คดีข่มขืนกระทำชำเรา-อนาจารหญิงสาวของนักการเมืองดังในมุมความผิดต่อกฎหมาย-อายุความ-จริยธรรมนักการเมือง

ข่าวนักการเมืองระดับอดีตรองหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ที่กำลังครึกโครมเวลานี้ ถูกหญิงสาวจำนวนมากไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีในข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา, กระทำอนาจาร ซึ่งมีการกระทำต่างกรรมต่างวาระในหลายเหตุการณ์ หลายสถานที่ ต่อหญิงสาวหลายคน ก่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมมากมาย รวมถึงแง่มุมทางกฎหมายในประเด็นที่ว่าจะสามารถเอาผิดกับอดีตรองหัวหน้าพรรคการเมืองคนนี้ได้แค่ไหนเพียงใด

            “เพชรภูมิ” ได้รับเกียรติจาก นายวีรศักดิ์ โชติวานิช รองประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ, ทนายความประจำสำนักงานบำรุง สุวิชา อภิศักดิ์ ทนายความ, อดีตที่ปรึกษารองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย) แสดงความเห็นในมุมมองทางกฎหมายหลายประเด็นของเรื่องนี้

————————     

“…..การล่วงละเมิดทางเพศสามารถสื่อความหมายให้เป็นที่เข้าใจได้อยู่แล้ว คือการที่บุคคลหนึ่งบุคคลใดไปล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของบุคคลอื่น ซึ่งปัจจุบันกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ขยายความกว้างมาก ก่อนหน้านี้มุ่งแต่เฉพาะ“ผู้กระทำ”กับ“ผู้ถูกกระทำ” ซึ่งผู้กระทำต้องเป็น “เพศชาย” ผู้ถูกกระทำต้องเป็น “เพศหญิง”

แต่ปัจจุบันการล่วงละเมิดทางเพศไม่ว่าผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำจะเป็นชายหรือหญิงก็ได้ และการกระทำล่วงละเมิดทางเพศในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องลงมือกระทำแบบถึงเนื้อถึงตัวเสมอไป การใช้กิริยา การใช้ถ้อยคำ การเกี้ยวพาราสี โดยที่อีกฝ่ายไม่มีความสมัครใจหรือสนองตอบ ก็ถือเป็นการล่วงละเมิดทางเพศแล้ว

            คดีข่มขืนกระทำชำเราและคดีกระทำอนาจาร ต้องเท้าความว่าเราใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๐ ซึ่งเวลานั้นกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับคดีข่มขืนและคดีกระทำอนาจาร“เป็นความผิดอันยอมความได้” จนกระทั่งมีการพยายามผลักดันแก้ไขก่อนปี ๒๕๖๐ ต่อเนื่องถึงหลังปี ๒๕๖๐ ด้วยเหตุผลในห้วงเวลานั้นการสื่อสารทางเทคโนโลยี (อินเตอร์เน็ต-ออนไลน์) ทำให้การเข้าถึงสิ่งที่ยั่วยุในทางกามารมณ์ต่าง ๆ เกิดมีขึ้นมากมาย ก่อเกิดปัญหาด้านสังคม และตามมาด้วยปัญหาด้านกฎหมายเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้

            ห้วงเวลานั้นมีความพยายามผลักดันแก้ไขให้คดีข่มขืน“เป็นความผิดอันยอมความไม่ได้”ต้องการให้เป็นความผิดต่อรัฐ ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว

จนกระทั่งประสบความสำเร็จในปี พ.ศ.๒๕๖๒ ซึ่งเป็นการพลิกหน้าประวัติศาสตร์ของกฎหมายอาญาในข้อหาข่มขืนและการกระทำอนาจาร

ได้มีการแก้ไขและมีการตรากฎหมายขึ้นมาเรียกว่า “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ ๒๗ พ.ศ.๒๕๖๒” ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒

นั่นหมายความว่าตั้งแต่วันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒ คดีข่มขืนได้กลายเป็นคดีอาญาแผ่นดินที่จะยอมความไม่ได้อีกต่อไป หลังจากเป็นคดียอมความได้มานานถึงกว่า ๖๐ ปี ปัจจุบันคดีข่มขืนเป็นคดียอมความไม่ได้ ยกเว้นกรณีเดียวคือกรณีสามีภรรยากล่าวหากันในเรื่องข่มขืน จึงจะเป็นความผิดที่กฎหมายอนุญาตให้ยอมความกันได้เฉพาะสามีภรรยาเท่านั้น

            ส่วนกรณีที่ประชาชนกำลังให้ความสนใจขณะนี้คือคดีของนาย ป. (ผมขออนุญาตใช้อักษรย่อเพื่อมิให้กระทบต่อชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล) ซึ่งเป็นนักการเมืองระดับรองหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ เราก็ทราบจากข่าวที่นำเสนอออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่รายละเอียดในสำนวนการสอบสวนเป็นความลับของทางราชการ

