เหตุผลถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด 3 แห่งควรเปิดเผยหรือไม่ !! ‘พระมหาสมปอง-พระมหาไพรวัลย์’สองผู้ทระนงในนามตน

กรณี มหาเถรสมาคม มีคำสั่งถอดถอนพระสังฆาธิการตำแหน่ง เจ้าคณะจังหวัด จำนวน 3 รูป ได้แก่ พระธรรมรัตนาภรณ์ (สมศักดิ์ โชตินฺธโร) อดีตเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี พระเทพสารเมธี (บัวศรี ชุตินฺธโร) อดีตเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธรรมยุต) และ พระราชปริยัติสุนทร (อมรภิรักษ์ ปสนฺโน) อดีตเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ตกเป็นข่าวตลอดกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากมีศิษยานุศิษย์และชาวบ้านที่เลื่อมใสศรัทธาผู้ถูกถอดถอนบางรูปได้รวมตัวเคลื่อนไหวคัดค้านการถอดถอนครั้งนี้

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พุทธมณฑล จ.นครปฐม โดยมี สมเด็จพระสังฆราช เป็นองค์ประธาน การประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ผ่านระบบออนไลน์เมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังการประชุม นายสิทธา มูลหงษ์ ผู้ตรวจราชการ พศ. ในฐานะโฆษก พศ. ได้แถลงถึงประเด็นการถอดถอน 3 เจ้าคณะจังหวัดดังกล่าว ว่าการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการเป็นไปตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ทุกประการ

ส่วนมูลเหตุที่นำไปสู่การถอดถอนได้นำข้อมูลกราบเรียนเจ้าคณะใหญ่หนกลาง หนตะวันออก และเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต รวมทั้งเจ้าคณะภาค ผู้ปกครองในแต่ละจังหวัดรับทราบแล้ว เป็นอำนาจหน้าที่เจ้าคณะปกครองที่จะดำเนินการตามแนวทางการปกครองสงฆ์ ส่วนเหตุผลของการถอดถอนนั้น ไม่สามารถตอบได้ เป็นหน้าที่ของเจ้าคณะหน ซึ่งถือเป็นเจ้าคณะผู้ปกครอง จะตอบคำถาม และชี้แจงให้กับผู้ที่ถูกถอดถอนได้ทราบเป็นการส่วนตัว สำหรับการเคลื่อนไหว ทั้งทางสังคมและการชุมนุมทางสาธารณะ เป็นสิทธิที่ทุกคนสามารถทำได้

 เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นร้อนในวงการสงฆ์ ชาวบ้านที่ศรัทธาเลื่อมใสเจ้าคณะจังหวัดที่ถูกถอดถอนก็มีสิทธิ์ที่จะขอทราบถึงเหตุผลของการถอดถอน เพราะชาวบ้านก็คือผู้อุปถัมภ์ของพระสงฆ์ทั้งปวง อะไรที่เกิดขึ้นกับพระ ชาวบ้านก็น่าจะได้รับรู้ว่าถูกถอดถอนด้วยเรื่องอะไร

อย่างไรก็ตามตำแหน่ง เจ้าคณะจังหวัด ถือว่าเป็นตำแหน่งทางปกครองของพระ การถอดถอนออกจากการเป็นเจ้าคณะจังหวัด ก็ถือว่าถอดถอนออกจากการอำนาจปกครอง เหมือนเช่น เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ ก็เป็นตำแหน่งในทางปกครองของพระที่ถูกถอดถอนได้

แต่ความรู้สึกของคนทั่วไปเวลาที่มองไปยังพระรูปใดรูปหนึ่ง ก็จะมองปนกันไปหมด มองว่าเป็นพระเจ้าอาวาส เป็นเจ้าคณะตำบล เป็นเจ้าคณะอำเภอ หรือเจ้าคณะจังหวัด แต่ถ้ามองอย่างแยกแยะ ก็ต้องมองว่าที่มหาเถรสมาคมมีคำสั่งถอดถอน เขาถอดถอนด้วยสาเหตุอะไรในการทำหน้าที่ปกครอง

พระที่มีตำแหน่งทางปกครอง ก็เหมือนข้าราชการทั่วไป มีอำนาจก็สามารถถูกปลดออกจากอำนาจหน้าที่ได้

การที่พระสงฆ์ถูกถอดถอนจากการทำหน้าที่ก็คงด้วยเหตุผลว่าถ้าให้ทำหน้าที่ปกครองต่อไป ก็อาจจะเสียหายต่อการปกครอง การถูกถอดถอนจากการเป็นเจ้าคณะจังหวัด แต่ตำแหน่งหรือหน้าที่อื่น เช่น เป็นเจ้าอาวาส ก็ยังเป็นเจ้าอาวาส สมณศักดิ์ที่เคยได้รับก็ไม่ได้ถูกถอดถอนด้วย ไม่ว่าจะเป็นชั้นธรรม ชั้นเทพ ก็ยังดำรงอยู่ต่อไป เป็นพระครูก็ยังเป็นพระครูต่อไป ซึ่งเป็นตำแหน่งที่แสดงถึงคุณวุฒิและคุณภาพของพระรูปนั้น

