‘โลบ สุภาแพ่ง’ ครู-นักการเมือง ต้นตระกูลการเมือง ‘ค่ายสุภาแพ่ง’

โลบ สุภาแพ่ง’ ครู-นักการเมือง

ต้นตระกูลการเมือง ‘ค่ายสุภาแพ่ง’

          หากเอ่ยถึงตระกูลการเมืองเก่าแก่ของจังหวัดเพชรบุรี  สุภาแพ่ง”  ถือเป็นตระกูลหนึ่งที่ชาวเมืองเพชรบุรีรู้จักกันดี

          ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ ๗๐ กว่าปีที่ผ่านมา นายโลบ สุภาแพ่ง นับเป็นบุคคลหนึ่งที่ชาวเมืองเพชรนับหน้าถือตาทั้งในวงการศึกษาและสนามการเมืองระดับท้องถิ่น 

          “เส้นทางชีวิต” ฉบับนี้จะขอร้อยเรียงเรื่องราวประวัติของ นายโลบ สุภาแพ่ง จากคำบอกเล่าของ ดร.กัมพล สุภาแพ่ง อดีต ส.ส.เพชรบุรี เขต ๒ พรรคประชาธิปัตย์ และ “ส.ส.เล็ก” นายอภิชาติ สุภาแพ่ง อดีต ส.ส.เพชรบุรี เขต ๓ พรรคประชาธิปัตย์ ผู้เป็นบุตรคนโตและคนที่ ๓ ของนายโลบ

          สองพี่น้องสายโลหิตของนายโลบร่วมย้อนอดีตจากความทรงจำให้ เพชรภูมิ” ทราบว่า นายโลบ สุภาแพ่ง เกิดเมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๔๔๘ ที่ ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี เป็นบุตรคนโตของ นายเชิด-นางปุย สุภาแพ่ง มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๓ คน คือ น.ส.ละม้าย, นางลำเพย และนางลำภา สุภาแพ่ง

          สมัยนั้นที่บ้าน สุภาแพ่ง” (ปัจจุบันคือบริเวณของโรงภาพยนตร์เพชรบุรีรามา ถ.พระทรง กินบริเวณถึงตึกแถว ถ.ต้นจันทน์ ตรงข้ามบ้านนายผาด อังกินันทน์) ต.ท่าราบ อ.เมืองเพชรบุรี ได้เปิดเป็นบ่อนการพนันและโรงยาฝิ่นที่ถูกต้องตามกฎหมาย

          ลูกค้าบ่อนส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่และต่างจังหวัด รวมทั้งพรรคพวกเพื่อนฝูงของนายโลบที่มีทั้งบู๊และบุ๋น เช่น นายผาด อังกินันทน์ (ต้นตระกูลการเมืองค่ายอังกินันทน์ บิดานายปิยะ-นายยุทธ อังกินันทน์) นายจินดา (จู) พรรณรายน์, นายทรง (ซ้ง) ลิลิตธรรม, นายโปร่ง อินบำรุง ทนายความ, นายอุ๊น เครือพานิช เถ้าแก่โรงสี โดยเฉพาะ เถ้าแก่เทียนไล้ ใหญ่กว่าวงษ์ ผู้กว้างขวางแห่งอำเภอบ้านแหลม จะนั่งเรือมาลงที่ท่าน้ำโรงน้ำส้ม ตรอกต้นจันทร์ และแวะเวียนมาเล่นที่บ่อนอยู่เป็นประจำ

          ถึงแม้ว่า “บ้านสุภาแพ่ง” จะเปิดเป็นแหล่งอบายมุข แต่นายโลบก็ไม่เคยข้องแวะยาฝิ่นและการพนัน นายโลบชอบเล่นกีฬาเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะฟุตบอลประเพณี “ท่าราบ-คลองกระแชง” ที่สมัยนั้นจัดแข่งขันเป็นประจำทุกปี ยกทีมนักฟุตบอลของฝั่ง ต.ท่าราบ กับฝั่ง ต.คลองกระแชง เขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี โดยไปนัดดวลแข้งกันที่สนามกีฬาหน้าเขาวัง (ปัจจุบันคือบริเวณอุทยาน ร.๔) ซึ่งนายโลบก็ลงแข่งขันด้วยในตำแหน่งแบ็กให้แก่ทีมท่าราบ ลูกฟุตบอลที่ใช้เตะกันในสมัยนั้นไม่เหมือนสมัยนี้ เพราะเป็นลูกฟุตบอลที่มียางใน เหมือนยางในของยางรถยนต์สมัยก่อน เมื่อเป่าลมเข้ายางในจนได้ที่ ก็ผูกรัดด้วยเชือกป้องกันยางในปลิ้นออกมา ซึ่งไม่ได้เลิศหรูเหมือนลูกฟุตบอลอย่างในสมัยนี้

          วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๐๒ สมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้เลิกโรงยาฝิ่นโดยเด็ดขาด “บ้านสุภาพแพ่ง” จึงเลิกกิจการโรงยาฝิ่นและบ่อนการพนัน หันมาเปิดเป็นโรงทานเลี้ยงอาหารให้แก่ชาวบ้านแถวย่านตลาดและผู้คนทั่วไป ซึ่งในแต่ละวันจะคึกคักไปด้วยชาวบ้านที่แวะเวียนมารับประทานอาหาร นอกจากนี้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ๆ ก็ที่เข้ามาอาศัยขอดูทีวีที่บ้านสุภาแพ่งกันเต็มบ้าน สมัยนั้นบ้านไหนมีทีวีดู นับได้ว่าเป็นบ้านที่ค่อนข้างมีฐานะและมีกันไม่กี่บ้านในตลาดเมืองเพชรที่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้เข้าไปดูทีวี เช่น ร้านประสงค์, ร้านเกษมวิทยุ ถ.พานิชเจริญ เป็นต้น

          สมัยก่อนคนที่มีความรู้อ่านออกเขียนได้หาได้ค่อนข้างยาก เพราะผู้คนสมัยนั้นจะทำแต่งานไม่ค่อยสนใจเรื่องการศึกษา ประกอบกับช่วงนั้นที่ โรงเรียนเทศบาล ๒ วัดพระทรง (สุทธิวิเทศอุปถัมภ์) ไม่มีครูใหญ่ดูแลโรงเรียน นายโลบซึ่งเป็นผู้มีการศึกษาสูง จบระดับชั้น ม.๓ เป็นผู้ที่ลายมือสวย จึงได้รับการพิจารณาคัดเลือกจากคณะกรรมการประถมศึกษาอำเภอ (กปอ.) ให้ดำรงตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนวัดพระทรงอยู่นานหลายปี และต่อมามีผู้มาทาบทามให้นายโลบไปเป็นผู้จัดการ โรงเรียนคงคาราม (ขณะนั้นยังเป็นโรงเรียนเอกชน)

          ต่อมานายโลบมีความสนใจอยากจะรับใช้ชาวบ้านในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี จึงลาออกจากการเป็นผู้จัดการโรงเรียนคงคาราม ไปลงเล่นการเมืองท้องถิ่นในสนามเทศบาลเมืองเพชรบุรี

           จากข้อมูลเอกสารทะเบียนสมาชิกเทศบาลเมือง จังหวัดเพชรบุรี ในการเลือกตั้งวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๘๔ ระบุว่านายโลบได้รับเลือกตั้งเป็น เทศมนตรี” เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๔๘๔ ส่วนในทำเนียบนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี ระบุว่า นายโลบดำรงตำแหน่งเป็น “นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี” ลำดับที่ ๖ ช่วงระหว่างปี ๒๔๘๗-๒๔๙๐๖ สืบต่อจาก หลวงบำรุงราษประทุษฐ์ ที่ดำรงตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรีฯ ช่วงระหว่างปี ๒๔๘๕-๒๔๘๖ 

          นอกจากนี้เอกสารทะเบียนสมาชิกเทศบาลเมือง จังหวัดเพชรบุรี ยังระบุอีกว่าในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๔๙๒ และเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๔๙๖ นายโลบได้รับเลือกเป็น สมาชิกสภาเทศบาลเมืองเพชรบุรี โดยมี นายผาด อังกินันทน์ เป็นนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี

          นายโลบมีนิสัยเป็นคนติดดิน เรียบง่าย ไม่ถือเนื้อถือตัว และไม่มีเล่ห์เหลี่ยมกับใคร เป็นคนชื่อสัตย์ เจ้าระเบียบ และจริงจังต่องาน ทุกวันนายโลบจะปั่นจักรยานยี่ห้อฮัมเบอร์ไปทำงานที่เทศบาลฯ บางครั้งก็เดินจูงจักรยานแวะทักทายกับชาวบ้านร้านตลาดอยู่เป็นประจำ จนเป็นที่ชินตาของผู้คนในสมัยนั้น

          นอกจากนี้นายโลบยังชอบปั่นจักรยานไปคุมงานโครงการก่อสร้างของเทศบาลอยู่เสมอ ครั้งไหนที่เห็นลูกน้องทำงานผิดแบบหรือไม่เป็นไปตามระเบียบ ก็จะสั่งให้รื้อและขอให้แก้ไขใหม่ทั้งหมด จะไม่ยอมให้มีการทำงานแบบส่งเดชอย่างเด็ดขาด จนทำให้ลูกน้องหรือพนักงานเทศบาลระมัดระวัง เกรงจะถูกตรวจสอบและถูกตำหนิ

          ส.ส.เล็กเล่าว่าด้วยความที่คุณพ่อเป็นคนเจ้าระเบียบ จู้จี้จุกจิกกับงาน ทำให้ลูกน้องบางคนไม่ค่อยชอบคุณพ่อสักเท่าไหร่ มีอยู่หลายครั้งที่คุณพ่อจูงจักรยานไปจอดและเดินไปพูดคุยกับชาวบ้าน เมื่อเดินกลับออกมาก็จะไม่พบจักรยานที่จอดไว้ คาดว่าน่าจะเป็นฝีมือลูกน้องของคุณพ่อแอบเอาไปซ่อน หรืออาจจะถูกคนอื่นขโมยไป”

          นายโลบดำรงตำแหน่งทางการเมืองของเทศบาลเมืองเพชรบุรีมาอย่างต่อเนื่องหลายสมัย จนถึงจุดอิ่มตัวและได้วางมือจากการเมือง หันไปประกอบอาชีพทำบ้านให้เช่า รวมถึงให้เช่าที่นาจนมีฐานะในระดับคหบดีคนหนึ่งของเมืองเพชรในสมัยนั้น

          แม้จะวางมือจากเทศบาลเมืองเพชรบุรีแล้ว แต่อาศัยที่นายโลบเป็นความสนิทสนามกับนายผาด อังกินันทน์ นายกเทศมนตรีคนต่อมา ก็ยังแวะเวียนไปพูดคุย ไปทักทายอดีตผู้ร่วมงาน หากเทศบาลฯมีโครงการก่อสร้างอะไร นายโลบจะถูกขอให้ช่วยไปควบคุมงานด้วยตัวเองอยู่เป็นประจำ

          นายโลบถึงแก่กรรมเมื่อปี ๒๕๒๖ ขณะมีอายุ ๗๘ ปี ด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ท่ามกลางความอาลัยรักของญาติพี่น้องและประชาชนชาวจังหวัดเพชรบุรี

          ถึงแม้นายโลบจะลาลับจากโลกนี้ไปนานกว่า ๓๐ ปีแล้วก็ตาม แต่นายโลบได้ปูทางเป็นแบบอย่างให้ นายอภิชาติ สุภาแพ่ง บุตรชายคนที่ ๓ เดินตามรอยทางการเมือง โดยเริ่มจากการลงสมัครการเมืองระดับท้องถิ่น ได้รับเลือกเป็น สมาชิกสภาเทศบาลเมืองเพชรบุรี และ สมาชิกสภาจังหวัดเพชรบุรี จากนั้นก้าวสู่สนามการเมืองระดับประเทศ และได้รับเลือกเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)จังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ทุกครั้งที่ลงสมัคร

          อีกทั้ง ดร.กำพล สุภาแพ่ง บุตรชายคนโตของนายโลบ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนหลายแห่งใน จ.เพชรบุรี ก็หันมาสนใจการเมือง เดินตามรอยบิดาอีกคน ลาออกจากราชการครูมาสู่สนามการเมืองระดับประเทศ และได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)จังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ มาอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับ ส.ส.เล็ก ผู้เป็นน้องชาย.

 

ทีมข่าวเพชรภูมิ:รายงาน