เพชรภูมิวาไรตี้ 2 พ.ค. 64

“ยลศิลป์ถิ่นเมืองเพชร” ผ่านมุมมองนักโบราณคดี

“เมืองเพ็ชร์ : เพชรแห่งการท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม”

                “เพชรบุรี คืออยุธยาที่มีชีวิต” คำกล่าวที่แสดงให้เห็นถึงสภาพบ้านเมือง วัดวาอาราม โบราณสถานในอดีตที่รวมสมัยในยุคกรุงศรีอยุธยา ยังดำรงคงอยู่สืบทอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน มิได้ร่วงโรยร้างลาหรือล่มสลายไปเมื่อคราวเสียราชธานีกรุงศรีอยุธยา สิ่งเหล่านี้นอกจากบ่งบอกถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม เป็นแหล่งเรียนรู้ และสามารถต่อยอดนำไปสู่การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมได้อย่างสร้างสรรค์

                เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา ณ พระที่นั่งราชธรรมสภาบนพระนครคีรี อ.เมือง จ.เพชรบุรี คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานวิจัยแห่งชาติ (วช.) ทำโครงงานวิจัยร่วมกับจังหวัดเพชรบุรี เรื่อง “การพัฒนาชุมชนต้นแบบด้วยการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และยั่งยืน เพื่อยกระดับจังหวัดเพชรบุรีสู่เมืองสร้างสรรค์” จัดงานเสวนาเพชรบุรีเมืองสร้างสรรค์ ในหัวเรื่อง “เมืองเพ็ชร์:เพชรแห่งการท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม” โดยมี นางวันเพ็ญ มังศรี รอง ผวจ.เพชรบุรี ประธานเปิดงาน พร้อมด้วย รศ.ดร.ประสพชัย พสุนนท์ รองคณบดีคณะวิทยาการจัดการ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ โดยความร่วมมือของหลายภาคส่วนในการสนับสนุนให้จังหวัดเพชรบุรีที่กำลังเสนอตัวเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารของยูเนสโก ในการนำอาหารคาวหวานเชื่อมโยงเข้ากับศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเมืองเพชรบุรี

                รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง หัวหน้าภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาศิลปากร กล่าวว่า จังหวัดเพชรบุรีเปรียบดั่ง “อัญมณี” มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม จากการสำรวจโบราณสถานโบราณวัตถุในเมืองไทยหลายแห่ง กล่าวได้ว่าเมืองเพชรบุรีไม่ได้ยิ่งหย่อนในเรื่องประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม โบราณสถานที่เก่าแก่ที่สุดในตัวเมืองเพชรบุรี ไม่รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ ที่เป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์ และยุคทวารวดี ศาสนาสถานที่เป็นประจักษ์พยานคือ “ปราสาทหินวัดกำแพงแลง” สร้างขึ้นในสมัยลพบุรี หรือสมัยเขมร ช่วงสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ที่มีอายุกว่า ๗๐๐ ปี ด้านคุณค่าทางประวัติศาสตร์ถือว่าปราสาทหินวัดกำแพงแลงมีความเก่าแก่รวมสมัยกับปราสาทหินแห่งเมืองนครธม ประเทศกัมพูชา

ปราสาทหินวัดกำแพงแลง

ศาลาการเปรียญวัดใหญ่

                สยามประเทศเจริญรุ่งเรืองมากในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมืองเพชรบุรีก็เช่นกันมีวัดวาอารามจำนวนมากและอยู่ในภาพค่อนข้างสมบูรณ์มาจนถึงยุคปัจจุบัน แสดงถึงความเป็นเลิศในด้านศิลปกรรมเชิงช่างชั้นครูที่สืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น ถ้าเทียบกับพระนครศรีอยุธยาหลังเสียกรุงเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๐ สภาพบ้านเมืองได้ร่วงโรยไปมาก ดั่งนั้นในแง่ความสมบูรณ์ของศาสนาสถาน โบสถ์ วิหาร สถูป เจดีย์ในเมืองอยุธยาก็อาจจะน้อยลง ขณะที่เมืองเพชรบุรีมีวัดวาอารามเก่าแก่หลายแห่งที่ยังคงความสมบูรณ์มีการใช้งานสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

                ศาสนาสถานที่สำคัญได้แก่ พระปรางค์ ๕ ยอดวัดมหาธาตุวรวิหาร ที่ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ในช่วง ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา แนวความคิดในการสร้างพระปรางค์ขึ้นกลางเมืองเพชรบุรีเป็นสิ่งคู่บ้านคู่เมืองสามารถสืบย้อนไปถึงสมัยพระนครศรีอยุธยาได้ ซึ่งพบแนวคิดการสร้างพระปรางค์ไว้กลางเมืองในพื้นที่เมืองราชบุรี เมืองสุพรรณบุรี เมืองอยุธยา ทำให้เห็นการเชื่อมโยงประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของเมืองเพชรบุรีกับเมืองอื่น ๆ ในยุคสมัยเดียวกัน

