‘เถ้าแก่เทียนไล้ ใหญ่กว่าวงษ์’ ผู้กว้างขวางแห่งอำเภอบ้านแหลม

‘เถ้าแก่เทียนไล้ ใหญ่กว่าวงษ์’

ผู้กว้างขวางแห่งอำเภอบ้านแหลม

            ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ ๖๐-๗๐ ปีที่ผ่านมา กิตติศัพท์ของ “เถ้าแก่เทียนไล้(เธียร)  ใหญ่กว่าวงษ์” หนุ่มชาวจีนแต้จิ๋ว ผู้กว้างขวางแห่งอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี มีเสียงร่ำลือถึงความใจถึง เด็ดขาด กล้าหาญ  ใจนักเลง เป็นเจ้าพ่อธุรกิจ “โรงเหล้า”  และ “โรงยาฝิ่น”

แม้ปัจจุบันธุรกิจโรงเหล้า-โรงยาฝิ่นเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม แต่ในอดีตเป็นธุรกิจที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย

“เส้นทางชีวิต” ฉบับนี้จะขอร้อยเรียงเรื่องราวประวัติของ “เถ้าแก่เทียนไล้” จากปากคำของ แคล้ว ตะบูนเพชร (ลุงแคล้ว) ผู้เฒ่าวัย ๙๒ ปี ซึ่งคนเก่าคนแก่ของอำเภอบ้านแหลมรู้จักดีในชื่อ “แคล้วโรงฝิ่น” ลูกน้องคนสนิทของ “เถ้าแก่เทียนไล้”

ปัจจุบันแม้ลุงแคล้วจะมีอายุ ๙๒ ปีแล้วก็ตาม แต่ยังมีสภาพร่างกายที่แข็งแรง สายตาและความจำดี มีเพียงอาการหูตึงที่ต้องสื่อสารด้วยวิธีการเขียนให้อ่าน ได้ย้อนอดีตของเก้าแก่เทียนไล้ให้ “เพชรภูมิ” รับทราบจากความทรงจำที่ยังฝังแน่น

ลุงแคล้วใช้คำว่า ‘กู’ เรียกแทนตัวเอง โดยยอมรับว่าตัวเองไม่รู้มาก่อนว่าเถ้าแก่เทียนไล้เป็นใครมาจากไหน  ได้แต่ฟัง “ก๋งคิม แซ่เฮ้ง” เตี่ยของลุงแคล้วซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับเถ้าแก่เทียนไล้เคยเล่าว่า เก้าแก่เทียนไล้ เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๔๒ ที่หมู่บ้านหัวกระทุ่ม ต.ท่าแล้งตก อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี บิดาชื่อ “นายเซ้ยตี๋” ชาว ต.ท่าแล้ง มารดาชื่อ “นางกลั่น” ชาว ต.ไร่ส้ม อ.เมือง จ.เพชรบุรี เถ้าแก่เทียนไล้เป็นบุตรคนที่ ๓ ในจำนวนพี่น้อง ๔ คน

ขณะที่เถ้าแก่เทียนไล้ไร้เดียงสา มารดาก็ถึงแก่กรรม และในเวลาต่อมาบิดาก็ถึงแก่กรรมที่ประเทศจีน ครอบครัวเกิดบ้านแตกสาแหรกขาด พี่น้องร่วมสายโลหิตหนีหายกันไปหมด กระทั่ง “ก๋งโกงกาง” กับ “ยายอิ่ม แซ่อึ้ง” ชาวบ้าน ต.บางขุนไทร อ.บ้านแหลม พบเห็นเถ้าแก่เดินวนเวียนอยู่ในพื้นที่ ต.ท่าแร้ง อ.บ้านแหลม จึงนำมาเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรม และตั้งชื่อว่า “เทียนไล้” หมายถึง “มาจากฟ้า” บางคนก็แปลว่า “ฟ้าสั่งให้มาเกิด”

ตอนวัยเยาว์ เด็กชายเทียนไล้เป็นเด็กซุกชน ชอบขโมยเงินคุณแม่อิ่มมาเล่นการพนันกับเพื่อนอยู่เป็นประจำ จนติดเป็นนิสัย เมื่อเติบโตได้ตระเวนไปเล่นตามบ่อนต่าง ๆ ทั้งใน จ.ราชบุรี กรุงเทพฯ และเคยไปเปิดบ่อนที่ปากน้ำปราณบุรี ประเภทโป กำถั่ว และเม็ดละหุ่งกำ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต้องปิดไปเนื่องจากคนเมืองปราณบุรีไม่ชอบการพนัน

 ด้วยความที่นายเทียนไล้มีบุคลิกภาพสุขุม เยือกเย็น เป็นคนลุ่มลึก เด็ดขาด กล้าหาญ ใจนักเลง โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อครั้งถูกโจรปล้นขณะโดยสารเรือกลับไปเยี่ยมบ้านที่เมืองจีน นายเทียนไล้ไม่ประหวั่นพรั่นพรึงกับคำขู่ของโจร ได้ควักมีดสปริงออกมานั่งแคะเล็บเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  พร้อมออกอุบายหลอกพวกโจรว่า “กูก็โจรเหมือนกัน” หนีมาจาก เซี่ยมล้อ(เมืองไทย) มีแต่ “กีหลัน” (อวัยวะเพศชาย-ภาษาแต้จิ๋ว) จะเอามั้ย !!

