102 ปี…บ้านลาด

102 ปี…บ้านลาด

          เมื่อปี พ.ศ.2560 คุณยายพุ่ม จิตอาจหาญ และคุณตาเล็ก ค้าขึ้น สองผู้เฒ่าวัย 100 ปี เคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า

          “บ้านลาด เป็นอำเภอเล็ก ๆ โอบล้อมด้วยอำเภอต่าง ๆ ในอดีต พื้นที่ส่วนใหญ่ค่อนข้างแห้งแล้ง ทำไร่นาไม่ค่อยได้ผลดีนัก จะมีก็แต่ ต.ตำหรุ ต.ถ้ำรงค์ ต.บ้านลาด ต.ท่าแสน และ ต.สมอพลือ เท่านั้นที่มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เพราะมีแม่น้ำเพชรบุรีไหลผ่าน สามารถปลูกพืชผลทางการเกษตรได้ผลผลิตที่ดี

          ชาวบ้านในขณะนั้นจะใช้ลำน้ำเพชรบุรี เป็นเส้นทางคมนาคมในการติดต่อกับตัวจังหวัด ส่วนชาวบ้านที่อยู่ไกลน้ำก็ใช้ถนนเขาบันไดอิฐเป็นทางขนส่งน้ำตาล ถ่าน และของป่าเข้าไปขายในเมืองเพชร ผู้คนทั่วไปจึงเรียกชาวบ้านลาดที่ใช้เส้นทางสายนี้ว่าเป็นพวก ชาวตะวันตก” และคนชาวตะวันตกนี้ก็มักจะพูดสำเนียงเพชรแท้ เช่นพูดว่าไม่เอาหรือ เป็น เอ๊าไม่เหรี่ย” หรือ เอ๊าไม่” ซึ่งไปอยู่ที่ไหนใครก็จำได้ว่าเป็นคนบ้านลาด

          ย้อนไปเมื่อ 100 ปีก่อนหน้านี้ พื้นที่บ้านลาด โดยเฉพาะ ต.ท่าช้าง แถบบริเวณหน้าวัดโพธิ์กรุ จะมีโจรผู้ร้ายชุกชุมมาก ยากที่จะปราบปราม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงดำริว่า อำเภอจังหวัดเพ็ชร์บุรี” เป็นอำเภอที่มีท้องที่กว้างใหญ่ มีตำบลถึง 34 ตำบล มีพลเมืองชายหญิงรวมสี่หมื่นเศษ เกินความสามารถของกรมการอำเภอคณะเดียวจะปกครองดูแลให้ทั่วถึงโดยเรียบร้อยได้ สมควรจะแบ่งการปกครองท้องที่เพื่อสะดวกแก่ราชการแลการปกครองสืบไป” 

          จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แบ่งการปกครองท้องที่อำเภอจังหวัดเพ็ชร์บุรีออกเป็น 2 อำเภอ และเปลี่ยนนามอำเภอจังหวัดเพ็ชร์บุรี เรียกว่า อำเภอคลองกระแชง” (ปัจจุบันคืออำเภอเมืองเพชรบุรี) และตั้งที่ทำการอำเภอแห่งใหม่ขึ้นที่บริเวณหน้าวัดโพธิ์กรุ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2459 เรียกว่า อำเภอท่าช้าง จังหวัดเพ็ชร์บุรี” ซึ่งทางราชการได้แต่งตั้งให้ นายผล สวัสดิ์บุตร เป็นนายอำเภอท่าช้างคนแรก ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงผดุงคชติถ์” เป็นราชทินนามหมายถึง ท่าช้าง”

          “เล่ากันว่าเดิมทีที่ท่าช้างนี้มีโขลงช้างป่าชุกชุม พากันลงอาบน้ำที่ห้วยโพธิ์กรุนี้เป็นประจำ อีกทั้งในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ยังสามารถจับช้างได้ไม่ไกลจากเมืองนัก เช่นที่หมู่บ้านไร่พะเนียด แถวบริเวณเจดีย์แดง ก็เป็นแหล่งจับช้างแห่งหนึ่งโดยใช้วิธีต้อนช้างป่าให้เข้าพะเนียด แล้วคัดเลือกเอาแต่ช้างที่เข้าลักษณะและขนาดไว้ใช้ ส่วนพวกลูกช้างก็ปล่อยไล่เข้าป่าไป นอกจากนี้ช่วงตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา แผ่นดิน สมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ พระองค์เสด็จฯมาทรงปลาและคล้องช้างป่าที่เพ็ชร์บุรีหลายคราว และครั้งแผ่นดิน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ได้ช้างพลายงาสั้นจากเพ็ชร์บุรีไปเชือกหนึ่ง พระราชทานนามว่า ‘พระบรมกุญชร’ จะเห็นได้ว่าเพ็ชร์บุรีมีช้างชุกชุมมาแต่โบราณ และหมู่บ้านที่มีชื่อช้างก็ยังมีอยู่หลายแห่งอีกด้วย” 