พระปรางค์ ๕ ยอดวัดมหาธาตุวรวิหาร

                รศ.ดร.รุ่งโรจน์ กล่าวว่า ถ้าเราพิจารณาเมืองเพชรบุรีในด้านของศิลปกรรมงานสกุลช่างจะพบว่ามีอยู่หลากหลายกระจายตัวหลายแห่ง โดยเฉพาะที่ “วัดสระบัว” วัดเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่เชิงเขาวังด้านทิศตะวันออก พิจารณาจากฝีมืองานช่างระบุได้ว่าเป็นยุคสมัยอยุธยาตอนปลาย ผู้ที่นิยมชมชอบงานปูนปั้นประดับหน้าบัน และฐานเสมารอบอุโบสถ รวมถึงความงดงามด้านสถาปัตยกรรมไทยโบราณของทรวดทรงอุโบสถที่มีฐานแอ่นโค้งราวกับท้องสำเภาเรือ อันเป็นลักษณะเด่นของศิลปกรรมในสมัยอยุธยาตอนปลาย นอกจากโบราณสถานที่สร้างขึ้น ที่เพชรบุรียังพบการดัดแปลง “ถ้ำธรรมชาติ” เป็นพุทธสถานเป็นจำนวนมาก อาทิ ถ้ำเขาย้อย ถ้ำเขาบันไดอิฐ ถ้ำเขาหลวง สิ่งเหล่านี้เป็นทรัพยากรทางด้านประวัติศาสตร์ และเป็นต้นทุนด้านการท่องเที่ยวของเมืองเพชรบุรีที่มีเสน่ห์น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง นักท่องเที่ยวที่มาจะได้เห็นความเป็นธรรมชาติ และศาสนสถานให้กราบไหว้บูชา

                “ผมสนใจเรื่องปูนปั้นเมืองเพชรที่ยังสืบทอดภูมิปัญญางานช่างมาจนถึงปัจจุบัน สืบย้อนกลับไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน สมัยอยุธยาตอนต้นจนถึงตอนปลาย จะเห็นถึงความสามารถและชั้นเชิงของช่างปูนเมืองเพชร นอกจากสืบทอดงานปั้นลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์งานสกุลช่างเมืองเพชร ยังมีการปั้นรูปเรื่องราวพุทธประวัติ เช่น ปูนปั้นอุโบสถวัดไผ่ล้อม ปั้นภาพธรรมชาติ ภูเขา บ้านเรือน เป็นเรื่องราวการเดินทางไปนมัสการรอยพระพุทธรอยประศรีลังกา ผมถือว่าเป็นงานปูนปั้นที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่เมืองเพชร” รศ.ดร.รุ่งโรจน์ กล่าว

ปูนปั้นฐานเสมาวัดสระบัว

                จิตรกรรมฝาผนังของเมืองเพชรบุรีที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาที่มีความโดดเด่นอย่างมาก คือจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดใหญ่สุวรรณาราม และอุโบสถวัดเกาะ ทั้ง ๒ แห่งมีภาพจิตรกรรมค่อนข้างสมบูรณ์ โดยเฉพาะจิตรกรรมโบสถ์วัดเกาะมีข้อมูลสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๒๗๗ ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ความสำคัญของภาพเขียนวัดเกาะที่สื่อให้เห็นสภาพผู้คนและสังคมในยุคสมัยนั้น คือ ภาพนักสิทธิ์วิทยาธร หรือภาพคนเหาะ มีใบหน้าเป็นชาวต่างชาติ ฝรั่ง แขก จีน สะท้อนให้ว่าเพชรบุรีเป็นเมืองท่าค้าขายสำคัญที่มีฝรั่งมังค่า มีชนชาติหลากหลายเข้ามาที่เมืองเพชร ขณะที่ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดใหญ่สุวรรณารามเล่าเรื่องเทพชุมนุม เป็นภาพเทพเทวดานั่งพนมมือสักการะพระพุทธเจ้า

                ที่วัดใหญ่สุวรรณารามยังแสดงฝีมือเชิงช่างอยุธยาในการเข้าไม้แบบโบราณปรากฎที่ “ศาลาการเปรียญวัดใหญ่” ตามตำนานระบุว่าเป็นพระตำหนักหลังหนึ่งในกรุงศรีอยุธยาที่สมเด็จพระเจ้าเสือถวายให้สมเด็จพระสังฆราชแตงโมมาสร้างที่วัดใหญ่ฯ เป็นเรือนเครื่องไม้ตัวอย่างสำคัญในสมัยอยุธยาที่ยังคงตกทอดมาสู่ปัจจุบัน สิ่งที่น่าสนใจของอาคารเรือนไทยหลังนี้คือการทำ “มุขประเจิด” การทำเสารองรับหน้าบันที่ยืนออกมาจากหลังคา เป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมเรือนไทยที่หาดูไทยยากมาก แต่พบที่วัดใหญ่สุวรรณาราม