เจ้าคณะจังหวัดทั้ง 3 รูปคงมีอะไรบกพร่อง มหาเถรสมาคมที่มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นองค์ประธานฯจึงลงมติถอดถอน พระสังฆาธิการที่ถูกถอดถอนและได้รับการจับตามองมากเป็นพิเศษคือ พระธรรมรัตนาภรณ์ (สมศักดิ์ โชตินธโร) เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต เนื่องจาก “วัดพระธรรมกาย” ก็อยู่ในปกครองของเจ้าคณะจังหวัดรูปนี้ด้วย

พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ถูกกล่าวหาว่าละเมิดพระธรรมวินัย บิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้า และเกี่ยวข้องกับการทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เมื่อปี 2559 แม้ว่าวัดพระธรรมกายผ่านพ้นเหตุการณ์มานานกว่า 4 ปี แต่ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง และไม่ใช้อำนาจทางปกครองจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น แถมยังได้เลื่อนสมณศักดิ์จากชั้นเทพ ขึ้นเป็นชั้นธรรม

ถ้าการถอดถอน 3 เจ้าคณะจังหวัด มหาเถรสมาคมสามารถชี้แจงเหตุผลการถอดถอนว่าผิดเรื่องใด ผิดกฎมหาเถรสมาคมข้อใด ชาวบ้านก็จะสิ้นสงสัย

แต่หากมองอีกมุม การเปิดเผยก็จะทำให้พระรูปที่ถูกเปิดเผยมีประวัติไม่งดงาม คนที่เคยยกย่องนับถือก็จะรู้สึกไม่สบายใจและอาจจะไม่เคารพนับถืออีกต่อไป มหาเถรสมาคมคงจะชั่งน้ำหนักแล้วว่าจะเปิดเผยดีหรือไม่ คงคิดรอบคอบแล้วว่าไม่เปิดเผยน่าจะดีกว่าเปิดเผย ดีต่อส่วนรวมดีต่อพระรูปที่ถูกถอดถอนนั้น

ที่ผ่านมาไม่ใช่ไม่เคยมีการถอดถอน แต่วงการสงฆ์จะถอดถอนกันแบบเงียบ ไม่ตกเป็นข่าวบังเอิญว่าการถอดถอนพระระดับเจ้าคณะจังหวัดทั้ง 3 รูปคราวนี้ เป็นพระวัดดัง ก็เลยได้รับความสนใจและเป็นข่าวให้วิพากษ์วิจารณ์กัน

ส่วนกรณีพระ 2 รูปที่เป็นข่าวดังอยู่ในเวลานี้ คือ พระมหาสมปอง กับ พระมหาไพรวัลย์ แห่งวัดสร้อยทอง กรุงเทพฯ ที่ก่อนหน้านี้พระทั้ง 2 รูปถูกกล่าวหาว่าประพฤติตนไม่เหมาะแก่สมณสารูปหลายอย่างเช่น พูดจาไม่สำรวม เป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาสินค้า ชอบพูดเรื่องการเมือง แซะรัฐบาล ฯลฯ

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พระมหาสมปอง ออกรายการสดทางทีวีกับ พระมหาไพรวัลย์ และพระอีกรูปหนึ่ง ปรากฏว่าขณะสนทนา พระมหาสมปองสะอึกสะอื้นร่ำไห้พูดในรายการว่ามีคนจ้องสึกตน หลุดคำว่า กู มึง แม่ง ห่า เป็นถ้อยภาษาที่พระไม่ควรพูด และที่หนักก็ตรงที่พูดว่า แล้วนี่กูจะเรียนบาลีภาษาห่า ไปทำห่าอะไร

อย่าลืมว่าภาษาบาลีเป็นต้นบัญญัติคำสวดของศาสนาพุธ เวลาพระสวดมนต์ก็สวดเป็นภาษาบาลี ไม่ใช้ภาษาอื่น

 ตัวพระมหาสมปองเองก็ระดับเปรียญธรรม 7 ประโยค ปริญญาตรีพุทธศาสตรบัณฑิต(พธ..) เอกปรัชญา (เกียรตินิยมอันดับ 1) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ไม่น่าใช้ถ้อยคำทำนองนี้

ส่วนพระมหาไพรวัลย์ก็เคยใช้คำพูดว่า อาตมาจะอยู่หรือจะสึก ไม่ต้องมาสาระแน

คำพูดของพระมหาทั้ง 2 รูปออกอากาศถ่ายทอดทางทีวีไปทั่วประเทศจะเหมาะหรือไม่ ญาติโยมชาวพุทธที่ได้ยินได้ฟังก็พอจะวินิจฉัยได้ ฝ่ายปกครองสงฆ์ควรจะต้องจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งกับพระทั้ง 2 รูปนี้ ถ้าพูดกันเองในห้องก็ว่าไปอย่าง แต่การพูดออกสื่อ ไม่เหมาะแก่สมณสารูปอย่างยิ่ง