โจรเห็นเป็นพวกเดียวกัน  ชื่นชมใจเด็ด  พูดจานักเลงแบบคนนักเลงของนายเทียนไล้ นอกจากไม่ทำร้ายแล้ว ยังได้มอบเงินให้นายเทียนไล้นำไปใช้จ่ายอีกด้วย

เหตุการณ์ครั้งนั้นเมื่อมีการบอกเล่าแพร่กระจายกันไป ได้ส่งให้ชื่อ “เทียนไล้”  โด่งดังไปในวงการนักเลงและนักธุรกิจ

ทำให้ “นายเทียนไล้” กลายเป็น “เฮียไล้” หรือ “เฮียเทียนไล้” ผู้กว้างขวางยิ่งใหญ่ คุมกิจการหลากหลายรูปแบบ มีลูกน้องห้อมล้อมมากมาย

 กิจการแรกของเถ้าแก่เทียนไล้ เหมือนฟ้าประทานมาให้สมดั่งชื่อ เมื่อวันหนึ่งเถ้าแก่ได้ไปพบกระสอบใบหนึ่งโดยบังเอิญ  ภายในกระสอบบรรจุก้อนฝิ่นประมาณ ๑,๐๐๐ กิโลกรัม ลอยอยู่ในทะเลหาดเจ้าสำราญ ขณะนั้นอยู่ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เถ้าแก่จึงสั่งให้ลูกน้องนำขึ้นมาเก็บไว้ที่บ้าน ต.บางขุนไทร อ.บ้านแหลม และเริ่มเปิดธุรกิจโรงฝิ่นนับแต่นั้นมา

สมัยการเปิดประมูลผูกขาดการขายฝิ่นยังไม่ผิดกฎหมาย  เถ้าแก่เทียนไล้ได้ขยายกิจการโรงฝิ่นถึงราชบุรี แม่กลอง ประจวบคีรีขันธ์ หัวหิน ท่ายาง บางตะบูน และในตัวเมืองเพชรบุรี (บริเวณย่านชุมชน ปัจจุบันคือ ถ.สุรินทรฦๅไชย – ถนน ๑๘ เมตร) โดยเฉพาะที่ อ.บ้านแหลม เถ้าแก่มีโรงฝิ่นขนาดใหญ่มากถึง ๕๐-๖๐ ตะเกียง ซึ่งแต่ละปีทำรายได้ให้กับเถ้าแก่เป็นกอบเป็นกำ นอกจากนี้เถ้าแก่ยังมีโรงงานผลิตน้ำอัดลม ปั๊มน้ำมัน  เป็นเอเย่นต์จำหน่ายสุรา (เหล้าขาวและสุรายี่ห้ออื่น ๆ)  แพปลา รับซื้อและขายส่ง อาหารทะเล และของแห้งทุกชนิด และธุรกิจอีกหลายอย่าง

อดีตกำนันเก่าของ อ.บ้านแหลม ชื่อ “กำนันผิว” เคยเล่าให้ลุงแคล้วฟังว่า เดิมเถ้าแก่เทียนไล้ใช้นามสกุล “แซ่อึ๊ง” (แซ่เดียว ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ พี่ชาย ดร.ป๋วยตั้งรกรากอยู่ที่ ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี) ต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๖ ได้มีการจัดระเบียบสังคมตามโลกตะวันตก โดยให้คนไทยทุกคนต้องมีทั้งชื่อตัวและชื่อสกุล

มีอยู่วันหนึ่งเถ้าแก่เทียนไล้ถกเถียงกับเพื่อนสนิทชื่อ “นายหลง” ถึงการตั้งนามสกุล โดยเถ้าแก่ถามนายหลงว่า “มึงจะตั้งนามสกุลอะไรวะ ?” นายหลงบอกว่า “กูจะตั้งนามสกุลกูว่า วงษ์ใหญ่” เถ้าแก่จึงบอกว่า “ถ้าอย่างนั้น กูจะตั้งให้ใหญ่กว่ามึง นามสกุลกู  ใหญ่กว่าวงษ์

