เอาคำว่า ‘ชะ’ คืนไป เอา ‘เพ็ด-บุ-รี’ กลับคืนมา

เอาคำว่า ‘ชะ’ คืนไป

เอา ‘เพ็ด-บุ-รี’ กลับคืนมา

 

          หลายวันก่อนเปิดเฟซบุ๊กดู เห็นใครนำรูป “น้าโย่ง เชิญยิ้ม” นักแสดงตลกชื่อดังของเมืองไทย มาโพสต์ลงลักษณะกำลังนั่งอ่านหนังสือบ่นพรึมพรำกับตนเองว่า …

          “อ่านไง.. งง.!!! เมื่อก่อนตอนผมเรียน คำว่า ‘เพชรบุรี’ ครูให้อ่านว่า ‘เพ็ด-บุ-รี’ แต่เดี๋ยวนี้เขาให้อ่านว่า ‘เพ็ด- ชะ- บุ- รี’ก็เลยสงสัยว่า ตัว ‘ร.เรือ’ มันอยู่ข้างหลังแล้วจะออกเสียว่า ‘เพ็ด –ชะ’ ได้ไง ถ้าเป็นแบบนี้มันน่าจะออกเสียงว่า ‘เพ- ชะ- ระ- บุ- รี’ หรือเปล่า ..!!!งง..!! แต่ ‘ราชบุรี’ อ่านว่า ‘ราช- ชะ- บุ -รี’ อันนี้เข้าใจ เพราะราชบุรี คำว่าราช ‘ช.ช้าง’ มันอยู่ข้างหลัง แต่ ‘เพ็ด- ชะ -บุ -รี’ ยังไม่เข้าใจ ..!! .ฮุ๊..ปัญหาเยอะว่ะผมเนี่ย.!!!ว่ามั๊ย?”

          เออ!! ก็จริงอย่างที่น้าโย่งแกบ่นล่ะนะ สมัยผมเป็นเด็ก ก็ได้ยินได้ฟังใครๆ ออกเสียงเรียกเมืองเพชรบ้านเราว่า “เพ็ด-บุ-รี” มาโดยตลอด ผมเองก็ออกเสียงว่า “เพ็ด-บุ-รี” เช่นกัน อีกทั้งแต่ก่อนเขาก็มี “ไม้ไต่คู้อยู่ตรงหัว พ.พาน” มี “การันต์อยู่ตรง ร.เรือ” แต่ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ไม้ไต่คู้ และตัวการันต์ ได้หายไป และเมื่อหลายปีที่ผ่านมามีคนออกเสียงเรียกจังหวัดเราว่า “เพ็ด- ชะ -บุ –รี” ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ คิดไปคิดมาเดี๋ยวจะพางงไปกับน้าโย่งเขาด้วย

          ถ้าอยากรู้ ก็ต้องไปถาม.. “กูรูเมืองเพชร” ให้เกิดความกระจ่างแจ้งกันเลยดีกว่า…

          ว่าแล้วก็รีบเดินทางไปหา อ.สัณฐาน ถิรมนัส ผู้ทรงคุณวุฒิด้านประวัติศาสตร์และเป็นศิลปินอาวุโสของจังหวัดเพชรบุรี เพื่อสอบถามถึงที่มาที่ไปของคำว่า “เพชรบุรี” มีความเป็นมาอย่างไร

          อ.สัณฐาน ให้ความกรุณาเล่าให้ฟังว่า เพชรบุรี เป็นชุมชนดั้งเดิมที่มีการตั้งถิ่นฐานมายาวนาน มีศิลปวัฒนธรรม และภาษาประเพณีเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง รวมทั้งเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาที่สำคัญแห่งหนึ่ง ดั่งปรากฏร่องรอยตามความเชื่อในศาสนาอื่น เช่นปราสาทกำแพงแลง ซึ่งบ่งชี้ถึงความสอดคล้องกับข้อมูลในจารึกปราสาทพระขรรค์ถึงชื่อเมืองศรีชยวัชรปุระ(เมืองเพชรบุรี)