มองไปที่เรื่องสถานการณ์ทางการเมืองบ้าง ขณะนี้พวกที่ก่อเหตุวุ่นวายใจกลางกรุงเทพฯ มาตั้งแต่ปี 2563 ในหลายเหตุการณ์ เริ่มทยอยถูกเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมีหมายเรียกตัวไปดำเนินคดีบ้างก็ออกหมายจับ แกนนำสำคัญหลายคนไม่ได้รับการประกันตัวเพราะศาลเคยปล่อยชั่วคราวแล้วไปก่อเหตุซ้ำ ช่วงหลังก็มี ม็อบทะลุฟ้า ม็อบทะลุแก๊ส ขยันออกมาก่อกวนรายวัน ไม่นับรวมกลุ่มนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, กลุ่มรีเดม และอีกสารพัดกลุ่ม

ดู แล้วตำรวจไม่ค่อยเอาจริงกับพวกนี้ คอยแต่ตั้งรับให้พวกนี้รวมตัวกันสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนแทบเป็นรายวัน ทำลายทรัพย์สินของราชการทุกครั้งที่ออกมาก่อกวน สถานที่ชุมนุมเช่นที่ดินแดงเหมือนเป็นดินแดนมิคสัญญี ต้องปิดถนน ปิดเส้นทางสัญจร มีเสียงปืน เสียงระเบิด ยิงหนังสติ๊ก สาดสี พ่นสี เผายางรถยนต์ เผาป้อมตำรวจ เผารถตำรวจ เผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติ เผาพระบรมฉายาลักษณ์ เหิมเกริมหนักข้อขึ้นทุกวัน ทรัพย์สินทางราชการเสียหาย ก็ล้วนเป็นภาษีอากรของประชาชน ใครจะรับผิดชอบ ควรถึงเวลาจัดการให้เด็ดขาดเสียที

พวกม็อบก่อกวนช่วงหลังส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น ไม่มีเป้าหมายแน่นอนในการชุมนุม อ้างว่าต้องการไล่รัฐบาล ฮึกเหิม ก้าวร้าว ลามปามจาบจ้วงล่วงเกินสถาบันเบื้องสูงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

แต่การดำเนินคดีของกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นในชั้นตำรวจและพนักงานอัยการดูเหมือนจะชักช้า ไม่ตัดไฟแต่ต้นลม มีคำกล่าวว่าความชักช้าในกระบวนการยุติธรรมคือความไม่ยุติธรรมหลายคดีกว่าจะถึงมือศาลก็ใช้เวลานาน ถึงศาลแล้วก็ใช้เวลาพิจารณาคดีตามกระบวนการนานมาก บางคดีพยานเจ็บป่วยล้มตายไปก่อนคดีจะสิ้นสุดก็มี

กรณีอาจารย์มหาวิทยาลัยบางแห่งที่มีพฤติกรรมคอยชักใยอยู่เบื้องหลังม็อบ คิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะจัดการกับอาจารย์เหล่านี้บ้าง ฐานสนับสนุนให้ม็อบกระทำผิดกฎหมาย เพราะการที่ให้ท้ายยุยงให้เด็กออกมาเป็นแนวหน้ากระทำผิดต่อกฎหมายจนถูกจับกุม อาจารย์ควรมีส่วนรับผิดชอบ

ขณะนี้ กกต.ได้กำหนดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น สนาม องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ซึ่งจะมีการลงคะแนนเลือกตั้งในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ หลังจากไม่ได้มีการเลือกตั้ง อบต.มานาน 7-8 ปี

การเลือกตั้งท้องถิ่นมีความเชื่อมโยงกับสนามใหญ่ หลังการเลือกตั้ง อบต.คราวนี้ก็พอจะมองออกว่าท้องถิ่นไหนมีแนวโน้มชอบพรรคอะไร เพราะตัวแทนที่ลงสมัครส่วนใหญ่ก็มักจะมีนักการเมืองสนามใหญ่มาเป็นพี่เลี้ยงส่งข้าวส่งน้ำส่งปัจจัยอยู่เบื้องหลัง

การเลือกตั้ง อบต. ถือว่าเป็นการเลือกตั้งในระดับฐานรากกระจายครอบคลุมไปทุกท้องถิ่นทั่วประเทศ ถ้าได้นายก อบต.และสมาชิกสภา อบต.ที่มีจิตอาสาในการรับใช้ช่วยเหลือประชาชน ไม่แสวงหาประโยชน์มิชอบ ก็จะเกิดการพัฒนาในตำบลหมู่บ้าน สำคัญว่าอย่าเลือกคนซื้อเสียงเป็นตัวแทน ไม่เช่นนั้นเท่ากับท่านพายเรือให้โจรนั่งนานถึง 4 ปีเต็ม.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!