นาย ป.เป็นเพศชาย ส่วนผู้เสียเท่าที่ปรากฏในเวลานี้ล้วนแล้วแต่เป็นเพศหญิงทั้งหมด เหตุที่เกิดก็ล้วนเกิดนานกว่า ๓ เดือนมาแล้ว บางคนก็ปีกว่า หรือกว่า ๒ ปีก็มี รวมแล้ว ๑๐ กว่าราย ทุกคนอ้างว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศ อ้างว่าถูกกระทำชำเรา บางคนอ้างว่าถูกกระทำอนาจาร

            อย่างที่เรียนมาแต่ต้นแล้วว่า ตั้งแต่วันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒ มีการบังคับใช้กฎหมายใหม่ ก็ต้องมาไล่ดูข้อเท็จในแต่ละเรื่องไป ดูว่าในแต่ละเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ถ้าเหตุการณ์เกิดขึ้นหลังวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒ มันก็ต้องบังคับใช้ตามกฎหมายใหม่ แต่ถ้าเกิดก่อนวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ก็ไม่สามารถเอากฎหมายใหม่ไปบังคับย้อนหลังในทางเป็นโทษแก่ผู้ถูกกล่าวหาได้

            กรณีถูกข่มขืนกระทำชำเรา ถ้าผู้เสียหายกล่าวหาว่าถูก นายป.ข่มขืนหลังวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ก็ไม่สามารถเป็นคดีที่ยอมความได้

            ส่วนกรณีถูกกระทำอนาจารถ้าผู้เสียหายกล่าวหาว่าถูก นาย ป.กระทำอนาจารหลังวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๕ ก็ต้องดูข้อเท็จจริงว่าได้มีการกระทำต่อหน้าธารกำนัลหรือไม่ ถ้ากระทำต่อหน้าธารกำนัลก็เป็นคดียอมความไม่ได้ แต่ถ้าไม่ได้กระทำต่อหน้าธารกำนัลก็ยังเป็นสามารถเป็นคดีที่ยอมความกันได้

            สำหรับกรณีที่นาย ป.ถูกกล่าวหาว่ากระทำอนาจารหญิงสาวผู้เสียหายที่ ต.เวียงคอย อ.เมือง จ.เพชรบุรี ก็เป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะเรื่องนี้เมื่อมีการแจ้งความที่ สภ.เมืองเพชรบุรีและเจ้าหน้าที่ตำรวจไปดูสถานที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าสถานที่เกิดเหตุมีสภาพเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก เดิมเป็นลานจอดรถและสามารถจัดงานเลี้ยงได้ ปัจจุบันกลายสภาพเป็นอาคาร ทำให้เกิดประเด็นในเรื่องการแสวงหาข้อเท็จจริง

จึงตั้งข้อสังเกตว่าผู้เสียหายที่เพิ่งออกมาเปิดเผยตอนนี้มันช้าไปหรือเปล่า มันเสียโอกาสไปหรือเปล่า ต้องดูว่าเหตุเกิดเมื่อใด ถ้าเหตุกระทำอนาจารเกิดหลังวันที่ ๒๘พฤษภาคม ๒๕๖๒ ก็เป็นเรื่องที่ยอมความไม่ได้ อายุความยาวนานถึง ๒๐ ปี ถือว่าเป็นการกล่าวหาที่ไม่ช้า ขณะเกิดเหตุมีคนอยู่จำนวนมาก ถือเป็นการกระทำต่อหน้าธารกำนัล คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ

            การมาใช้สิทธิ์กล่าวหาในห้วงเวลาที่ล่วงเลยไปมาก แม้จะยังไม่ขาดอายุความ แต่ก็ต้องคำนึงถึงพยานหลักฐานที่จะเอาผิดต่อผู้ถูกกล่าวหา จะยังหลงเหลือพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด จะช้าไปหรือไม่ การหาพยานหลักฐานมาประกอบให้มีน้ำหนัก จึงถือเป็นเรื่องสำคัญของคดี

เพราะปกติทั่วไป คดีข่มขืนหรือคดีกระทำอนาจาร คู่กรณีจะทำกันอย่างเปิดเผยนับว่ามีน้อย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของคน ๒ คนกระทำกันในที่รโหฐาน จะมีบุคคลที่ ๓ ที่ ๔ หรือที่ ๕ ร่วมอยู่ในเหตุการณ์น้อยมาก นอกจากเป็นคดีโทรมหญิงหรือมีการนัดกันไปถ่ายทำอะไรต่าง ๆ ก็อาจจะมีมากกว่า ๒ คนขึ้นไป 