          ที่ทำการอำเภอท่าช้าง ตั้งอยู่ที่หน้าวัดโพธิ์กรุได้ไม่นานนัก เนื่องจาก พระยาเพชรพิสัยศรีสวัสดิ์ เจ้าเมืองเพ็ชร์บุรี เมื่อครั้งเดินทางมาตรวจราชการ เห็นว่าที่ตั้งอำเภอยังไม่เหมาะสม การคมนาคมไม่สะดวก และน้ำในลำห้วยโพธิ์กรุก็ไม่สะอาดพอ จึงให้หาที่ตั้งใหม่ โดยเลือกบ้านไร่ตะคร้อซึ่งอยู่ในตำบลเดียวกัน ห่างไปทางทิศใต้ประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งอำเภอ เนื่องจากใกล้แม่น้ำเพชรบุรีและการคมนาคมสะดวกมากขึ้น แต่ยังคงให้เรียก อำเภอท่าช้าง” ตามเดิม ซึ่งการย้ายอำเภอครั้งนี้ได้อาศัยศาลาหมู่บ้านขนอนเป็นด่านเก็บภาษีน้ำตาล น้ำมันยาง ไม้และของป่าเป็นที่ทำการชั่วคราวไปพลางก่อน 

          ครั้นถึง พ.ศ.2463 ขุนเอี่ยมประศาสตร์ ที่ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงอนุกูลเพชรเกษตร” (โหมด พรประสิทธิ์) มาดำรงตำแหน่งนายอำเภอท่าช้างเป็นคนที่สองสืบต่อจาก หลวงผดุงคชติถ์” เห็นว่าที่ตั้งอำเภอยังไม่เหมาะสม มีสถานที่คับแคบ  บ้านพักข้าราชการก็อยู่ไกลแม่น้ำ จึงเลือกหาทำเลที่ตั้งอำเภอขึ้นใหม่ เพื่อความสะดวกสบายของข้าราชการและประชาชนในการมาติดต่อขอรับบริการเป็นหลัก

           หลวงอนุกูลเพชรเกษตร มองว่าบริเวณบ้านวังชนวน ต.บ้านลาด ห่างจากที่ตั้งเดิมมาทางตะวันออกราว 1 กิโลเมตร มีพื้นที่กว้างอยู่ติดแม่น้ำตรงคุ้งน้ำวน (ตรงไหนที่เป็นคุ้งน้ำใหญ่ชาวบ้านมักเรียกว่าวังเสมอ เช่นวังไคร้ วังยาว เป็นต้น) อีกทั้งเป็นที่เปลี่ยวโจรผู้ร้ายมักใช้เป็นที่แย่งชิงทรัพย์จากพ่อค้าแม่ค้าทั้งทางบกและทางน้ำอยู่เสมอ หากตั้งอำเภอที่นี่ก็จะมีส่วนดีในการปกครองด้วย จึงตกลงย้ายมา และทำการปลูกสร้างอาคารที่ทำการอำเภอขึ้น ณ ที่แห่งนี้ แต่ยังคงใช้ชื่อเดิมอยู่

          กระทั่งมีพระราชกฤษฎีกา ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 17 เมษายน 2482 ให้เปลี่ยนนามอำเภอ กิ่งอำเภอ และตำบลในจังหวัดเพ็ชร์บุรี ตำบลละหารบอน” เป็น ตำบลท่ายาง” อำเภอยางหย่อง” เป็น อำเภอท่ายาง” และ อำเภอท่าช้าง” เป็น อำเภอบ้านลาด” มาจนถึงปัจจุบัน

          “ท้องที่ตำบลบ้านลาดนี้ เมื่อถึงหน้าน้ำจะท่วมถึงทุกปี เช่นบ้านนาลุ่ม บ้านหัวเกาะ จะมีน้ำท่วมอยู่นานๆ จึงเรียกกันว่า ‘บ้านลาด’ สืบมาถึงทุกวันนี้”

          อำเภอบ้านลาด แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 18 ตำบล 115 หมู่บ้าน ประกอบด้วย ตำบลบ้านลาด, บ้านหาด, บ้านทาน, ตำหรุ, สมอพลือ, ไร่มะขาม, ท่าเสน, หนองกระเจ็ด, หนองกะปุ, ลาดโพธิ์, สะพานไกร, ไร่โคก, โรงเข้, ไร่สะท้อน, ห้วยข้อง, ท่าช้าง, ถ้ำรงค์ และ ห้วยลึก

