เสวนานิราศใจแผ่นดิน ตามรอย อ.ทองใบ แท่นมณี ยืนยันตัวตนกะเหรี่ยงโป่งลึก-บางกลอย

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา กลุ่มพริบพรี นำโดย นายสัมฤทธิ์ ชินวงษ์ ผู้ประสานงานกลุ่มฯ และคณะ ได้จัดงานเสวนาวิชาการ หัวข้อ “ถอดวรรณกรรมนิราศใจแผ่นดิน ตามรอยอาจารย์ทองใบ แท่นมณี” มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการยกย่องและเชิดชูผลงานของ “อาจารย์ทองใบ แท่นมณี” อดีตศึกษานิเทศก์จังหวัดเพชรบุรี อดีตประธานชมรมนักกลอนเมืองเพชร ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา (ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2561 สิริอายุ 75 ปี) ผู้รังสรรค์งานวรรณกรรม “นิราศใจแผ่นดิน” พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้ และสร้างความเข้าใจถึงอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของชาวชาติพันธุ์ปกาเกอะญอที่อาศัยในผืนป่าแก่งกระจาน ผ่านการแลกเปลี่ยนงานวรรณกรรมของคนท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมคุณค่าและต่อยอดในทางวิชาการ สร้างบรรยากาศให้เกิดความสมานฉันท์อันจะส่งผลดีความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันของคนเพชรบุรี

การเสวนาในครั้งนี้มี ศาสตราภิชาน ล้อม เพ็งแก้ว นักวิชาการอิสระ ปาฐกถานำเรื่อง บทบาทและความสำคัญของชาวกะเหรี่ยงกับเมืองเพชรบุรี และมีผู้ร่วมเสวนาจำนวน 5 คน ได้แก่

1) นายคนึง กายสอน อดีตศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ สพป.เพชรบุรี เขต 1 ในฐานะผู้ร่วมเดินทางสำรวจหมู่บ้านใจแผ่นดิน

2) นายสมศักดิ์ อิสมันยี หรือ “อ๊อด คีตาญชลี” ศิลปินนักร้องนักแต่งเพลงชาวเพชรบุรี

3) นายวุฒิ บุญเลิศ นักวิชาการอิสระ ผู้ประสานงานเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี

4) นายจตุพร บุญประเสริฐ อาจารย์สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ประธานชมรมนักกลอนเมืองเพชร

5) นายอุดมเดช เกตุแก้ว ผู้สื่อข่าว นสพ.เพชรภูมิ ผู้ดำเนินการเสวนา ณ ลานเสาชิงช้าวัดเพชรพลี อ.เมือง จ.เพชรบุรี

ศาสตราภิชาน ล้อม เพ็งแก้ว กล่าวว่า “กะเหรี่ยง” กับ “กะหร่าง” เป็นชนชาติเดียวกัน แต่มีคติบางอย่างที่ต่างกัน อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จ.ราชบุรี ได้ทำการศึกษาวิจัยพบว่ามีภาษาที่ใกล้เคียงกันมาก มีที่แตกต่างกันเพียงบางส่วน เหมือนกับประเทศไทยที่มีความแตกต่างตามถิ่นที่อยู่อาศัย ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน ส่วนกะเหรี่ยงกับเมืองเพชรบุรี สิ่งที่หลายคนรู้จักกันดีคือ พริกกะเหรี่ยง ที่มีความเผ็ดเป็นพิเศษ รวมถึง “พริกพราน” ที่ชาวกะเหรี่ยงได้นำมาขายเป็นส่วนประกอบของอาหารชนิดต่าง ๆ ด้านข้อมูลประวัติศาสตร์ปรากฏภาพเขียน “ชาวกะเหรี่ยง” บนจิตรกรรมฝาผนังด้านหลังองค์พระประธานภายในพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุฯ จ.เพชรบุรี เป็นลักษณะศิลปกรรมสมัยอยุธยา แต่น่าจะเขียนขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี ในสมัยนั้นกะเหรี่ยงได้นำสินค้าของป่าต่าง ๆ ลงมาค้าขายในตัวเมืองเพชรบุรี