                “ศักยภาพของวัดวาอารามเมืองเพชร ถ้าใครเข้ามาท่องเที่ยวจะได้ทั้งเรื่องของการทำบุญไหว้พระ ควบคู่กับการชื่นชมงานสกุลเมืองเพชร ทั้งแบบโบราณและฝีมือชั้นเชิงของช่างยุคปัจจุบัน การได้พบเห็นวัดวาอารามที่แสดงถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์แสดงถึงความเก่าแก่ของเมืองเพชรบุรี เป็นทรัพยากรสำคัญอย่างหนึ่งด้านศิลปวัฒนธรรมที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมได้อย่างพร้อม ๆ กัน” รศ.ดร.รุ่งโรจน์ กล่าว

ภาพนักสิทธิ์วิทยาธร หรือภาพคนเหาะอุโบสถวัดเกาะ

                ผศ.ดร.พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า นอกจากแหล่งโบราณสถาน วัดวาอารามมีคุณค่าและมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ความสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือศิลปกรรมที่เกี่ยวข้องกับราชสำนัก เพชรบุรีเป็นจังหวัดหนึ่งที่รวมพระราชวังถึง ๓ แห่งใน ๓ รัชกาลในยุคสมัยรัตนโกสินทร์ ได้แก่ พระนครคีรี (เขาวัง) พระรามราชนิเวศน์ (วังบ้านปืน) และ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน อ.ชะอำ แนวคิดในการสร้างวังในรัชกาลที่ ๔ เป็นแนวพระราชดำริต่างจากเดิมที่พระมหากษัตริย์ในยุคต้นรัตนโกสินทร์จะประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ สภาพบ้านเมืองและสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง ทรงมีพระราชดำริในการสร้างพระราชวังนอกเขตพระนครใช้ในการแปรพระราชฐาน โดยมีเรือกลไฟเป็นสิ่งประดิษฐ์สมัยใหม่ที่ใช้ในการเดินทางคมนาคมทางน้ำ จะเห็นได้ว่าพระนครคีรีมีรูปแบบสถาปัตยกรรมแตกต่างจากของเดิมที่เป็นรูปแบบไทยประเพณีที่มีหลังคาซ้อนชั้น ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ขณะที่พระนครคีรีมีรูปแบบสถาปัตยกรรมผสมผสานทั้งแบบอย่างจีน ศิลปกรรมตะวันตก เช่น หอชัชวาลย์เวียงไชยที่มีเสาและโครงสร้างหลังโค้งอย่างตะวันตก ขณะเดียวกันพระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท เป็นพระที่นั่งหลังคาทรงปรางค์ อาจจะเลียนแบบมาจากพระปรางค์ของวัดมหาธาตุฯ ที่มี ๕ ยอดเช่นเดียวกัน

                “เหล่านี้นับได้ว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่ในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๔ ที่สำคัญคือพระราชวังพระนครคีรีเป็นสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ ๔ ที่คงความสมบูรณ์ครบถ้วนและหลงเหลืออยู่แห่งเดียวในประเทศไทย เป็นตัวอย่างในการศึกษาศิลปกรรมในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้เป็นอย่างดี”

                พระรามราชนิเวศน์ หรือ พระราชวังบ้านปืน สร้างขึ้นในสมัยช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีแนวพระราชดำริในการสร้างวังแห่งนี้เป็นที่ประทับตอนปลายรัชกาล ทรงมีพระราชประสงค์หรือความตั้งใจให้เจ้าฟ้ามงกุฎขึ้นครองราชย์ พระองค์จะสละราชสมบัติเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน โดยประทับที่พระราชวังบ้านปืนที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปโดยแท้ แตกต่างจากเขาวังที่มีรูปแบบผสมผสานและใช้ช่างไทยในการก่อสร้าง ขณะที่วังบ้านปืนใช้นายช่าง สถาปนิกวิศวกรชาวตะวันตกทั้งหมด รวมถึงวัสดุในการก่อสร้าง จึงทำให้พระราชวังแห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมยุโรปอย่างแท้จริง พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน อ.ชะอำ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกผสมไทย เป็นอาคารเครื่องไม้แบบขนมปังขิงมุงกระเบื้องหลังคาตั้งอยู่บนเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก ทอดตัวอยู่ริมชายหาดชะอำโดยใช้น้ำหนักโครงสร้างหลังคากดทับตัวอาคารให้ต้านกระแสลมได้พอสมควร ขณะที่แนวพระราชดำริใช้เป็นที่ประทับพักผ่อนพระอิริยาบถและรักษาพระวรกาย