          ชาวอำเภอบ้านลาดมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ประหยัดและอดออม ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร ทำนาปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ ทำไร่ ทำสวน เช่น มะนาว ชมพู่ ละมุด ขนุน กระท้อน กล้วยหอมทอง (ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ) รวมถึงแหล่งทำ น้ำตาลโตนด วัตถุดิบสำคัญในการทำอาหารและขนมหวานเมืองเพชร

          นอกจากความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติและพืชผลทางการเกษตรแล้ว อำเภอบ้านลาดยังพรั่งพร้อมไปด้วยศิลปวัฒนธรรมอันหลากหลาย อาทิ การแข่งเรือยาว งานบุญถวายสลากภัต งานประเพณีตักบาตรดอกไม้ ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา การละเล่นเพลงปรบไก่แห่งบ้านดอนข่อย ที่หลงเหลืออยู่หนึ่งเดียวในตำบลลาดโพธิ์ การละเล่นกีฬาวัวลาน การแสดงหนังตะลุงแห่งแรกของจังหวัดเพชรบุรี การแสดงหุ่นกระบอกที่เคยรุ่งเรืองในอดีตที่หมู่บ้านศาลาหมูสี และการละเล่นกีฬาวัวเทียมเกวียนหนึ่งเดียวของโลก ตลอดจนยังมีสถานที่สำคัญหลายแห่งโดยเฉพาะ ท่าน้ำศักดิ์สิทธิ์วัดท่าไชยศิริ” ตั้งอยู่ในเขต ต.สมอพลือ ซึ่งมีแม่น้ำเพชรบุรีไหลผ่าน เป็นแหล่งน้ำสำคัญ 1 ใน 5 แห่งทั่วประเทศ (แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำแม่กลอง และ แม่น้ำเพชรบุรี) ที่น้ำที่ท่าน้ำแห่งนี้ถูกนำไปใช้ในพระราชพิธีสำคัญ อีกทั้งน้ำที่ตักจากท่าน้ำวัดท่าไชยศิริ ยังเป็น “น้ำเสวย” สำหรับรัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 และสมัยต้น ๆของรัชกาลที่ 6

          “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ยังเป็นอนุสรณ์ให้ระลึกถึงยุทธภูมิที่ไทยชนะพม่า เมื่อครั้งรัชกาลที่ 1 ซึ่งตามตำนานกล่าวว่าเมื่อพม่าหมู่หนึ่งรบแพ้ไทยก็พากันหนีข้ามฟากลากหอกลากดาบไปเป็นทางยาวจนกลายเป็นเหมืองเรียกกันว่า ‘เหมืองพม่าลากหอก’ พวกพม่าที่หนีไปไม่มีน้ำกินเลยเอาหอกช่วยกันขุดสระ สระนั้นจึงมีชื่อเรียกว่า ‘สระพัง’ (คนละสระกับที่สระพังเขาย้อย) แล้วหนีเตลิดไปบ้านทาน ไปขอข้าวปลาอาหารกินที่นั้นด้วย”

          นอกจากนี้บ้านลาดยังมีธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพรที่สมบูรณ์ มี เขาแด่น” ตั้งเด่นตะหง่านสุดชายแดนทางทิศตะวันตก เป็นชัยภูมิป่าเขาสูงสุดของอำเภอบ้านลาด ซึ่งภูเขาลูกนี้ พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์) ผู้มีชาติภูมิเกิดที่บ้านเพรียง ต.โพไร่หวาน อ.เมือง จ.เพชรบุรี เคยบันทึกไว้ใน ตำนานเมืองเพชร” ว่า ยามค่ำคืนแสงแห่งเพชรจะส่องสว่างพร่างพรายเป็นประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวมาประดับบนขุนเขา กษัตริย์ผู้ครองเมืองมาแต่โบราณกาลจึงขานนามของเมืองว่า เมืองพริบพรี” หรือ เมืองเพ็ชร์บุรี” และภูเขาที่แลดูด่างพร้อยด้วยแสงประกายของเพชรนั้นก็ได้รับสมญาว่า เขาแด่น” มาจนถึงปัจจุบัน

          นับได้ว่า “อำเภอบ้านลาด” เป็นดินแดนของจังหวัดเพชรบุรีที่มีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และผู้คนมีอัธยาศัยดีงาม

          ดั่งคำขวัญของอำเภอบ้านลาดที่ว่า “ละมุดหวาน น้ำตาลรสเด็ด ชมพู่เพชรเลิศล้ำ สายน้ำศักดิ์สิทธิ์ ชีวิตนักปราชญ์”

          ประวัติศาสตร์อันน่าภาคภูมิใจของอำเภอแห่งนี้ผ่านมาถึง 102 ปีแล้ว.

 

ทีมข่าวเพชรภูมิ:รายงาน