Art Life 2 พ.ค. 64

กรมศิลปากรขุดแนวกำแพงเมืองเพชรบุรี ระยะที่ ๒

พบหลักฐานเพิ่ม “ป้อมหัวลูกศร” สมัยอยุธยาตอนปลาย

                นักโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี ดำเนินการขุดตรวจสอบทางโบราณคดีแนวกำแพงเมืองเก่าเพชรบุรี ถนนสูงข้าง รร.เซนต์โยเซฟฯ ระยะที่ ๒ พบหลักฐานแนวอิฐโบราณเพิ่มเติมจากการขุดรอบแรก สันนิษฐานว่าเป็น “ป้อมหัวลูกศร” สมัยอยุธยาตอนปลายยุคสมเด็จพระนารายณ์ฯ

                สืบเนื่องจากเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี ได้รับงบประมาณจากอธิบดีกรมศิลปากรให้ดำเนินโครงการขุดตรวจสอบทางโบราณคดีแนวกำแพงเมืองเก่าเพชรบุรี บริเวณไร่ทองพูนติดกับถนนสูงข้าง รร.เซนต์โยเซฟฯ หมู่ ๓ บ้านไร่อ้อย ต.ช่องสะแก อ.เมือง จ.เพชรบุรี ปรากฏว่าจากการขุดลึกลงไปใต้ผิวดินประมาณ ๑ – ๒ เมตร พบหลักฐานเป็นแนวอิฐโบราณก่อเรียงตัวลักษณะเป็นกำแพงมีขนาดความกว้าง ๑ เมตร และขนาดกว้าง ๕๐ เซนติเมตร สันนิษฐานว่าชั้นฐานของป้อมปราการที่เป็นส่วนหนึ่งของกำแพงเมืองเพชรบุรีด้านทิศตะวันออก

นางจิรนันท์ คอนเซพซิออน นักโบราณคดีชำนาญการ
หัวหน้ากลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี กรมศิลปากร

                นางจิรนันท์ คอนเซพซิออน นักโบราณคดีชำนาญการ หัวหน้ากลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี กรมศิลปากร กล่าวว่า ภายหลังทำการขุดสำรวจระยะแรกเสร็จสิ้น ทีมนักโบราณคดีได้ทำรายงานส่งอธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้ เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่ได้มีการขุดสำรวจตรวจสอบด้านโบราณคดีเรื่องกำแพงเมืองเพชรบุรีมาก่อน จึงถือว่าเป็นข้อมูลใหม่ที่ทางอธิบดีกรมศิลปากรให้ความสนใจและให้การสนับสนุน โดยในปีนี้ได้รับงบประมาณจากกองทุนโบราณคดี จำนวน ๕ แสนบาท ทำการขุดสำรวจระยะที่ ๒ เริ่มต้นทำงานตั้งแต่วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา เป็นระยะเวลาทำงานประมาณ ๑ เดือน นอกจากการขุดตรวจสอบเพิ่มเติมในพื้นที่บริเวณดังกล่าวแล้ว ยังได้ขุดสำรวจบริเวณศาลหลักเมืองเก่าเพชรบุรี เพื่อค้นหาความสัมพันธ์กับพื้นที่บริเวณแนวกำแพงเมืองเพชรบุรี

                “การดำเนินการระยะที่ ๒ มีการขุดตรวจชั้นดินทางโบราณคดีบริเวณศาลหลักเมืองเก่าเพชรบุรี พบโบราณวัตถุบริเวณชั้นดินต่าง ๆ ปรากฏว่าพื้นดินบริเวณกลางเมืองจะพบปัญหาเรื่องการรบกวนของคนที่ใช้งานในยุคปัจจุบัน ข้อมูลที่ได้อาจจะมีการแปรผล หรือผิดเพี้ยนอยู่บ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้รับคำแนะนำจากสถาบันนิวเคลียร์แห่งชาติ เรื่องการตรวจหาค่าอายุของตัวอย่างจากชั้นดินด้วยวิธี OSL ใช้หลักการการโดนแสงครั้งสุดท้าย หมายความว่าชิ้นส่วนโบราณวัตถุที่อยู่ในชั้นดินวัฒนธรรมเดียวกันกับศาลหลักเมืองจะมีอายุประมาณเท่าไร ทางคณะได้ทำการจัดเก็บตัวอย่างชั้นดินทางบริเวณศาลหลักเมืองเก่าเพชรบุรี และบริเวณแนวกำแพงเมืองเพชรบุรีไปหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ นำข้อมูลมาเปรียบเทียบหาความเชื่อมโยงกัน”

                นางจิรนันท์ หัวหน้าทีมขุดค้นโบราณคดี กล่าวต่ออีกว่า ส่วนการขุดค้นสำรวจระยะที่ ๒ บริเวณที่ดินติดกับไร่ทองพูนบริเวณถนนสูงแนวกำแพงเมืองเพชรบุรีด้านทิศตะวันออก นักโบราณคดีพร้อมทีมงานได้ดำเนินการขุดตรวจสอบจำนวน ๔ หลุม เป็นที่ดินสาธารณะประโยชน์ภายใต้การดูแลของ อบต.ช่องสะแก พบหลักฐานเป็นแนวอิฐก่อเรียงขนาดความกว้าง ๑ เมตร ความยาวประมาณ ๑๙ เมตร ทำมุม ๔๕ องศากับแนวถนนกำแพงเมือง และแนวอิฐก่อเรียงขนาดความกว้าง ๕๐ เซนติเมตร ทั้งแนวตั้งและแนวนอนขนานกับถนนกำแพงเมือง เป็นโครงสร้างการก่ออิฐที่เชื่อมโยงกับแนวอิฐเดิมที่ขุดค้นในระยะที่ ๑ มีลักษณะสมมาตรกัน สันนิษฐานได้ว่าแนวอิฐก่อเรียงโบราณที่พบคือ ชั้นฐานของป้อมหรือหอสังเกตุการณ์ที่เชื่อมต่อกับแนวกำแพงเมืองเพชรบุรีด้านทิศตะวันออก