เมื่อเป็นเรื่องของคนสองคนไม่ว่าจะเป็นกรณีข่มขืนหรือกระทำชำเรา พยานหลักฐานเริ่มตั้งแต่ร่อยรอยของการถูกล่วงละเมิด เช่น เสื้อผ้า คราบอสุจิ ถ้าเนิ่นนานไปมันก็จะแปรเปลี่ยนไปตามธรรมชาติ ก็ทำให้ขาดพยานหลักฐานสำคัญ โดยเฉพาะพยานบุคคลถ้าหาไม่ได้ก็ต้องใช้พยานวัตถุหรือพยานแวดล้อมอื่น ยิ่งนานไปก็ยิ่งหายาก ต่อให้มีกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุหรือใกล้ที่เกิดเหตุ แต่กล้องวงจรปิดก็มีระยะเวลาในการเก็บภาพที่บันทึกไว้ เช่น ๑ เดือน ๓ เดือน หรือ ๖ เดือนเครื่องก็ลบภาพทิ้งไปโดยอัตโนมัติตามที่ตั้งวันเวลาไว้

ส่วนพยานบุคคลต้องไม่ลืมว่าถ้านานไปเขาจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หรืออาจตามหาตัวไม่ได้ หรือติดต่อไม่ได้ ถ้าไม่ได้ตัวมา ก็ขาดพยานบุคคลที่มีน้ำหนัก หรือได้ตัวมาแต่จำเหตุการณ์ไม่ได้ ไม่กล้ายืนยันก็ไม่มีประโยชน์ ขืนให้การยืนยันผิดพลาด อาจถูกฟ้องกลับข้อหาให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานหรือเบิกความเท็จต่อศาลก็เป็นได้

ทางที่ดีที่สุด หลังเกิดเหตุถ้ามั่นใจว่าเราเป็นผู้เสียหาย ก็ควรรีบดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ทันที ไปพบแพทย์เพื่อให้ตรวจและทำหลักฐานไว้

ส่วนที่มีข่าวว่า ผู้เสียหายบางรายก็ไปรับเงินค่าชดเชยความเสียหายจากนาย ป.มาแล้ว ก็ต้องดูว่าเหตุละเมิดเกิดขึ้นเมื่อใด เข้าข่ายยอมความได้หรือไม่ได้ ถ้าหลังวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ก็ไม่สามารถยอมความได้ การที่นาย ป.ให้เงินแก่ผู้เสียหายก็ไม่สามารถจะยุติคดีได้ สิทธิในการดำเนินคดีไม่ระงับ ต่อให้ผู้เสียหายยอมยุติ แต่รัฐก็ยังเป็นผู้เสียหายอยู่ดี คดีจึงยังต้องเดินหน้า

ในสมัยก่อน ข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา ถ้ามีการไปแจ้งความร้องทุกข์แล้ว ต่อมามีการนัดพูดคุยกัน และมีการชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจ ผู้เสียหายไม่ติดใจ คดีจบไม่ถึงศาล ถอนคำร้องทุกข์ทุกอย่างก็จบ

อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันคดีข่มขืนกระทำชำเราจะเป็นคดีที่ยอมความไม่ได้ ถ้าผู้เสียหายไปแถลงต่อศาลว่าได้รับการเยียวยาจากผู้กระทำแล้วและไม่ติดใจเอาความ ผู้กระทำก็อาจจะได้รับการบรรเทาโทษจากศาล

            กรณีนาย ป.แม้จะมีตำแหน่งทางการเมืองในฐานะผู้บริหารระดับสูงของพรรค แต่ไม่เข้าข่ายในเรื่องประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเหมือนบรรดา ส.ส., รัฐมนตรี, นายกรัฐมนตรี, ข้าราชการการเมือง

ยกตัวอย่าง อดีต ส.ส.หญิงของ จ.ราชบุรี คนหนึ่ง ที่ถูกให้พ้นตำแหน่ง ส.ส.เมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจากกระทำผิดจริยธรรมของนักการเมืองในเรื่องครอบครองที่ดิน สปก.โดยที่ตัวเองไม่ได้เป็นเกษตรกร

ส่วนกรณีนาย ป.ไม่ได้เป็น ส.ส. มีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรคการเมือง ดังนั้น ประมวลจริยธรรมของนักการเมืองที่บังคับใช้โดยกฎหมายไม่สามารถจะมาใช้บังคับกับนาย ป.ได้ แต่เมื่อนาย ป.ที่ถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะ เสนอตัวเข้ามาเล่นการเมือง แม้ว่าจะไม่ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่โดยสามัญสำนึกก็หนีไม่พ้นจะต้องอยู่ในกรอบจริยธรรมที่นักการเมืองจำต้องพึงมี…”

—————————————

          “…การมาใช้สิทธิ์กล่าวหาในห้วงเวลาที่ล่วงเลยไปมาก แม้จะยังไม่ขาดอายุความ แต่ก็ต้องคำนึงถึงพยานหลักฐานที่จะเอาผิดต่อผู้ถูกกล่าวหา จะยังหลงเหลือพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด จะช้าไปหรือไม่ การหาพยานหลักฐานมาประกอบให้มีน้ำหนัก จึงถือเป็นเรื่องสำคัญของคดี…”

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!