“สมัยที่ตนเองมารับราชการที่เพชรบุรีเมื่อปี พ.ศ. 2504 ยังพบกะเหรี่ยงมาขายน้ำมันเลี่ยงผามาขายในตลาดเพชรบุรี นอกจากนี้ยังมีภาพเขียนลายรดน้ำรูปชาวกะเหรี่ยงปรากฏอยู่ในตู้พระธรรมชุด จีนบุญรอด เป็นผู้สร้าง ถวายไว้ที่วัดพระทรง ราวปี พ.ศ. 2393 รวมถึงภาพแกะสลักไม้บานประตูโบสถ์วัดกุฏิ ต.บางเค็ม อ.เขาย้อย เป็นภาพกะเหรี่ยงตอกทอยปีนต้นผึ้งขึ้นไปเก็บน้ำผึ้งป่า นอกจากหลักฐานด้านศิลปกรรมยังมีข้อมูลว่า กองทัพไทยใช้ชาวกะเหรี่ยงและชาวมอญทำหน้าที่สืบราชการลับบริเวณริมชายแดน เรียกว่า กองอาทมาต ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรฯ กองทัพไทยได้ใช้กะเหรี่ยงเป็นพรานนำทาง สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานยืนยันว่ากะเหรี่ยงมีความสัมพันธ์กับเมืองเพชรบุรีมาอย่างช้านาน” ศาสตราภิชาน ล้อม เพ็งแก้ว กล่าว

นายคนึง กายสอน อายุ 69 ปี อดีตศึกษานิเทศก์จังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า ย้อนไปในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2526 ขณะนั้นตนเองอายุ 31 ปี ได้เดินทางร่วมกับ อาจารย์ทองใบ แท่นมณี ในฐานะช่างภาพ ซึ่งได้รับมอบหมายจากสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดเพชรบุรีให้จัดทำหนังสืออ่านเพิ่มเติมสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 3 – 4 ชื่อหนังสือว่า “เพชรบุรีธานีเรา” ประกอบกับอาจารย์ทองใบได้สนใจเกี่ยวกับชื่อ “หมู่บ้านใจแผ่นดิน” เป็นหมู่บ้านที่อยู่บริเวณชายแดนไทยกับเมียนมาร์ ที่ปรากฏอยู่ในแผนที่บริเวณต้นแม่น้ำบางกลอย กิ่งอำเภอหนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี จึงนัดหมายกับชาวบ้านอำเภอแก่งกระจานอีก 4 คน รวมทั้งสิ้น 6 คน เดินทางด้วยเรือหางยาวติดเครื่องยนต์จำนวน 2 ลำ ล่องเรือทวนกระแสน้ำแม่น้ำเพชรบุรีจากบริเวณอ่างเก็บน้ำแก่งกระจานตั้งแต่ที่บ้านท่าเรือ บ้านพุเข็ม บ้านโป่งแดง ผ่านเกาะแก่งต่าง ๆ เดินทางมาถึงหมู่บ้านโป่งลึก และขึ้นไปยังหมู่บ้านบางกลอย ถิ่นที่อยู่อาศัยเดิมของชาวกะหร่าง ตลอดการเดินทางได้พักค้างบริเวณริมแม่น้ำเพชรบุรี ก่อกองไฟหุงหาอาหารลักษณะเช่นนี้เป็นเวลา 10 กว่าคืน

“เป้าหมายในการเดินทางในครั้งนั้น ประการแรกคือ อาจารย์ทองใบต้องการถ่ายรูปต้นตาลป่า เพราะก่อนหน้านี้อาจารย์ได้เดินทางมาท่องเที่ยวในป่าแก่งกระจาน ชาวบ้านที่มาด้วยกันบอกว่ามีลูกตาลลอยตามกระแสน้ำในแม่น้ำเพชรบุรี เป็นลูกตาลที่มีลักษณะพิเศษคือมี 2 เต้าไม่เหมือนกับลูกตาลทั่วไปที่มี 3 – 4 เต้า หลังจากผ่านหมู่บ้านโป่งลึก และหมู่บ้านบางกลอย เป็นทางสามแยกแม่น้ำทางขวามือจะขึ้นเหนือไปทางหมู่บ้านใจแผ่นดิน เป็นภูเขาสูงป่าลึก ลักษณะแม่น้ำก็สูงชันมาก ถ้าไปจะต้องยกเรือขึ้นลำธารสูง ซึ่งคณะที่ไปด้วยต่างก็เหน็ดเหนื่อยกันมาหลายวัน ประกอบกับพบร่องรอยเท้าเสือบริเวณรอบที่พักค้างแรม เพื่อความปลอดภัยจึงตัดสินใจเดินทางไปทางดงตาลต้นแม่น้ำเพชรบุรี การเดินทางในครั้งนั้นจึงไม่ได้ไปถึงหมู่บ้านใจแผ่นดิน”

