โยนบาป

จากสถิติของผู้ติดเชื้อและเสียชีวิต จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 11 ในประเทศไทยที่พุ่งพรวดจนแทบจะฉุดไม่อยู่นั้น ได้สะท้อนการบริหารงานที่ล้มเหลวของรัฐบาลชุดนี้อย่างเต็ม ๆ แม้จะบอกว่าผู้นำประเทศและผู้ที่เกี่ยวข้องในส่วนต่าง ๆ ทำงานอย่างเต็มที่แล้ว แต่ความหละหลวมในเชิงบริหารโดยเฉพาะการจัดหาวัคซีนที่ยังไม่ถึงมือคนไทยอย่างที่ “หมอหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข คุยโวเอาไว้ และการเข้าไม่ถึงผู้ป่วยของรัฐบาล ยิ่งกลับสร้างความสูญเสียให้คนไทยอยู่รายวัน

             ความล้มเหลวในเชิงบริหารและการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดของรัฐบาล และมีทีท่าว่าอาจจะไปต่อไม่ไหว เพราะฟังจากเสียงเรียกร้องให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมลาออก ไหนจะมีกระแสกดดันจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงเสียงของสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลที่เริ่มเกิดความเห็นต่าง ก็จ้องให้หัวหน้าพรรคถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และยังมีฝ่ายค้านรวมทีมเตรียมหาหลักฐาน เพื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอีกในช่วงสิงหาคมที่จะถึงนี้

             ดังนั้นระหว่างนี้ใครถือไพ่เหนือกว่าก็อาจจะได้เปรียบ

             หนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2524 ได้เสนอข่าวว่า

             เริ่มเข้าสู่เทศกาล “สารภาพบาป” – “โยนบาป”

             เริ่มจาก นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงสาธารณสุข ออกมาสารภาพบาปเรื่องการจัดหาวัคซีนหลัก ที่ต้องยื่นเวลาออกไปอีกแม้โรงงานผลิตจะตั้งอยู่ในประเทศไทยก็ตาม

             นายแพทย์ นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติก็ออกมาสารภาพบาป ด้วยคำขอโทษที่จัดหาวัคซีนได้ไม่ทันการณ์

             ส่วน นายอนุทิน ชาญวีรกูล เองแม้จะออกมาสารภาพบาปว่า อำนาจสั่งการต่าง ๆ ตอนนี้รวมอยู่ที่นายกเพียงคนเดียว ดังนั้นจึงเหมือนตกเป็นแพะรับบาป ที่ต้องรับคำด่าว่าเป็นตัวการทำให้การจัดหาวัคซีนล้มเหลว เพราะตนเองไม่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดหาวัคซีนมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2524 (ข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2524)

             ทำให้ตอนนี้หลายคนพุ่งเป้าไปที่ หมอหนู ให้กลายเป็น หนูรับบาป แทนผู้นำ จึงโยนผิดบาปให้ผู้นำรับไปเต็ม ๆ

              โยนบาป เป็นคำที่นักหนังสือพิมพ์นำมาใช้เชิงเปรียบเทียบ เข้าทำนองว่า พูดเอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น

             บาป เปรียบแล้วคือ ความชั่ว ความผิด ความไม่ดีทั้งปวง ที่คน ๆ นั้นก่อขึ้น เมื่อมีผู้รับผลของการกระทำแล้วก็รีบโยนบาป หรือความผิดที่ตนเป็นคนก่อให้คนอื่นรับแทน

             กริยา โยน ตามที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 นิยาม คือ ซัดให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งพ้นไปจากตัวโดยวิธีหงายมือ โยนบาป เป็นความหมายโดยนัย คือ ปัดความผิดไปให้พ้นตัว ดังนั้น จึงน่าจะต้องมีผู้รับบาปด้วย เช่น แพะ เอามาใช้เป็นสำนวนว่า แพะรับบาป หมายถึง ผู้ที่ต้องได้รับโทษจากความผิดของคนอื่น ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่ได้กระทำผิด

             ทางพุทธศาสนาบาปที่ใครก่อก็ต้องเป็นของคนนั้น จะโยนให้กันคงไม่ได้ ไม่เหมือนกับศาสนาคริสต์ที่มีการสารภาพบาปกับพระเจ้าเพื่อให้คนนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์

             การที่ผู้นำออกมาสารภาพบาปและยอมรับกับความผิดพลาด น่าจะเป็นผลดีกว่า ขืนดันทุรังในความคิดของตน และยิ่งไม่สง่างามเข้าไปอีกเมื่อรู้ว่าผิดแล้วไม่ยอมรับผิด แต่กลับโยนความผิดไปให้คนอื่น แต่ในทางปฏิบัติผมเชื่อว่ารัฐมนตรีแต่ละคนต้องมีอำนาจอยู่ในมือ ที่จะสามารถตัดสินใจทำอะไรได้พอสมควร เพราะรัฐบาลบริหารงานกันเป็นคณะ เมื่อเลือกลงเรือลำเดียวกันแล้วก็ต้องช่วยกันพาย อย่าปล่อยให้มีคนเอาตีนราน้ำอยู่ แล้วก็ปัดความรับผิดชอบเพียงให้พ้นตัวไป

             เรื่องปาก ท้อง โรคจากภัยพิบัติต่าง ๆ รวมถึงการจัดหาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้ประชาชน เป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องในคณะรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว

             หรือว่าตอนนี้เป็นโอกาสของผู้ที่คิดจะตีจาก เลยใช้วิกฤตนี้โยนบาปให้คนที่กำลังจะหมดประโยชน์ แต่ถึงอย่างไรก็ยังคงต้องรับบาปกันไปถ้วนหน้าทั้งคนโยนและคนรับ

             เว้นแต่ว่าจะเปลี่ยนมาโยนขี้แทน แบบนี้ไม่ถือว่าเป็นบาปเพราะมีแต่กลิ่น

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!