจ้าอาวาสวัดใหญ่ฯ กล่าวว่า ศาลาการเปรียญหลังนี้เป็นพระตำหนักโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยาสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ) พระราชทานให้แก่สมเด็จพระสังฆราชแตงโม พระผู้ปกครองวัดใหญ่ในสมัยนั้นปัจจุบันศาลาการเปรียญแห่งนี้เป็นโบราณสถาน มีรูปลักษณ์สถาปัตยกรรมเรือนไม้สำคัญสมัยอยุธยาที่เหลืออยู่ไม่อีกแห่งในประเทศไทย ที่ผ่านมาพบว่ามีร่องรอยการแตกแยกของเนื้อไม้แทบจะทุกต้น ทั้งบริเวณโคนเสาและกลางลำต้น ส่วนเสาที่พบเป็นรอยใหม่เพิ่งแตกมีความยาวประมาณ 3 เมตร ลึกประมาณ 1 – 2 ซม. นอกจากนี้ยังพบเสาไม้อีกหลายต้นมีรอยแตกของเนื้อไม้และมีแมลงมอด-ปลวกกัดกินเนื้อไม้ได้รับความเสียหายและมีบางจุดมีการทรุดตัว เกรงว่าถ้าปล่อยไว้จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างสำคัญ ขอให้หน่วยงานของกรมศิลปากรและฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไข

                ด้านนางศาริสากล่าวว่า ที่ผ่านมาศาลาการเปรียญฯหลังนี้ได้รับการบูรณะซ่อมแซมมาอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยสภาพความเก่าแก่ทำให้เนื้อเสาไม้ไม่มียางไม้ เกิดสภาวะแห้งไม่มีการยืดหยุ่นของเนื้อไม้ จึงเกิดรอยปริแตกประกอบกับเป็นสถาปัตยกรรมไทยสมัยโบราณที่ใช้เสาไม้ในการก่อสร้างและรับน้ำหนักตัวอาคารโดยไม่ได้มีการตอกเสาเข็มไม่ได้มีการเทพื้นคอนกรีตในระบบฐานรากมาก่อน รวมถึงการบูรณะกระเบื้องมุงหลังคาที่มีการดาดปูนตำเพื่อป้องกันการรั่วซึมของน้ำฝนทำให้ตัวหลังคามีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นเมื่อฝนตกและมีน้ำท่วมขังบริเวณโดยรอบของศาลาบ่อยครั้ง จึงเกิดการทรุดตัวและส่งผลให้เกิดการบิดตัวของโครงสร้าง

                “สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี จะดำเนินการแก้ไขเบื้องต้นโดยการนำแผ่นเหล็กทำเป็นวงแหวนรัดในส่วนที่ปริแตกของเสาไม้ก่อนเพื่อป้องกันการแตกร้าวเพิ่มขึ้น พร้อมนำอุปกรณ์ค้ำยันหนุนประคองเสาที่รับน้ำหนักเพื่อป้องกันการทรุดตัว และจะเร่งประสานกับทีมวิศวกรของกรมศิลป์ฯมาสำรวจและจัดทำแผนโครงการที่จะบูรณะซ่อมแซมโครงสร้างและเสาศาลาปรับปรุงบูรณะระบบฐานรากรวมถึงการปรับสภาพแวดล้อมของศาลาที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขังโดยจะดำเนินการเพื่อให้ทันกับงบประมาณในปี 2566” นางศาริสากล่าว

                ด้านนายสุชาติกล่าวว่าศาลาการเปรียญวัดใหญ่ฯเป็นโบราณสถานสำคัญและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองเพชรบุรี คณะกรรมาธิการฯจะประสานให้อธิบดีกรมศิลปากรได้รับทราบแนวทางการบูรณะและงบประมาณการบูรณะ พร้อมกันนี้จะแจ้งเรื่องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของบประมาณฉุกเฉินหรืองบประมาณส่วนกลางดำเนินการบูรณะซ่อมแซมโดยเร็ว

                 ผศ.แสนประเสริฐ กล่าวว่า ก่อนที่จะดำเนินการบูรณะซ่อมแซมควรเปิดโอกาสให้มีการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาคนักวิชาการ ภาคราชการ ภาคเอกชน โดยมีกรมศิลปากรและจังหวัดเพชรบุรีเป็นเจ้าภาพประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องนี้ เพื่อที่จะวางแผนในการบูรณะซ่อมแซมอย่างเหมาะสมต่อไปเนื่องจากศาลาการเปรียญวัดใหญ่ฯเปรียบเสมือนผู้สูงอายุรักษาบ่อยครั้งภูมิต้านทานจะลดลงที่ผ่านมามีการซ่อมแซมต่อเนื่อง 3 – 4 ปีต่อครั้ง ซึ่งไม่เป็นเรื่องดีเพราะจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างในระยะยาว แต่ถ้ามีการวางแผนที่ดีภายใต้แนวคิดทางอนุรักษ์และซ่อมแซมครั้งใหญ่อย่างถูกต้องเหมาะสมครั้งเดียว ก็จะสามารถรักษาโบราณสถานแห่งนี้ให้คงอยู่ได้ในระยะยาวและเป็นประโยชน์มากกว่า.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!