          ในอดีตเป็นเมืองที่เคยรุ่งเรือง เป็นเมืองหน้าด่านสำคัญของไทยในกลุ่มหัวเมืองฝ่ายตะวันตก มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศมายาวนาน เดิมเรียกขานว่า “เมืองพริบพรี” โดยมีหลักฐานชื่อเรียกปรากฏในหนังสือชาวต่างประเทศ เช่น ชาวฮอลันดาเรียกว่า “พิพรีย์” ชาวฝรั่งเศสเรียกว่า “พิพพีล์” และ “ฟิฟรี” ซึ่งสอดคล้องกับชื่อวัดพริบพลี(เพชรพลี) เป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งของจังหวัดเพชรบุรีอีกด้วย

          ชื่อของเมืองเพชรบุรี อยู่ในความสนใจของผู้คนมาช้านาน มีตำนานต่าง ๆ ที่บอกเล่าถึงความเป็นมาเกี่ยวกับนามของเมืองทั้งด้านประวัติศาสตร์ และเกร็ดตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมานับเป็นร้อยปี

          โดย พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์) เจ้ากรมราชบัณฑิตขวา ในรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 6 ผู้มีชาติภูมิเกิดที่บ้านเพรียง ต.โพไร่หวาน อ.เมือง จ.เพชรบุรี ได้เคยบันทึกที่มาของเมืองและชื่อเมืองไว้ใน “ตำนานเมืองเพชร” เมื่อปี 2464 (ปริยัติธรรม ธาดา, พระยา, 2464 : 9-14) ไว้ว่า ซึ่งผู้เขียนขอสรุปโดยย่อดังนี้

          “เป็นเมืองที่ตั้งมาแต่สมัยโบราณกาล มีกษัตริย์ปกครองเป็นลำดับมาหลายพระองค์ เป็นเมืองที่มั่นคงพรั่งพร้อมด้วยความอุดมสมบูรณ์นานัปการ และที่เมืองนี้มีโคตรเพชรที่เรืองจำรัสอยู่บนยอดเขาลูกหนึ่งตรงเขตแดน ในยามกลางคืนแสงแห่งเพชรนี้ก็จะส่องสว่างพร่างพรายเป็นประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวมาประดับบนขุนเขา กษัตริย์ผู้ครองเมืองมาแต่โบราณกาลจึงขานนามของเมืองนี้ว่า ‘เมืองเพ็ชร์บุรี’ และภูเขาที่แลดูด่างพร้อยด้วยแสงประกายของเพชรนั้นก็ได้รับสมญาว่า ‘เขาแด่น’ มาจนปัจจุบัน”

          จะเห็นได้ว่า เพชรบุรี“เพ็ด-บุ-รี” เป็นภาษาถิ่นและภาษาเมือง รวมทั้งสำเนียงที่บ่งบอกถึงความเป็นเมืองเพชรมาช้านาน จากหลักฐานในไตรภูมิพระร่วง ราวรัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) 113 หรือปี พ.ศ.2437  ปรากฏคำว่าเพชรบุรี เขียนว่า “เพชบูรี” โดยไม่มี “ร.เรือ” และไม้ไต่คู้ ส่วน “สระอุ” ก็ใช้ “สระอู”

          ในสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงได้วินิจฉัยชื่อเมืองเพชรบุรีไว้ว่า  ผู้คนส่วนใหญ่ในที่ต่าง ๆ ก็เรียกว่า พริบพรี(P’ripp’ree) หรือ เพชรพรี (P’et-pree) ชื่อเพชร-บุรี (P’etch’ara-booree) เป็นภาษาสันสกฤต เป็นนามหลวงที่พระราชทานให้แก่เมือง ดังเช่น เมืองธนบุรี(T’on-booree) นนท์บุรี(Non-booree) นครเขื่อนขันธ์(Nak’awn K’un K’an) สมุทรปราการ (Samoota-pra-kan) และฉะเชิงเทรา (Ch’a-chong-sow) หากคำว่ามหานคร(Maha nak’awn)หมายถึงบางกอก และชื่ออื่นเรียกว่าตลาดขวัญ (Talat-k’wan) ปากลัด(Paklat) ปากน้ำ (Paknam) และ แปดริ้ว (Paatrew) แล้ว ก็สมควรที่ชื่อเพชรบุรี ก็จะดำเนินตามนี้ และอาจจะเรียกอย่างลำลองได้ว่าพริบพรี หรือเพชรพรี