                “ลักษณะแนวอิฐก่อเรียงโบราณที่ค้นพบในการขุดสำรวจระยะที่ ๑ และระยะที่ ๒ เป็นแนวอิฐก่อเป็นรูป ๕ เหลี่ยมเหมือนทรงบ้าน พอที่จะระบุได้ว่าเป็น ป้อมรูปหัวลูกศร มีเอ็นหรือโครงสร้างก่ออิฐเสริมความมั่นคงส่วนฐานราก ลักษณะแนวนอนจำนวน ๒ แนว และแนวตั้งจำนวน ๑ แนว ได้ทำการถ่ายภาพมุมสูงพร้อมทั้งวัดขนาดความกว้างและความยาว เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปเขียนเป็นแปลนโบราณสถานต่อไป นอกจากนี้ได้ทำการเก็บรวบรวมตัวอย่างชิ้นวัตถุที่ได้จากการขุดค้นและตัวอย่างดินเพื่อนำไปหาค่าอายุ”

หัวหน้ากลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จากการสืบค้นข้อมูลจากคำบอกเล่ารวมถึงเอกสารท้องถิ่น ระบุว่าบริเวณถนนเส้นนี้เดิมเป็นแนวอิฐกำแพงเมืองเพชรบุรี แต่ละด้านมีป้อมปราการ และชื่อบ้านหรือวัดที่เกี่ยวข้อง เช่น วัดป้อม บ้านหัวป้อม แต่ว่าหลักฐานเชิงประจักษ์ยังไม่ปรากฏพบเห็น จนกระทั่งทางกรมศิลปากรได้มาดำเนินการขุดสำรวจเมื่อปี ๒๕๖๓ จึงเป็นหลักฐานใหม่และเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่า มีป้อมที่เชื่อมต่อกับแนวกำแพงเมืองเพชรบุรี จากข้อมูลหลักฐานที่ค้นพบได้ตั้งสมมติฐานว่า เป็นป้อมที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย ราวในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช รูปแบบลักษณะของป้อมที่พบเทียบเคียงกับป้อมรูปหัวลูกศรพบที่จังหวัดลพบุรี และพบที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

                “ขณะเดียวกันในการขุดสำรวจระยะที่ ๑ เมื่อปี ๒๕๖๓ ได้นำก้อนอิฐไปตรวจหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ ปรากฏว่ามีอายุมากถึง ๖๐๐ กว่าปี สมัยอยุธยาตอนต้น จุดนี้ยังหาคำอธิบายที่ชัดเจนยังไม่ได้ว่าทำไมถึงไม่ตรงกับข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าเป็นป้อมสมัยอยุธยาตอนปลาย ว่าจะเกิดขึ้นจากเนื้อวัสดุ หรือวิธีการเก็บรักษาที่อาจจะให้เกิดข้อผิดพลาดในการตรวจหาค่าอายุ ด้วยเหตุนี้การดำเนินการระยะที่ ๒ จึงนำตัวอย่างชั้นดินไปตรวจหาค่าอายุอีกทางหนึ่ง เป็นการตรวจสอบ ๒ ทาง เพื่อเป็นการสอบทานข้อมูลให้ถูกต้องและชัดเจนมากที่สุด”

                นางจิรนันท์ กล่าวอีกว่า ส่วนแนวทางการบูรณะได้เคยนำเสนอกับที่ประชุมคณะกรรมการระดับจังหวัดไว้ว่า การดำเนินการต้องอาศัยหลักการทางด้านวิทยาศาสตร์และการออกแบบสถาปัตยกรรม เนื่องจากอิฐเก่าที่ทำการขุดสำรวจเมื่อโดนแสงแดด ฝน และความชื้น ทำให้อิฐเสื่อมสภาพ ซึ่งจะต้องมีวิธีการอนุรักษ์เพื่อให้รักษาสภาพให้มีความแข็งแรง รวมถึงต้องมีตัวอาคารปกป้องโบราณสถานกรณีที่จะต้องมีการเปิดชั้นดินให้เห็นสภาพของโบราณสถานทั้งหมด หรือการทำแบบจำลองบนผิวดินเพื่อสะดวกต่อการชมและการดูแลรักษา ในเรื่องของการบูรณะทางกรมศิลปากรยินดีและพร้อมที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในการบูรณะ แต่สิ่งที่ยังเป็นกังวลคือเรื่องการบริหารจัดการ รวมถึงการดูแลหลังจากที่กรมศิลปากรเข้ามาทำการบูรณะเป็นที่เรียบร้อย อยากให้จังหวัดและท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ โดยหลังจากนี้จะทำการปิดหลุมเป็นการชั่วคราว พร้อมสรุปรายงานผลการดำเนินการเสนอต่ออธิบดีกรมศิลปากรต่อไป

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!