‘กาโตะ VS สีกาตอง’อีกหนึ่งรอยด่างในวงการพระศาสนา

ประเด็นร้อนในวงการสงฆ์บ้านเราเวลานี้มีหลายเรื่องราวติด ๆ กัน ที่กำลังอยู่ในความสนใจของประชาชนคือกรณีมีการเปิด “คลิปเสียง” ที่มีหญิงสาวปริศนาสนทนากับชายหนุ่มคนหนึ่ง
โดยน้ำเสียงฝ่ายชายถูกกล่าวหาว่าคล้ายกับพระนักเทศน์ชื่อดัง ซึ่งทราบต่อมาคือ พระพงศกร ปภัสสโร
หรือ “พระกาโตะ” หรือ “หลวงพี่กาโตะ” รักษาการเจ้าอาวาสวัดเพ็ญญาติ ต.กะเปียด อ.ฉวาง
จ.นครศรีธรรมราช สนทนากับหญิงสาวที่ชื่อว่า “สีกาตอง” และในที่สุดพระกาโตะก็ได้ลาสิกขาจากความเป็นพระแล้ว

ก็ยังดีที่พระกาโตะมีความละอายต่อบาป สึกจากการเป็นพระ ยอมรับว่าได้กระทำอะไรลงไป
การไม่ดื้ออยู่ในผ้าเหลืองต่อไปก็ยังพอรับได้ หลักฐานมันแน่นหนาเหลือเกิน เท่าที่ติดตามทำให้
ทราบว่าพระหนุ่มรูปนี้เทศน์เก่ง เคยเป็นนายหนังตะลุงเก่า มีรายได้ค่อนข้างสูง ขณะบวชเมื่อได้รับการนิมนต์ไปเทศน์แต่ละงาน ก็ได้รับการถวายเงินจากญาติโยมครั้งละจำนวนวนไม่น้อย

พระกาโตะอายุยังน้อย แค่ ๒๓ ปี รูปหล่อมีเสน่ห์ เสียงเพราะ เทศน์เก่ง มีลูกเล่นชวนเฮฮาขณะแสดงธรรม ย่อมแน่นอนว่าจะมีสีกามาติดพัน และเป็นที่หมายปองของสาวแก่แม่หม้าย ก็คิดอยู่แล้วสักวันหนึ่งคงไม่พ้นต้องมีเรื่องทำนองนี้ ก็มีจริง ๆ รู้สึกเสียดายที่ท่านเป็นพระเก่ง แต่การอยู่ในสมณเพศควรจะรู้จักยับยั้งชั่งใจและระมัดระวังตัวให้มากกว่านี้

เท่าที่ทราบพระกาโตะเป็นหลักให้แก่วัดเพ็ญญาติ ก่อนหน้านี้วัดเพ็ญญาติไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก
วัดก็อยู่ในสภาพเก่าซอมซ่อ พอพระกาโตะมาอยู่ก็มีส่วนหาเงินเข้าวัดได้เยอะมาก การถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินวัด เท่าที่ทราบเงินที่พระกาโตะเบิกเอาไปจากวัด ก็เป็นเงินที่พระกาโตะหามาเข้าบัญชีวัด
แต่เงินถ้าเอาเข้าบัญชีวัดแล้ว ก็ต้องตกเป็นของวัด จะโยกไปใช้จ่ายส่วนตัวไม่ได้ พอเบิกไปใช้ก็เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา

ถ้าเงินที่พระได้รับจากการไปกิจนิมนต์ ไม่นำเข้าบัญชีวัด ก็ถือว่าเป็นเงินส่วนตัวของพระรูปนั้น ๆ ที่ได้มาจากศรัทธาทำบุญถวายจากญาติโยม  เพราะเรื่องผู้หญิงแท้ ๆ ทำให้พระหนุ่มต้องกระทำผิด
พระวินัยจนถึงขั้นปาราชิก สึกแล้วยังมีเรื่องเงินที่ถูกกล่าวหายักยอกเข้ามาปนเปจนถูกแจ้งความดำเนินคดี