เถ้าแก่เทียนไล้จึงมีและใช้นามสกุล “ใหญ่กว่าวงษ์”มาตั้งแต่บัดนั้น…

ลุงแคล้วเล่าให้ “เพชรภูมิ” ฟังต่อไปว่า “กูไม่ใช่คนพื้นที่นี้หรอก บ้านเกิดอยู่ ต.บางตะบูน อ.บ้านแหลม แต่เตี่ยกูเป็นเพื่อนรักกับเถ้าแก่เทียนไล้ ได้ส่งกูมาอยู่รับใช้เถ้าแก่ที่บ้านบางขุนไทร ตั้งแต่กูอายุ ๒๒ ปี หรือราวปี พ.ศ.๒๔๙๑ ขณะนั้นเถ้าแก่แต่งงานอยู่กินกับ นางเหรียญ ใหญ่กว่าวงษ์ มีลูกชายลูกสาวรวม 10 คน ลูกคนที่ 4 คือนายเฉลิม ใหญ่กว่าวงษ์  เคยลงสมัครรับเลือกตั้ง ได้เป็น ส.ส.เพชรบุรี สังกัดพรรคสหประชาไทย คู่กับ นายพานิช สัมภวคุปต์ พรรคสังคมชาตินิยม เมื่อการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2512”

ลุงแคล้วเล่าว่าตนทำงานรับใช้เถ้าแก่ทุกอย่าง ทั้งงานบ้าน เป็นคนสวน และงานอื่น ๆ ต่อมาเถ้าแก่เห็นว่าลุงแคล้วเป็นลูกชายของเพื่อนรัก จึงไว้ใจให้ตนคุมกิจการโรงฝิ่นที่บ้าน ต.บางขุนไทร ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในโรงฝิ่น มีทั้งกุลีจีนที่มาทำโป๊ะ ลูกเรือ คนงานโรงสี ตลอดจนพวกคณะงิ้ว และคณะลิเก ที่เข้ามาเปิดการแสดงในพื้นที่ ซึ่งจะต้องมาเซ่นไหว้ศาลเจ้าที่ตั้งอยู่บนบ้านเถ้าแก่ โดยเฉพาะนายทองใบ พระเอกลิเกชื่อดังในสมัยนั้น ได้เข้ามานอนสูบฝิ่นอยู่เป็นประจำ  “แม้กูจะมีหน้าที่ดูแลกิจการฝิ่นให้เถ้าแก่ แต่กูไม่ติดฝิ่นเหมือนคนอื่น มีแต่ฝิ่นติดตัวกู  เวลาเข้าไปในโรงฝิ่น ละอองขี้ฝิ่นจะติดเสื้อผ้าเต็มไปหมด”

นอกจากกิจการโรงฝิ่นแล้ว เถ้าแก่ยังได้ประกอบธุรกิจอื่น ๆ อีกหลายอย่าง ทั้งเปิด “โรงต้มเหล้า” (สถานที่ตั้งเดิมอยู่บริเวณสำนักงานสรรพสามิตในปัจจุบัน ตรงข้ามวัดชมพูพน) มีลุงแคล้วเป็นคนดูแลส่งจำหน่ายให้แก่พื้นที่บ้านแหลมและตัวเมืองเพชรบุรี

ชาวบ้านสมัยนั้นชาวบ้านตั้งฉายาลุงแคล้วว่า “แคล้วโรงฝิ่น” กับ “แคล้วโรงเหล้า”  

ส่วน โรงน้ำมัน เภ้าแก่ให้นายกมล สุตุวิริยะวัฒน์ (กำนันฮั้ว) อดีตกำนันตำบลบ้านแหลม (พี่ชาย น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ อดีต ส.ว.เพชรบุรี และเป็นบิดา น.ส.นฤมล(หญิง) สุตะวิริยะวัฒน์ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลบ้านแหลม) เป็นคนดูแล และ โรงบุหรี่ ให้ “ไสว” เป็นคนดูแล อีกทั้งเถ้าแก่ยังได้ร่วมกับเครือญาติของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เปิดธุรกิจแพปลาชื่อ “แพอารยะ” แถวปากคลองวัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ เป็นแพขนาดใหญ่ เพื่อเปิดรองรับสินค้าประเภทถ่านไม้ฟืนจากบางตะบูน และกะปิ ปลา อาหารทะเล จาก อ.บ้านแหลม ที่ส่งไปจำหน่ายในกรุงเทพฯ

“แพปลาแห่งนี้มีพวกเจ๊ก พวกจีนอยู่เยอะ ส่วนใหญ่เป็นหนี้เถ้าแก่เทียนไล้ทั้งนั้น  สาเหตุเนื่องมาจากเล่นการพนันแพ้เถ้าแก่ จะไม่แพ้ได้ยังไง เถ้าแก่แกซ่อนไพ่เก่ง ชั้นเชิงเหนือชั้น”