          ทุกวันนี้บรรดาครูอาจารย์และผู้พิมพ์หนังสือก็ควรจะคิดคำที่มีความหมายตามพระราชนิยม และไม่ควรที่จะใช้คำสันสกฤตแท้ที่ดูเหมือนไม่เข้ากับคำอื่น ในการพยายามเขียนคำว่าเพชรบุรีเป็นอักษรโรมัน พวกเขาก็ใส่เครื่องหมายขีดเหนืออักษร a เป็น P’etcha-booree เพื่อว่าชาวต่างชาติจะได้อ่านว่าเพชะบุรี (P’etcha-booree) ตามแบบการออกเสียงของคนแก่โง่ ๆ ที่อยู่ในวัดแล้วอ้างว่ารู้บาล่ำบาลี (Balam-Bali) และมักไม่ค่อยพอใจที่เดิมตนเองเรียกชื่อเมืองเพชร(City P’et) ที่ผิดทั้งภาษาบาลีและทั้งความหมายของคำ และมักโอ้อวดภูมิความรู้

          เมื่อชื่อถูกพิมพ์แบบผิด ๆ แล้วผู้คนที่ได้รับชื่อเมืองเป็นภาษาสันสกฤตและบาลี (เหมือนกับชื่อสถานที่อื่น ๆ)  ก็จะบอกคนที่เขียนหรือพิมพ์ชื่อเช่นนี้เป็นศิษย์ของครูบาอาจารย์ที่ตามืดบอดเหล่านั้นที่ไม่ได้เขียนตามสันสกฤตที่ถูกต้องทั้งหมด เป็นแต่เปล่งเสียงเหมือนชาวป่าดงและใช้อย่างผิด ๆ ถ้าไปเขียนตามเสียงเช่นนี้ก็จะไม่ถูกแท้กับภาษาสันสกฤตและไพล่ไปคิดว่าชื่อเมืองนั้นเป็นภาษาสยาม ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่สยามเลย ชื่อเมืองที่เป็นภาษาสยามจริง ๆ คือพริบพรี หรือเพชรพรี

          ถ้าจะตัดสินใจออกเสียงชื่อเมืองตามแบบไพร่ ก็ปล่อยไปเถิด แต่ถ้าหลวงปรารถนาแล้ว ก็ให้พระเจ้าอยู่หัวได้คิดและเขียนในแบบที่ถูกต้องที่จะถูกต้องตามสันสกฤตแท้ และสิ่งนี้อาจไม่เหมือนกับที่ชาววัดออกเสียงกัน ความแตกต่างก็คงไม่มากนัก ผู้คนที่ไม่รู้สันสกฤตก็อาจฉงนว่าท่านรู้สันสกฤตจริงแท้หรือไม่ และเปรียบเทียบสิ่งที่ถูกต้องกับวิธีการผิด ๆ ในการเขียนอักษรโรมัน ที่จะยกให้เห็นว่าท่านได้พัฒนาในสิ่งที่มีอย่างไร คนเหล่านี้มีน้อยที่ไม่ได้ปล่อยปละละเลยหรือตามืดบอด โง่เง่าเช่นพวกแก่วัดหรืออยู่ตามป่าเขา แต่พวกเขาได้เรียนสันสกฤตและอาศัยอยู่ในสยาม

          (ข้อมูลจากหนังสือตามรอยฝรั่ง เล่าความหลัง เมืองพริบพรี (เพชรบุรี โดยกรมศิลปากรพิมพ์เผยแพร่ พุทธศักราช 2557)