ส่วน “สีกาตอง” ที่ตกเป็นข่าว ก็สมควรถูกประณาม เพราะเอาตัวเองไปยั่วยวนให้พระหนุ่ม
ลุ่มหลง เมื่อมีอะไรกันแล้วก็รีดเอาเงินจากพระกาโตะครั้งละเป็นหมื่น ล่าสุดก็หลายแสนบาท
กลายเป็นเรื่องแบล็คเมล์ขู่เข็ญเอาเงินจากพระกาโตะ เมื่อไม่ได้ดังใจก็ให้ “พระย้อย” ไปปล่อยคลิปเสียงสนทนาจนเรื่องราวบานปลาย

ส่วน “พระย้อย” ที่นำคลิปเสียงการสนทนาระหว่างพระกาโตะกับสีกาตองมาเปิดเผย
กลับกลายเป็นว่าตัวพระย้อยเองก็มีพฤติกรรมเคยยุ่งเกี่ยวกับสีกาไม่ต่างกับพระกาโตะ กลายเป็น
“ขนมผสมน้ำยา” ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง พระย้อยถูกแฉจนต้องลาสิกขาเช่นกัน 

เรื่อง “วินัยสงฆ์” เป็นกรอบที่พระสงฆ์ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ถ้าพระสงฆ์ปฏิบัติตาม
พระวินัยก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าถามว่าถึงเวลาจะต้องปฏิรูปวงการสงฆ์หรือไม่ จริง ๆ แล้วควรจะต้องปฏิรูปผู้ปกครองพระก่อน เพราะผู้ทำหน้าที่ปกครองพระต้องแม่นยำในพระธรรมวินัยเป็น
เบื้องต้น ต้องเอาจริงเอาจังต่อพระที่ประพฤติผิดพระธรรมวินัยให้เด็ดขาด

พระสงฆ์ทุกรูปตอนอุปสมบทใหม่ ๆ ก็จะมี “พระอุปัชฌาย์” คอยทำหน้าที่ดูแลตักเตือน
คอยสั่งสอนให้อยู่ในร่องรอยของพระศาสนา พระกาโตะอายุยังน้อย เพิ่งบวชเรียนไม่นาน ควรที่
พระที่เป็นผู้ปกครองต้องคอยดูแลเอาใจใส่ อย่าปล่อยให้มีเรื่อง เพราะมีเรื่องก็จะเสียต่อพระอุปัชฌาย์ กรณีพระกาโตะไม่มีใครพูดถึงพระอุปัชฌาย์กันเลย ไม่รู้ว่าพระรูปใดเป็นพระอุปัชฌาย์ของพระกาโตะ

  เดี๋ยวนี้ญาติโยมเข้มแข็งขึ้น ช่วยกันสอดส่องดูแลพฤติกรรมของพระในวัด เพราะวัดอยู่ได้
เพราะมีญาติโยมคอยอุปถัมภ์ค้ำชูด้วยความศรัทธา ช่วยกันทำบุญถวายปัจจัยเพื่อให้วัดดำรงอยู่
ถ้าขาดศรัทธาจากญาติโยมแล้วพระและวัดก็อยู่ได้ยาก สังคมทุกวันนี้การสื่อสารไวมาก เกิดเรื่องขึ้นก็จะเผยแพร่ออกไปสู่สังคมในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว

ส่วนอีกกรณีหนึ่งคือเจ้าหน้าที่ตำรวจได้บุกเข้าจับกุมชายที่อ้างตัวเป็น “พระบิดา” ภายในสำนักแห่งหนึ่งใน จ.ชัยภูมิ ชายผู้นี้มีพฤติกรรมประหลาด ให้ลูกศิษย์รับประทานปัสสาวะ อุจจาระ เสมหะ ขี้ไคล ฯลฯ อ้างว่าสามารถรักษาโรคต่าง ๆ ได้ และยังพบศพ ๑๑ ศพถูกเก็บไว้ในบริเวณสำนัก