แม้ว่าไม่ได้เดินทางไปถึงหมู่บ้านใจแผ่นดินตามที่ตั้งใจไว้ แต่คณะของ อ.ทองใบ และ อ.คนึง ก็ได้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงและกะหร่างที่อาศัยอยู่ในป่าแก่งกระจาน มีการปลูกข้าวไร่ โดยคณะของอาจารย์ทองใบได้ขอซื้อข้าวสารจะชาวบ้านโป่งลึก อาจารย์คนึงเล่าเรื่องนี้ว่า การเดินทางไปครั้งนั้นใช้เวลาเดินทางและพักแรมนานว่าที่ตั้งใจไว้ ทำให้ข้าวสารที่เตรียมมาไม่เพียงพอ จึงขอซื้อข้าวสารจากชาวกะเหรี่ยงในหมู่บ้านโป่งลึก แต่ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่จะซ้อมข้าวไว้รับประทานในแต่ละวัน เหลือเก็บไว้ไม่มาก หากต้องการข้าวสารจำนวนมาก ต้องซ้อมข้าวเปลือกกันเอง อาศัยครกกระเดื่องตำข้าว และมีชาวบ้านมาช่วยฟัดข้าว ลักษณะเป็นข้าวเจ้า เม็ดสั้น ๆ หุงแล้วหอมอร่อย ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านโป่งลึกและบางกลอยจะทำนาปลูกข้าวไร่กันบนภูเขา เก็บหาของป่า และมีบ้านเรือนที่ทำจากไม้ไผ่ตั้งเป็นกลุ่มกระจายอยู่ตามแนวป่า 

นายจตุพร บุญประเสริฐ กล่าวว่า ทราบจากอาจารย์คนึง กายสอน ว่านิราศใจแผ่นดินที่อาจารย์ทองใบแต่งขึ้นมีทั้งข้อเท็จจริง และเนื้อหาที่เป็นลักษณะบันเทิงคดีที่อาจารย์ทองใบแต่งเสริมให้ตัวนิราศน่าสนใจมากขึ้น คำว่า “นิราศ” หมายถึง การจาก หรือการพลัดพราก แก่นของนิราศโดยทั่วไปจะมีอยู่ 2 ประการคือ ความรู้สึกที่มีต่อบุคคลอันเป็นที่รักใส่ไว้ในนิราศ ประการที่ 2 กวีจะใส่เรื่องราว บ้านเรือน สถานที่ต่าง ๆ ที่ประสบพบเห็นแล้วทำให้หวนนึกถึงประวัติหรือประสบการณ์ของตนเองในแง่มุมต่าง ๆ ส่วนการตั้งชื่อของนิราศจะแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือการตั้งชื่อตามสถานที่ที่เป็นจุดมุ่งหมายปลายทาง ตั้งชื่อตามชื่อของผู้แต่งนิราศ และตั้งชื่อตามตัวละครในนิราศ

“ในจำนวนนิราศใจแผ่นดิน 830 บาท อาจารย์ทองใบได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ตั้งแต่บทที่ 1 ถึงบทที่ 557 เป็นการเดินทางจากวัดมหาธาตุฯ ผ่านวัดเขาบันไดอิฐ หมู่บ้านดอนจุฬา เขาปากช่อง จนไปถึงเขื่อนแก่งกระจาน เดินทางต่อโดยทางเรือ ผ่านหมู่บ้านทั้งชาวไทย ชาวกะเหรี่ยง โป่งแดง โป่งลึก บ้านบางกลอย ไปถึงแพรกที่บรรจบระหว่างแม่น้ำเพชรกับแม่น้ำบางกลอย ขึ้นไปดงตาลต้นแม่น้ำเพชรบุรี ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงในการเดินทาง ส่วนจำนวน 270 กว่าบทที่เหลือเป็นการเดินทางจากดงตาลไปตามหาหมู่บ้านใจแผ่นดิน ทราบจากอาจารย์คนึง กายสอน ว่าอาจารย์ทองใบแต่งขึ้นให้สมกับการเป็นบันเทิงคดีในเชิงของนิราศ”