          จากคำวินิจฉัยของ รัชกาลที่ 4 ทำให้มีวิวัฒนาการทางภาษาขึ้นใหม่ในปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยกำหนดให้มีไม้ไต่คู้ตรง พ.พาน (เพ็ชบุรี) เพื่อให้อ่านออกเสียง “เพ็ด-บุ-รี” แต่ก็ยังมีผู้คนอ่าน “เพ็ด-ชะ-บุ-รี” อยู่เรื่อยมา กระทั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เพิ่ม ร.เรือ และตัวการันต์ที่ ร.เรือ (เพ็ชร์) ให้เป็นเสียงตาย เพื่อกันไม่ให้ออกเสียง “ชะ” นับแต่นั้นมา

          ทั้งนี้หนังสือราชกิจจานุเบกษา ยังได้แจ้งความถึงกระทรวงศึกษาธิการเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2464  ให้สะกดคำว่า “เพชรบุรี” เขียนเป็น “เพ็ชรบุรี”  อีกด้วย

          “ผู้เฒ่า ผู้แก่ ปู่ ย่า ตา ยาย และบรรพบุรุษ เขาเรียก เพ็ด-บุ-รี มาตั้งแต่โบร่ำโบราณ มีหลักฐานปรากฏตั้งมากมาย ดั่งข้อความที่บริเวณใต้ภาพเขียนจิตรกรรมบนคอสองศาลาการเปรียญวัดจันทราวาส ที่ครูหวน ตาลวันนา บรมครูช่างเมืองเพชร ได้เขียนไว้เมื่อปี 2461 ก็ระบุไว้ชัดเจนว่า เพ็ชร์บุรี      

          อยู่ดี ๆ ราชบัณฑิตยสถาน ได้มีการปรับปรุงพจนานุกรมขึ้นใหม่ในปี 2525 โดยกำหนดให้อ่านออกเสียงคำว่า เพชร อ่านได้ทั้ง เพ็ด, เพ็ด-ชะ และเพ็ด-ชะ-ระ นอกจากนี้ยังกำหนดคำที่แผลงมาจากบาลี และสันสกฤต เช่น เบญจ, เพชร ไม่ใช้ไม้ไต่คู้

          กระทั่งต่อมาในปี 2527ราชบัณฑิตยสถาน ได้จัดทำหนังสือ ‘อ่านอย่างไร-เขียนอย่างไร’ ขึ้นเป็นครั้งแรก และระบุให้อ่านออกเสียงชื่อจังหวัดเพชรบุรีว่า  “เพ็ด-ชะ-บุ-รี” เป็นการออกเสียงตามหลักภาษาศาสตร์ หลังจากนั้นมา นายจักรพันธ์ ยมจินดา ผู้ประกาศข่าวทีวีช่อง 7 สี พออ่านข่าวเกี่ยวกับเพชรบุรี ก็จะใช้คำว่า “เพ็ด-ชะ-บุ-รี” เพื่อให้ดูว่าทันต่อเหตุการณ์ ประชาชนที่เสพข่าวจึงถือว่าเป็นคำเรียกที่ถูกต้องแล้ว เนื่องจากนายจักรพันธ์เป็นนักอ่านข่าวระดับประเทศ เวลาอัดเสียงคำบรรยายต่าง ๆ ต้องเป็นนายจักรพันธ์เท่านั้น คำว่า “เพ็ด-ชะ-บุ-รี” จึงแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว    

          ในเรื่องนี้ ศาสตราจารย์ (พิเศษ) พลตรี หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะนักปราชญ์ นักเขียน และศิลปินแห่งชาติ ได้เคยกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ถึงความวิบัติทางภาษาไทยว่า