ใครที่ได้ดูข่าวนี้ก็รู้สึกสะอิดสะเอียน ที่น่าสมเพชคือมีพระสงฆ์และชาวบ้านไปร่วมพิธีกรรมกราบไหว้พระบิดา พระสงฆ์รูปหนึ่งยกขวดน้ำปัสสาวะขึ้นดื่มต่อหน้านักข่าวและชาวบ้านโชว์
ออกสื่อโซเชียล เมื่อบุกเข้าไปสำรวจในบริเวณสำนักก็พบว่ามีการผลิตอาหาร เช่น ปลาร้าบอง
น้ำพริก ฯลฯ ครัวอยู่ในสภาพสกปรกสุดแสนจะโสโครก

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.กระทรวงสาธารณสุข กล่าวแสดงความเห็นในกรณีนี้ว่า ตนสงสัยทำไมเรียกนายคนนี้ว่าเป็น “พระบิดา” คนแบบนี้โรงพยาบาลศรีธัญญาเรียกว่า “คนไข้” หรือ คนป่วยจิต
ทำไมยังมีคนไปหลงนับถือศรัทธา 

เรามีหน่วยงานสาธารณสุข เช่น อาสาสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) กระจายอยู่ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ สามารถแทรกซึมไปให้ความรู้ด้านสาธารณสุขกับชาวบ้าน ถ้าช่วยกันให้ความรู้โดยยกตัวอย่างกรณีของพระบิดาว่าวิธีการของพระบิดาจะก่อให้เกิดโรคภัยต่อสุขภาพมากกว่าการรักษา

ทั้งกรณี “พระกาโตะ” และ “พระบิดา” ก็คงต้องว่ากันไปตามพฤติกรรมและดำเนินการ
ไปตามขั้นตอนกฎหมาย กรณีพระกาโตะที่ลาสิกขาแล้ว ถ้าจะผิดกฎหมายอาญาก็น่าจะเป็นกรณียักยอกเงินวัด เอาเงินวัดไปให้แก่สีกาตอง ส่วนการเสพสังวาสก็เป็นเรื่องทางวินัยสงฆ์ต้องปาราชิก ทั้งกาโตะและสีกาตองต่างก็บรรลุนิติภาวะแล้ว เมื่อสมยอมก็เอาผิดทางอาญาไม่ได้

ส่วนกรณีพระบิดาที่สกปรกโสโครก ผลิตยาขายชาวบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาต ก็จะ
ถูกดำเนินคดีในฐานความผิดผลิตยาโดยไม่ได้รับอนุญาต และยาที่จำหน่ายน่าจะไม่ถูกสุขลักษณะ
มีโทษทางอาญา ชาวบ้านที่ไปหลงกราบไหว้บูชาก็เป็นเรื่องศรัทธาที่ไม่ทำให้สังคมเดือดร้อน
ก็ไม่น่าจะมีความผิด แต่หากรับประทานสิ่งโสโครกที่พระบิดาผลิตออกมาแจกหรือจำหน่ายและทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย พระบิดาก็ต้องรับผิดชอบ เรื่องหลงเชื่องมงายแบบกรณีพระบิดา
มีมาตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาลแล้ว ในอินเดียมีเยอะ  

อีกเรื่องหนึ่งที่กำลังอยู่ในความสนใจของคนทั่วประเทศขณะนี้ คือกรณีที่ นายจีรพันธ์
เพชรขาว
หรือ “หมอปลา” ชาว อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ที่ได้รับฉายาว่า “มือปราบสัมภเวสี” และ
นางภัสรณ์ ฤทธิธนไพบูลย์ ชื่อเล่น “น้ำฟ้า” ภรรยาหมอปลา พร้อมสื่อมวลชนกลุ่มหนึ่ง พากันไปตรวจสอบที่พักสงฆ์ดวงสว่างธรรม ต.โคกนาโก อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร หลังมีผู้ร้องเรียนกล่าวหาว่า
หลวงปู่แสง (จันดะโชโต) ญาณวโร อายุเกือบ ๑๐๐ ปี ลวนลามและจับหน้าอกหญิงสาว