อาจารย์จตุพร กล่าวอีกว่า ทัศนะบ้านใจแผ่นดินของอาจารย์ทองใบระบุไว้นิราศว่า ได้สนทนากับพระภิกษุรูปหนึ่งนามว่าบัณฑิต ดีปรีดา บอกเล่าถึงที่มาของคำว่า “ใจแผ่นดิน” ปรากฏอยู่ใน “ใบลานทอง” ที่อยู่ในวัดร้างฝั่งพม่า ในคัมภีร์เท้าความไปในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ว่าอาณาจักรไทยมีพื้นที่การปกครองไปยังดินแดนพม่าและมอญ มอบหมายให้พระยาศรีไสยณรงค์ดูแลเมืองฝั่งพม่า ปรากฏว่าพระยาศรีก่อการกบฏ สมเด็จพระนเรศวรจึงให้พระเอกาทศรถยกทัพมาปราบกบฏจับพระยาศรีตัดหัวเสียบประจาน ลูกเมียเจ้าพระยาศรีจึงหนีไปฝั่งพม่า ระหว่างเดินทางนั้นได้พบบริเวณที่เป็นภูเขารูปผู้หญิงนอนหงายเหมือนเนินอกเรียงต่อกัน 3 ลูก จึงเรียกว่า “อกแผ่นดิน” เมื่อเห็นว่าเป็นทำเลที่เหมาะสมจึงได้ตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัย ต่อมาระยะหนึ่งได้มีนายกองซึ่งเป็นเพื่อนเจ้าพระยาศรีได้ออกมาล่าสัตว์และพบกลุ่มคนเหล่านี้เป็นลูกเมียของพระยาศรีที่ก่อการกบฏ แต่ก็ได้ปล่อยตัวให้เป็นอิสระ ลูกเมียของเจ้าพระยาศรีจึงขอทำการตั้งศาลอันเชิญดวงวิญญาณของเจ้าพระยาศรีมาสถิต ณ ที่แห่งนี้ จึงเรียกว่า ใจแผ่นดิน ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อว่าอาจารย์ทองใบคงได้ศึกษาจากใบลานทองที่บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับใจแผ่นดิน

นายสมศักดิ์ อีสมันยี กล่าวว่า นิราศใจแผ่นดินฉบับนี้ได้ให้คุณค่าในหลากหลายเรื่องทั้งชื่อหมู่บ้าน ชื่อคน ชื่อสถานที่ต่าง ๆ ที่ระบุไว้เป็นคำบรรยายและอธิบายขยายความในเชิงอรรถประกอบที่สามารถใช้อ้างอิงได้ เช่นคำว่า แม่มะเร็ว ที่มีที่มาจากกระแสน้ำที่ไหลแรง การอธิบายสภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกะเหรี่ยงในสมัยนั้น และสอดแทรกทัศนคติของอาจารย์ทองใบในหลายแง่มุม เช่น ความรู้สึกของคนเมืองที่เห็นพรานล่าสัตว์ป่า หรือการสะท้อนความคิดของหญิงสาวชาวกะเหรี่ยงยุคนั้นที่พ่อแม่ไม่อยากให้แต่งงานกับคนไทย เพราะกลัวว่าจะถูกทิ้งให้เป็นม่ายเมื่อแต่งงานอยู่กินกันไป  