          “เป็นเพราะเราไปเอาใจฝรั่ง กลัวว่าฝรั่งจะอ่านไม่ออก ซึ่งแต่เดิมภาษาอังกฤษเขียนว่า PETCHBURI จะเห็นว่าไม่มี A เพื่อให้ฝรั่งอ่านออก ราชบัณฑิตยสถานจึงใส่ A เข้าไปเป็น PETCHABURI อย่างนี้ก็ต้องอ่าน เพ็ด-ชะ-บุ-รี ตามตัวอักษร นอกจากจะได้ใช้ความคิดที่ผิดในการใช้ภาษาไทยแล้วยังมีการออกสำเนียงที่ผิดอีกอย่างยิ่งในระยะปัจจุบันนี้ คือเมื่อคิดเป็นฝรั่งแล้วและเมื่อใช้ภาษาแขกแล้ว ยังมีการออกเสียงให้ดังเป็นฝรั่งปนแขกอีกด้วย อย่างชื่อจังหวัดเพชรบุรี ทุกวันนี้สถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์ออกเสียงว่า เพ็ด-ชะ-บุ-รี ส่วนราชบุรี ออกเสียงว่า ราด-ชะ-บุ-รี ถ้าหากว่าไม่มีการระงับไว้ ต่อไปภาษาไทยก็จะออกเสียงท้ายคำหมด ข้าพระพุทธเจ้าก็อาจจะต้องเรียกตนเองว่า ‘หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโม-ชะ’ ซึ่งรัฐมนตรีคนหนึ่งก็มีนามสกุลไปแล้วว่า ‘นายสุนทร หงสะละดารมย์’ ทุกสถานีออกเสียงอย่างนั้นหมด ไม่ทราบเกล้าฯว่าเป็นเพราะเหตุใด เห็นจะเป็นเพราะเพื่อจะให้คล้ายฝรั่งเข้าไปมากยิ่งขึ้น นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าภาษากำลังวิบัติอยู่….”

          (จากหนังสือครบรอบ 83 ปี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ “คึกฤทธิ์กับความเป็นไทย” หัวเรื่อง “คำว่าศิลาภาษาไทย” โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หน้า 45,47 จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สยามรัฐ พ.ศ.2537)

          ด้าน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ก็เคยกล่าวไว้ว่า ความจริงเรื่องการอ่านออกเสียงหรือประเพณีการเรียกอะไรต่างๆนั้นก็สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แนวด้วยกัน คือประการแรกเปิดหลักวิชาการว่ากันหมายถึงการใช้หลักวิชาเข้าตีความ ประการที่สองเป็นเรื่องของประเพณีนิยมและเป็นความเคยชินของคนท้องถิ่น

          “ตัวผมเองถ้าจะให้พูดถึงเพชรบุรี ผมก็ต้องพูดว่า เพ็ด-บุ-รี เพราะผมเกิดมาผมก็ออกเสียง เพ็ด-บุ-รี จนกระทั่งโตขึ้นมาผมก็พูด เพ็ด-บุ-รี ฟังดูแล้วจะสนิทหูกว่า เพ็ด-ชะ-บุ-รี ซึ่งคำว่า เพ็ด-ชะ-บุ-รี ดูจะเยิ่นเย้อ สะดุดหู

          ผมว่าสังคมไทยอย่าติดฟอร์มกันมากดีกว่า อย่าติดรูปแบบ อย่าติดเปลือกกันมากนะครับ อะไรที่เป็นประเพณีนิยม ก็ควรจะปฏิบัติตามนั้น แล้วก็อย่าไปฝืนความรู้สึก ฝืนความเคยชิน หรือฝืนประเพณีเลยครับ ถ้าถามความเห็นหรือความรู้สึกส่วนตัว โดยที่ไม่เอาวิชาการเข้าไปจับ ผมว่าเรียกตามที่พวกเราคนเมืองเพชรเคยเรียกมาก็แล้วกันก็คือ เพ็ด-บุ-รี ใครจะบังคับให้ผมออกเสียงว่า เพ็ด-ชะ-บุ-รี ผมก็คงไม่ยอม และถ้าผมไปเจอใครที่ไหนเปล่งเสียงว่า เพ็ด-ชะ-บุ-รี ผมก็ต้องบอกว่าคน ๆ นี้ไม่ใช่คนเมืองเพชรหรอก ใครออกเสียงว่า เพ็ด-บุ-รี ก็ใช่คนเพชรบุรี