มีอยู่หลายครั้งเถ้าแก่ได้นำทองคำแท่งหนีภาษีจากกรุงเทพฯ ซุกในกระสอบใหญ่ ใส่เรือนำกลับมาซ่อนใต้แม่น้ำเพชรบุรี บริเวณสะพานใหญ่ หน้าวัดมหาธาตุวรวิหาร อ.เมือง จ.เพชรบุรี เมื่อถึงเวลาจะวานให้ลุงแคล้วดำน้ำลงไปเอาทองขึ้นมา แล้วนำไปจำหน่ายให้แก่ชาวจีนที่เปิดร้านขายทองในตลาดเพชรบุรี สมัยนั้นทองบาทละ ๑๘ บาท

โดยนิสัยส่วนตัว เถ้าแก่เทียนไล้เป็นคนมีความเมตตา ชอบช่วยเหลือผู้อื่นที่ตกทุกข์ได้ยาก เป็นที่รักของคนทั้งตำบลบางขุนไทรและบ้านแหลม สมัยนั้นเถ้าแก่ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความสงบเรียบร้อย  คำพูดของเถ้าแก่ถือเป็น “กฎหมาย”  ผู้คนให้ความเกรงขาม

ใครมีเรื่องมีราวกัน เถ้าแก่จะเรียกมาว่ากล่าวตักเตือนให้เลิกแล้วต่อกัน โดยที่ไม่ต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาลแม้แต่ครั้งเดียว ทำให้ไม่มีใครกล้าลองดี แม้กระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายตำรวจใหญ่ ๆ ที่โยกย้ายเข้ามาอยู่ใน จ.เพชรบุรี ถ้าประกาศให้รู้ล่วงหน้าว่าตั้งตนเป็นศัตรูกับเถ้าแก่ จะถูกตีหัวในเรือตั้งแต่ยังล่องมาไม่ถึงตัวจังหวัดก็มี

นอกจากนี้เถ้าแก่ยังชอบช่วยเหลือสังคม มีจิตกุศล ได้เคยสร้างสถานีอานามัยตำบลบางขุนไทร สร้างโรงเรียนวัดต้นสน(เธียรวิทยา) อ.บ้านแหลม และสาธารณประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย จนได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎไทย ชั้นที่ ๕ เบญจมาภรณ์ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๙๘ และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก ชั้นที่ ๕ เบญจมาภรณ์ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๐๓

ด้วยความที่เถ้าแก่เป็นผู้ผูกขาดการขายฝิ่น และเป็นผู้มีอิทธิพลระดับ “เจ้าพ่อเมืองเพชร”   ทำให้ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ เจ้าของสโลแกน “ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้”  และเป็นที่รู้กันในยุคนั้นว่า “อธิบดีเผ่า” เป็นมือปราบจับฝิ่นและค้าฝิ่นเสียเอง พยายามหาวิธีกำจัดเถ้าแก่โดยยัดเยียดข้อหา และจะเอาเถ้าแก่เข้าคุกให้ได้

 มีอยู่ครั้งหนึ่งเถ้าแก่ถูกจับและขึ้นศาลที่ จ.ราชบุรี ลูกน้องและผู้ที่รักเคารพเถ้าแก่รู้ข่าว ได้เช่ารถเมล์ขึ้นไปให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก แต่สุดท้ายกฎหมายก็ทำอะไรเถ้าแก่ไม่ได้

ต่อมาเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๐๒ สมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้เลิกโรงยาฝิ่นโดยเด็ดขาด มีการขนฝิ่นและอุปกรณ์สูบฝิ่นทั้ง ๙๐ โรงในกรุงเทพฯ ไปเผาทำลายที่ท้องสนามหลวง เถ้าแก่เทียนไล้จึงเลิกกิจการฝิ่นนับแต่บัดนั้น ส่วนธุรกิจอย่างอื่นก็ปิดตัวลงเช่นกัน

    ในช่วงบั้นปลายของชีวิต เถ้าแก่ก็ยังเป็นที่เคารพนับถือและเป็นที่เกรงใจของทุกผู้คน ที่ไม่ใช่รักเพียงเงินหรือกลัวเกรงอำนาจของเถ้าแก่ หากแต่สยบยอมโดยไม่มีเงื่อนไขต่อคุณธรรมของนักเลงโบราณคนนี้

เถ้าแก่เทียนไล้  ใหญ่กว่าวงษ์ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2511 ขณะมีอายุ  ๖๙ ปี ด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ท่ามกลางความรักอาลัยของญาติพี่น้องและผู้คนทั้งจังหวัด

ปิดฉากชีวิตเจ้าพ่อผู้ยิ่งใหญ่แห่งอำเภอบ้านแหลมลงอย่างสมบูรณ์ ทิ้งไว้เพียงตำนานให้ผู้คนรำลึกถึง…

ทีมข่าวเพชรภูมิ:รายงาน