นายวุฒิ บุญเลิศ กล่าวว่า ความน่าสนใจของนิราศใจแผ่นดินได้สะท้อนอัตลักษณ์ตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในผืนป่าแก่งกระจาน รวมทั้งภูมินิเวศน์ แม่น้ำ พืชพันธุ์ สัตว์ป่า สถานที่ต่าง ๆ แม้แต่ความเชื่อของผู้คนภายใต้วิธีคิดและมุมมองของอาจารย์ทองใบ นิราศใจแผ่นดินทำให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของผู้คนอย่างน้อย 3 ชาติพันธุ์อาศัยหรือทำมาหากินในผืนป่าแก่งกระจาน ได้แก่ ชาวละว้าที่บ้านประตูผี ตรงกับบันทึกในสมัยรัชกาลที่ 4 ระบุว่า มีชาวกะเหรี่ยงและชาวละว้าอาศัยอยู่บริเวณต้นแม่น้ำเพชรบุรี ชาติพันธุ์ที่ 2 คือ ชาวไทยทรงดำจากบ้านแม่ประจันต์ที่ขึ้นมาจับปลาในแม่น้ำเพชรบุรีในช่วงฤดูแล้ง และชาติพันธุ์กะเหรี่ยงดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในผืนป่าแก่งกระจาน ทั้งหมู่บ้านโป่งลึก และหมู่บ้านบางกลอย ก็มีชาวบ้านตั้งรกรากอาศัยอยู่มานาน นอกจากการถ่ายทอดวิถีชีวิตและบันทึกเหตุการณ์ตลอดการเดินทาง อาจารย์ทองใบยังได้นำเสนอตัวละครที่มีชีวิตจริง อย่างเช่น นายแสวง เกิดสมิง ชาวบ้านประตูผี ผู้ใหญ่ยง ผู้ใหญ่บ้านบางกลอย ที่ครั้งหนึ่งเคยไปบวชเรียนที่วัดวังไคร้ อ.ท่ายาง แม้ว่าการเดินทางในครั้งนี้จะไม่ได้ไปถึงหมู่บ้านใจแผ่นดิน แต่ก็ได้พบหลักฐานมาดำรงชีวิตของชาวกะเหรี่ยงในหมู่บ้านโป่งลึกและหมู่บ้านบางกลอยที่อาศัยมาก่อนการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในปี พ.ศ. 2524

“ต้นแม่น้ำเพชรบุรีเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยงที่เรียกตัวเองว่า ปกาเกอะญอ อยู่กันมานานกว่าร้อยปี คอยดูแลรักษาผืนป่า แม้จะเผชิญกับอุปสรรคหรือสถานการณ์รูปแบบต่าง ๆ ก็สามารถปรับตัวให้ดำรงชีวิตอยู่มาถึงปัจจุบัน อย่างที่อาจารย์ล้อม เพ็งแก้ว กล่าวไว้ว่า พริกกะเหรี่ยง เครื่องปรุงรสที่อยู่ในอาหารของคนเมืองเพชร โดยเฉพาะก๋วยเตี๋ยวเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แสดงถึงความผูกพันของชาวกะเหรี่ยงกับคนเมืองเพชร นิราศใจแผ่นดินที่ท่านอาจารย์ทองใบเขียนขึ้นก็เช่นกัน ได้บันทึกเรื่องราวของชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในป่าแก่งกระจาน ซึ่งมากด้วยคุณค่าอันเป็นคุณประโยชน์ให้คนรุ่นเราและรุ่นหลังได้ศึกษาหาความรู้กันต่อไป” นายวุฒิ บุญเลิศ กล่าว

สำหรับบทประพันธ์เรื่อง “นิราศใจแผ่นดิน” อาจารย์ทองใบ แท่นมณี ได้บันทึกเรื่องราวและแต่งเป็นบทร้อยกรอง ส่งประกวดได้รับรางวัลชนะเลิศ ประเภทร้อยกรอง โครงการประกวดวรรณกรรมไทย ครั้งที่ 16 ประจำปี พ.ศ. 2528 จัดโดย มูลนิธิธนาคารกรุงเทพ พร้อมได้รับการจัดพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ “นิราศใจแผ่นดิน” ในปี พ.ศ. 2530.

ติดตามรับชมการเสวนาวิชาการ หัวข้อ “ถอดวรรณกรรมนิราศใจแผ่นดิน ตามรอยอาจารย์ทองใบ แท่นมณี” ย้อนหลังได้ที่เพจเฟซบุ๊ก “เพชรภูมิ ฮอตนิวส์”

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!