          นอกจากนี้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2547 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช รัชกาลที่ 9 ทรงตรัสถึงเมืองเพชรว่า “เพ็ด-บุ-รี” และเมื่อครั้งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดห้องสมุดสยามบรมราชกุมารี ที่อำเภอเขาย้อย จ.เพชรบุรี ดร.รุ่ง แก้วแดง ก็ยังได้กราบทูลในคำกล่าวถวายรายงานถึงจังหวัดเพชรบุรีว่า “เพ็ด-บุ-รี” ไม่ใช่ เพ็ด-ชะ-บุ-รี อีกด้วย

          จะเห็นได้ว่าเจ้าฟ้าพระมหากษัตริย์ หรือผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองยังเห็นความสำคัญของภาษาถิ่น ได้เรียกตามความเคยชินของคนท้องถิ่นเมืองเพชรว่า “เพ็ด-บุ-รี” แต่เหตุไฉนราชบัณฑิตยสถานกลับมาเปลี่ยนคำเรียกชื่อบ้านนามเมืองของเรา จนเป็นเหตุทำให้หลาย ๆ คนบ้าจี้ตามเรียกขานว่า “เพ็ด-ชะ-บุ-รี” อย่างกว้างขวาง

          โดยเฉพาะ นายเชาวน์วัศ สุดลาภา สมัยเดินทางมารับตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ในปี 2527 ก็ยังเปล่งเสียงเรียกชื่อเมืองเพชรว่า “เพ็ด-ชะ-บุ-รี” เสียงของพ่อเมืองย่อมดังและแพร่หลายไปทุกอำเภอ บรรดาข้าราชการที่ย้ายมาจากต่างถิ่น ต่างออกเสียง “เพ็ด-ชะ-บุ-รี” ตามท่านกระหึ่มเมือง แม้แต่ในสถานศึกษาต่าง ๆ ของเมืองเพชร พ่อพิมพ์ แม่พิมพ์ของชาติ ก็ยังจำใจต้องอ่านออกเสียง “เพ็ด-ชะ-บุ-รี” ตามไปด้วย เพราะถ้าไม่ออกเสียงเช่นนี้ถือว่ากำลังละเมิดหลักภาษาศาสตร์

           แต่คนเมืองเพชรในขณะนั้นมีความรู้สึกรับไม่ได้ที่มี “ชะ” เข้ามาสอดแทรก เพราะทำให้การออกเสียงเรียกชื่อเมืองมาแต่ครั้งโบราณกาลไม่รื่นไหลเหมืองดังเคย

          สถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีโทรทัศน์ช่วงนั้นก็เริ่มแพร่หลายอ่านออกเสียง “เพ็ด-ชะ-บุ-รี” คนเมืองเพชรฟังแล้วเริ่มขัดหู ขัดใจ แต่พูดไม่ออก ต่อต้านไม่ได้ เพราะหนังสือ “อ่านอย่างไร–เขียนอย่างไร” ของราชบัณฑิตยสถานชี้แนะให้อ่านออกเสียงเช่นนั้น

          แม้ว่าท่านพ่อเมืองและบรรดาส่วนราชการต่าง ๆ จะอ่านออกเสียง “เพ็ด-ชะ-บุ-รี” กันอย่างสนุกปาก แต่คนเมืองเพชรแท้ ๆ ก็หาได้บ้าจี้ตามไม่ ใครจะ “ชะ” ก็ “ชะ” ไป คนเมืองเพชรก็ยังคงออกเสียง “เพ็ด-บุ-รี” อย่างเต็มปากเต็มคำ บางคนถึงกลับกล่าวว่า “ข้าฯอยู่จังหวัด เพ็ด-บุ-รี เอ็งอยู่ เพ็ด-ชะ-บุ-รี ก็อยู่คนละจังหวัดกับข้าฯ เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ถ้ามาบังคับให้พูด เพ็ด-ชะ-บุ-รี มาฆ่าให้ตายซะดีกว่า”