ปรากฏว่าเมื่อข่าวการบุกรุกเข้าตรวจค้นของหมอปลากับพวกเปิดเผยต่อสาธารณชน พบว่า
หมอปลา ภรรยา และสื่อมวลชนบางคน ได้แสดงกิริยาคุกคาม ก้าวร้าว หยาบคาย และไม่เหมาะสมขณะอยู่ต่อหน้าหลวงปู่แสง บรรดาศิษยานุศิษย์และผู้ที่เคารพนับถือหลวงปู่แสงจำนวนมากรวมถึงพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศที่เห็นภาพข่าวจากสื่อต่าง ๆ แล้วเกิดความรู้สึกไม่พอใจ เรียกร้องให้
หมอปลากับพวกขอขมาและต้องการให้ดำเนินคดีกับกลุ่มคนดังกล่าว

พร้อมกันนี้ลูกศิษย์ได้เปิดเผยว่า “หลวงปู่แสง” มีอาการของ โรคสมองเสื่อม (อัลไซเมอร์)
มานานหลายปีแล้ว มีแพทย์ไปตรวจรักษาอยู่เป็นประจำ ท่านเป็นพระอริยะที่น่าเคารพนับถือ
ตามประวัติหลวงปู่แสงเป็นพระสายป่า และเป็นศิษย์ พระอาจารย์มั่น ภูริภัตโต ศึกษาหลักธรรม
กับพระอาจารย์มั่นที่วัดป่าหนองผือ จ.สกลนคร มีเมตตาบารมีสูง ไม่เคยมีประวัติในทางเสื่อมเสีย ชาวบ้านเชื่อว่าท่านพ้นแล้ว ไม่ติดยึดอะไรแล้ว

แต่ลูกศิษย์ที่เป็นฆราวาสของหลวงปู่บางคนและพระบางรูปที่ใกล้ชิดท่าน ยังพยายามหา
ผลประโยชน์จากตัวท่านที่อยู่ในภาวะหลง ๆ ลืม ๆ บางครั้งทำอะไรไปโดยไม่รู้ตัว เอาสีกามาใกล้ชิดตัวท่านจนเกิดเป็นกระแสทำให้ท่านเสื่อมเสีย และไปแจ้งหมอปลาให้มาปราบ คงคิดว่าหมอปลาเป็น
ผู้วิเศษ ก็รู้ ๆ อยู่ว่าหมอปลาเวลาไปปราบที่ไหน ก็จะแจ้งนักข่าวเพื่อยกโขยงไปทำข่าวออกสื่อ
ถึงขนาดไลฟ์กันสด ๆ ที่จุดเกิดเหตุ ประจานไปทั่วโลกโดยไม่มีการกลั่นกรองข้อมูล 

หลังจากมีกระแสตีกลับอย่างแรง สำนักข่าวต่าง ๆ ที่มีนักข่าวไปร่วมทำข่าวนี้ ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษขอขมา และสั่งไล่ออก, พักงาน, ตักเตือน ผู้สื่อข่าวอย่างทันท่วงที รวมถึงกำชับให้ระมัดระวังในการนำเสนอข่าวสาร

สิ่งที่เกิดขึ้นในวงการสงฆ์หลายเรื่องราวขณะนี้ ทำให้มองว่าคนมีหน้าที่คือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีความอ่อนแอในการดูและจัดการ ขณะที่คนไม่มีหน้าที่โดยตรงอย่าง 
“หมอปลา” กลับแสดงบทบาทมากกว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ

“หมอปลา” กับภรรยาทำความดีมาแล้วก็หลายเรื่อง กล้าทำในเรื่องที่หลายคนไม่กล้า
แต่เสียตรงที่บุ่มบ่าม ใช้วาจาไม่เหมาะสม เชื่อว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะเป็นบทเรียนครั้งสำคัญในชีวิต
มือปราบสัมภเวสีคนนี้.
รเสพสังวาสก็เป็นเรื่องทางวินัยสงฆ์ต้องปาราชิก…”

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!