พระนครคีรี

                “การที่มีพระราชวังถึง ๓ แห่งตั้งอยู่ในเมืองเพชรบุรีในรัชสมัยที่ต่อเนื่องกัน ทำให้เห็นแนวคิดและรูปแบบทางสถาปัตยกรรมอันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ในสมัยรัตนโกสินทร์ของรัชกาลที่ ๔ รัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖ รู้สึกอิจฉาคนเพชรบุรีที่เป็นสถานที่ตั้งพระราชวังถึง ๓ แห่ง” ผศ.ดร.พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์ กล่าว

                นางศาริสา จินดาวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี เป็นคนจังหวัดเพชรบุรี อดีตเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี กล่าวว่า เมืองเพชรบุรีมีความน่าสนใจตั้งแต่สถานที่ตั้งเมือง จะเห็นได้ว่าพื้นที่ตัวเมืองเพชรบุรีในปัจจุบันคือพื้นที่ดั้งเดิมของตัวเมืองเก่า จากหลักฐานโบราณสถานต่าง ๆ ที่ปรากฏจะเห็นว่าตัวเมืองเพชรบุรีมีทำเลที่ตั้งมีศักยภาพมากแทบจะทุกด้าน มีแม่น้ำ ทะเล ไม่ไกลจากเมืองหลวง ดั่งที่พระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีทั้ง ๓ พระองค์โปรดให้จังหวัดเพชรบุรีเป็นที่ตั้งพระราชวังประจำรัชกาลแห่งที่ ๒

พระรามราชนิเวศน์

                ความโดดเด่นประการที่ ๒ ด้านคุณค่าด้านศิลปกรรมสกุลช่างเมืองเพชรตามวัดวาอารามต่าง ๆ รวมถึงแหล่งโบราณสถาน แหล่งโบราณคดีที่บ่งบอกความเป็นเมืองเก่าที่ตั้งของชุมชนโบราณ เช่น แหล่งโบราณคดีโคกเศรษฐี อ.ชะอำ จนกระทั่งพบหลักฐานที่ระบุถึงกำแพงเมืองเพชรบุรี และป้อมปราการ สิ่งเหล่านี้เป็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่แสดงลำดับพัฒนาการของเมืองเพชรบุรีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติจนถึงยุคปัจจุบัน

                “ด้วยต้นทุนทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม เราจะทำให้เพชรบุรีเป็นเมืองสร้างสรรค์ได้อย่างไร ในฐานะบทบาทเป็นผู้ดูแลมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ประการแรกคือสร้างการรับรู้ความเข้าใจในคุณค่าแห่งศิลปกรรมในเรื่องสุนทรียภาพความงดงามของสถาปัตยกรรมไทย และงานสกุลช่างเมืองเพชรทั้งงานปูนปั้น งานจิตรกรรม งานแกะสลักไม้ นอกจากเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักเรียนนักศึกษาที่เกี่ยวข้อง การส่งเสริมให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเห็นถึงคุณค่า ความงดงาม และความสำคัญในการอนุรักษ์สืบสานให้ดำรงคงอยู่”

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

                ประการที่ ๒ การต่อยอดงานศิลปกรรมสกุลช่างเมืองเพชรทั้งในด้านการอนุรักษ์และการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่เพื่อให้มรดกภูมิปัญญาความรู้ต่าง ๆ ไม่ขาดช่วงหรือสูญหาย ขณะที่กรมศิลปากรพยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเชิงอนุรักษ์ที่สร้างกระบวนการมีส่วนรวมของคนในท้องถิ่นมากขึ้น แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกลุ่มช่างเมืองเพชรกับกลุ่มช่างกรมศิลปากรในการบูรณะโบราณสถาน เพื่อให้ศาสนาสถานยังคงรูปแบบการอนุรักษ์ตามแนวทางวิธีการดั้งเดิม

                “เมืองเพชรบุรีมีวัตถุปัจจัยหลายอย่างที่สามารถหยิบยกขึ้นมาต่อยอดสร้างสรรค์ในบริบทสังคมยุคใหม่ ไม่ใช่เฉพาะด้านการอนุรักษ์องค์ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ทำอย่างไรถึงจะสร้างรายได้ให้กับช่างยุคใหม่ การนำแนวคิดด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ เป็นสินค้าที่แสดงเอกลักษณ์ความเป็นเมืองเพชรบุรี ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ถ้าทำได้จริงจะก่อประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจการสร้างรายได้และการอนุรักษ์ภูมิปัญญาศิลปกรรมงานสกุลช่างเมืองเพชรให้คงอยู่สืบไป” นางศาริสา จินดาวงษ์ ผอ.สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี กล่าว

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!