          ในเวลานั้นสื่อมวลชนท้องถิ่น ทั้ง “เพชรภูมิ” และ “สาส์นมวลชน” ก็ออกโรงวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงต่อต้านไม่เห็นด้วยที่ใช้คำ ๆ นี้ โดยคอลัมนิสต์ทั้งตนและนายชลิต เลาหสถิตย์ หรือ เฮียง้วน อดีตผู้ช่วย บก.หนังสือพิมพ์เพชรภูมิ ได้ประกาศตัวไม่เห็นด้วยกับคำว่า “ชะ” ที่สอดแทรกเข้ามา โดยไม่คำนึงถึงความนิยมและความคุ้นเคยของคนท้องถิ่นที่พูดกันมาแต่ครั้งโบราณกาล

          ต่อมาในปี พ.ศ.2536 ราชบัณฑิตยสถานได้จัดพิมพ์หนังสือ “อ่านอย่างไร-เขียนอย่างไร” ขึ้นเป็นครั้งที่ 10 ได้มีการแก้ไขคำบางคำให้อ่านได้ 2 แบบ คือผู้อ่านสามารถอ่านได้ “ตามหลักภาษา” และ “ตามความนิยม” โดยในหน้า 45 บรรทัดที่ 15 ระบุไว้ชัดเจนว่าให้อ่านออกเสียงจังหวัดเพชรบุรี ได้ทั้ง “เพ็ด-บุ-รี” และ “เพ็ด-ชะ-บุ-รี”

          แม้ราชบัณฑิตยสถานจะอนุญาตให้อ่านออกเสียงได้ทั้ง 2 แบบ แต่หน่วยงานราชการ สถานีวิทยุกระจายเสียง และสถานีโทรทัศน์ก็ยังไม่อ่านออกเสียง “เพ็ด-บุ-รี” ตามความนิยมของคนท้องถิ่น ทั้ง ๆ ที่มีการต่อต้านมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2527 แม้แต่ นายชูชาติ พูลศิริ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ที่มีเลือดเมืองเพชรแท้ ๆ อยู่ในตัว พยายามชักชวนให้ส่วนราชการ สถานศึกษา และข้าราชการต่างๆ ทั้งจังหวัดเพชรบุรี ให้อ่านออกเสียง “เพ็ด-บุ-รี” ก็ไม่เป็นผล เพราะยังมีคนดันทุรังดัตจริตพูด “เพ็ด-ชะ-บุ-รี” อยู่เรื่อยมา

          “เพชรนิวส์ฉนับนี้ ขอเป็นปากเสียงแทนคนเมืองเพชร เรียกร้องขอ ‘ไม้ไต่คู้’ กับตัว ‘การันต์’ คืนมา เพราะดั้งเดิมสะกดและเขียน ‘เพ็ชร์บุรี’ แล้วเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าท่านเอา ” ไม้ไต่คู้” กับตัว “การันต์” ออกไป โดยไม่ถามไถ่คนเมืองเพชรสักคำว่าคิดอย่างไร รับได้ไหม จะเปลี่ยนชื่อใหม่ ในเมื่อมรดกทางภาษาไทยให้ไว้แต่โบราณ ให้ชื่อเมือง ‘เพ็ชร์บุรี’ ไว้อย่างนี้ แล้วท่านจะเอาไปทำไม …ขอ ‘ไม้ไต่คู้’ กับตัว ‘การันต์’  คืนให้คนเมืองเพชรเถอะครับท่านราชบัณฑิต”

          เอาคำว่า “ชะ” คืนไป เอา “เพ็ด-บุ-รี” คืนมา…!!

 

ทีมข่าวเพชรภูมิ:รายงาน